Shaman's Love

1st Spell: iWitch - ตอนที่ 6

สวัสดีค่ะทุกคน

 


กลับมาแล้วค่ะทุกคน วีกลับมาแล้ว

ผ่าน 5 วันที่ตารางชีวิตแน่นเอียดพอสมควร

และเผื่อมีคนอยากรู้ผลสอบนะคะ วีสอบผ่านโดยสวัสดิภาพค่ะ

แม้จะโดนอาจารย์ comment บ้าง แต่ก็ผ่านค่ะ

 

การเขียนนิยายเรื่องนี้เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่ะ

จากเดิมที่วีก็เตรียมใจไว้แล้วว่ามันคงยาก

แต่กัลก็บอกกับวีว่า “มันเป็นสัญญาณที่ดีนะ ที่เจ้จะเก่งขึ้น”

ก็เขาว่าอย่างนั้น วีก็คงต้องเชื่อและทำมันต่อไปเน๊าะ ^__^

 

และเนื่องจากหายไปนาน วันนี้วีเลยมาแบบเต็มตอนเลยค่ะ

อ่านให้สนุกนะคะ

 

รักคนอ่านเสมอ

veerandah


Facebook : Veerandah Suksasunee

Twitter: @veerandah

Line: veerandah

Instargram: veerandah

Email: veerandah@gmail.com

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ตอนที่
6

 

“ดับเบิ้ล ไทรแองเกิลคือผู้ที่ปฎิญาณตนว่าจะเป็นผู้รักษาสมดุลของทั้งสองโลก เรามีหน้าที่ที่ต้องช่วยส่งวิญญาณที่หลงอยู่ในวังวนที่ไม่จบสิ้นนี้ ให้หลุดพ้นไปสู่ภพภูมิที่สมควร มันคือภารกิจชั่วชีวิตของพวกเราทั้งหกคน และแน่นอนว่ารวมไปถึงลูกหลานของพวกเราด้วย” หลี่อี้เอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำทำให้ผสุหายใจเข้าลึก ชายชราสังเกตสีหน้าของลูกชายก่อนจะพูดต่อว่า

“สำหรับ พวกเรา ตระกูลหลี่ คือแฉกของดาวด้านขวา ตัวแทนทิศตะวันออก ซึ่งหมายถึง เรามีหน้าที่และอำนาจเต็มในการจัดการปัญหาพื้นที่ในเขตซีกโลกตะวันออก”

“ฟังเหมือนเราเป็นมาเฟียจีนอย่างไรก็ไม่รู้นะเตี่ย” ผสุพูดติดตลกแล้วหันไปมองหน้าวิชาดาพลางถามว่า

“แล้วคุณล่ะ ทำไมถึงรู้เรื่องนี้ได้ แถมรู้ก่อนผมเสียด้วย”

วิชาอ้าปากค้างแล้วสบตาผู้ชายที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนอารมณ์เป็นเด็กขี้น้อยใจเสียอย่างนั้น

“ก็คงเพราะย่าฉันไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ก่อนพ่อคุณมั้ง ฉันเลยรู้ก่อน” วิชาดาพูดสวนทำให้ผสุรีบหันไปฟ้องตัวเองทันทีว่า

“เตี่ย คุณหนูวิคนนี้เขาบอกว่า เป็นความผิดของเตี่ยแนะที่อายุยืน ผมเลยรู้ช้ากว่าเขา”

โป๊ก!

“โอ๊ย ตีหัวผมทำไมอีกเนี่ยอ่ะ เตี่ย ผมพูดอะไรผิด” ผสุเอ่ยพลางเอามือลูบหัวตัวเอง

“ก็คนเขากำลังพูดเรื่องสำคัญกันอยู่ แกก็มัวทำเป็นเล่นอยู่ได้น่ะสิ” หลี่อี้ดุลูกชายแล้วเดินนำเข้าไปในห้องก่อนอย่างไม่สนใจลูกชาย

“งั้น ผมฟังเงียบๆ ก็ได้ แล้วตกลงว่าคุณรู้เรื่องก่อนผมได้ยังไงนะ” ผสุรับคำแบบเซ็งๆ แล้วหันมาพูดกับวิชาดาอย่างเนียนๆ ทำให้หญิงสาวเอียงหน้ามองเขาอย่างเหลือเชื่อ

ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้โง่จริงๆ เสียทีเดียวนะเนี่ย พูดไปโน่นมานี่ก็ยังวกกลับมาเรื่องนี้จนได้

“ฉันก็บอกไปแล้วไง ว่าเพราะย่าฉันไปสวรรค์ก่อนพ่อคุณ ฉันก็ลยรู้เรื่องก่อน”

“จริงอ่ะ เหตุผลแบบนี้มันมีด้วยเหรอ” ผสุถถามซ้ำทำให้หลี่อี้พูดย้ำอีกทีว่า

“มี สิ เพราะมันคือหนึ่งในกระบวนการรักษาความลับของพวกเราทั้งหกคน โดยปกติแล้วทายาทของแต่ละรุ่นจะรู้เรื่องนี้ก็ต่อเมื่อ ผู้ดำรงตำแหน่งในแต่ละแฉกของดาวเสียชีวิตหรือใกล้ละสังขารเท่านั้น”

“ห๊า เตี่ย นี่เตี่ยกำลังจะบอกผมว่าเตี่ยใกล้ละสังขารแล้วงั้นเหรอ” ผสุย้อนถามเสียงสูงทำให้วิชาดาทนไม่ไหวต้องตีใหล่ชายหนุ่มที่ไม่ยอมหยุดทำ ตัวตลก

“คุณนี่มันปากเสียจริงๆ เลยนะ แช่งพ่อตัวเองได้ยังไงกัน คุณลุง ท่านก็พูดอยู่ว่า โดยปกติ ก็แสดงว่าตอนนี้มันไม่ปกติน่ะสิ เขาถึงจะบอกเรื่องนี้กับคุณน่ะ”

“อ้าว ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ แล้วผมเป็นห่วงสุขภาพเตี่ยผมมันผิดตรงไหนเนี่ย พูดไม่ได้นะคุณ เตี่ยผมก็อายุมากแล้ว” ผสุแก้ทำให้วิชาดานิ่งคิดแล้วมองหน้าคนสูงวัยอย่างคนที่เริ่มสงสัยเหมือนกัน

“วาง ใจเถอะนะ ทั้งสองคน ฉันยังไม่ตายง่ายๆ หรอก เอาล่ะ เราเข้าไปคุยข้างในเถอะ ยืนคุยนานๆ คนแก่ก็เมื่อนนะ” หลี่อี้พูดตัวบททำให้คนอ่อนวัยทั้งสองคนหันมามองหน้ากันแล้วเดินตามเข้าไปใน ห้อง

ห้อง ใต้ดินดูกว้างขวางและสว่างไสวจนวิชาดาไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือห้องใต้ดิน จริงๆ เพราะมีแค่ทางเข้าเท่านั้นที่ทำให้ดูเหมือนเดินทางลงชั้นใต้ดิน แต่พอเข้ายืนจริงๆ จะพบว่าเพดานของห้องนี้สูงเกือบเท่าหลังคาบ้าน โดยวัดจากระยะโคมไฟระย้าที่ติดอยู่ที่เพดาน เท่านี้ก็พอบอกได้ว่าคงไม่มีห้องอะไรอยู่เหนือห้องนี้จนทำให้มันเป็นห้องใต้ ดินตามชื่อมันแน่ๆ

วิชา ดาไล่สายตาลงมาตามกำแพงซึ่งถูกตกแต่งเป็นหิ้งไม้ซึ่งไล่ลำดับลงมาเป็นขั้นๆ เพื่อเป็นที่ตั้งของป้ายบรรพชนของตระกูลหลี่ ซึ่งเธอเคยได้ยินจากย่าของเธอมานานแล้วว่า คนตระกูลหลี่ นั้นเป็น หมอผีกันมาหลายช่วงอายุคน แต่เท่าที่เธอได้เห็นนี้ มันควรเรียกว่าคนตระกูลนี้เป็นหมอผีกันทุกช่วงอายุคนมากกว่า

“ผมนึกว่าเตี่ยตั้งป้ายวิญญษณของครอบครัวเราไว้รวมกับศาลบรรพชน[1]ตระกูลหลี่ที่เมืองจีนเสียอีกครับ” ผสุถามหลังจากอึ้งกับสิ่งที่ตัวเองเห็นอยู่พักใหญ่

“มัน เป็นมาตั้งแต่สมัยอาก๋งของแกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อหนีความแร้นแค้นที่ เมืองจีนมาที่นี่แล้วล่ะ ท่านก็ได้นำป้ายวิญญาณสายตรงของพวกเรามาที่นี่ เหลือแค่ป้ายวิญญาณของญาติสายห่างๆ เท่านั้นที่ยังอยู่ที่เมืองจีน”

“เพราะตำแหน่งหมอผีแห่งทิศตะวันออกของพวกเราเหรอครับ” ผสุถามต่อทำให้หลี่อี้พยักหน้า

“นั่งลงสิ ทั้งสองคน เรื่องนี้เราคงต้องอธิบายกันอีกยาว” ชายชราเอ่ยพลางนั่งลงที่โต๊ะ

ผสุมองหน้าวิชาดาก่อนจะเผยมือให้หญิงสาวนั่งลงก่อนแล้วตัวเองนั่งตาม

“แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าคุณหนูวิของเตี่ยคนนี้เกี่ยวอะไรกับเรา รวมทั้งย่าของเขาด้วย”

“นายนี่โง่หรือว่าแกล้งโง่กันแน่นะ นายผสุ”

“อ้าวคุณ แค่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นต้องมาว่ามาผมโง่นี่นา” ผสุเถียงทำให้วิชาดาหันไปส่งยิ้มเหยียดๆ ให้ทันที

“ก็ จะไม่ให้ฉันว่าคุณได้ยังไง เพราะเมื่อกี้พ่อของคุณเพิ่งบอกไปว่า ดับเบิ้ล ไทรแองเกิ้ล มีกันหกคน พวกคุณตระกูลหลี่คือแฉกของดาวทางด้านขวาสุด”

“แล้วไง” ผสุถามต่อ

“ครอบครัวของฉันก็เหมือนครอบครัวของคุณ พวกเราคือเจ้าของตำแหน่งแฉกดาวด้านขวาบน หรือตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ...แฉกดาวของแม่มด”

“แม่มด?” ผสุถามพลางเลิกคิ้วทำให้วิชาดาพยักหน้า

“ถูกต้อง ดับเบิ้ล ไทรแองเกิ้ล มีทั้งหมด หกแฉกดาว สามแฉกเป็นตำแหน่งหมอผี ส่วนอีกสาม คือแฉกดาวของแม่มด”

ผสุมองหน้าวิชาดาสลับกับพ่อของตัวเองแล้วก็เอะใจอะไรขึ้นมาได้

“แล้วเตี่ยให้ผมรีบแจ้นไปช่วยชิวิตผู้หญิงคนนี้ทำไมล่ะครับ เพราถ้าเธอเป็นแม่มด เธอก็น่าจะป้องกันตัวเองได้อยู่แล้ว” 

แล้วเรื่องที่คนร้ายที่มดเป็นห่วงว่าจะทำร้ายเธอคนนี้ก็หมดห่วงไปได้ด้วยเหมือนกัน เพราะคนธรรมดาจะทำอันตรายแม่มดได้ยังไง ผสุนึกในใจ

 

“ก็เพราะผีพวกนั้นไม่ได้ใช่ผีธรรมดาน่ะสิ” หลี่อี้เอ่ยตอบพลางถามวิชาดาว่า

“พวกมันสามารถผ่านอาณาเขตของหนูได้ใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ มันแปลกมากเลยนคะ เพราะคุณย่าเคยบอกหนูว่า มันไม่มีวันที่จะมีผีตนไหนสามารถแตะโดนตัวแม่มดที่มีอำนาจเต็มได้”

 “มัน ก็จริงที่ แม้ว่าการกางอาณาเขตของพวกเราผีจะทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าผีตนนั้นได้รับพลังวิญญาณจากผู้มีอาคม พวกมันก็สามารถทะลุเกราะกำบังของเราได้” หลี่อี้ตอบ

“แต่ว่ามันแปลกนะคะ ทำไมพวกมันถึงมาโจมตีหนู ยังไม่นับที่มันอยากจะเอาชีวิตหนูด้วย หนูไม่เข้าใจเลยว่าพวกมันจะอยากได้ชีวิตหนูไปทำไม”

“เรื่อง นั้นผมว่า ผมหาคำตอบให้คุณได้ แต่ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว ดังนั้นผมจึงอยากรู้เรื่องที่คุณกับเตี่ยดูเหมือนจะรู้ดีมากกว่า” ผสุรีบพูดตัดบท

“เอ๊ะ คุณนี่ เรื่องที่ฉันโดนทำร้าย มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ ฉันสมควรได้รู้ก่อนสิยะ ว่าทำไมมันถึฉันถึงโดนหมายหัว” วิชาดาพูดเถียง

“เรื่องนั้นผมก็ยังรู้ไม่แน่ชัดเหมือนกัน” ผสุแก้

“อ้าว ก็ไหนว่า คุณรู้แล้ว”วิชาดาขึ้นเสียง

“เปล่า ผมบอกว่า ผมสามารถหาคำตอบให้คุณได้ ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่ารู้แล้ว” ผสุแก้ทำให้วิชาดาค้อนชายหนุ่ม

“เอา ล่ะ ทั้งสองคน หยุดทะเลาะกันก่อน เพราะตอนนี้เรามีเรื่องที่ต้องสนใจมากกว่า” หลี่อี้เอ่ยห้ามทัพของสองหนุ่มสาวที่ทะเลาะกันราวกับว่ารู้จักกันมานาน

“จุด ประสงค์ที่ผีพวกนั้นทำร้ายหนูอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือ พวกมันไม่ใช่ผีธรรมดา อาตี๋ เอายันต์ที่ผนึกผีสามตนแรกออกมา”

“ครับ เตี่ย” ผสุรับคำพลางล้วงเอายันต์ที่ตัวเองเก็บไว้ขึ้นมาส่งบนโต๊ะ เมื่อวิชาดาเห็นแบบเต็มๆ ตาจึงเบิกตากว้างขึ้น

“ลายอักขระนี่มัน....” วิชาดาอุทานขึ้น

“มัน เริ่มขึ้นแล้วล่ะหนู ต้องขอบคุณความโชคร้ายของหนูวันนี้ที่ทำให้พวกเรารู้ตัวเร็วว่า สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้นของพวกเรากำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้ว”

วิชาดานิ่งอึ้งไปหลายวินาทีแล้วสบกับดวงตาที่ผ่านโลกมาอย่างยาวนานของชายชราที่นั่งตรงข้ามเธอด้วยสีหน้าหนักใจ

“โห ถ้าเล่นรู้เรื่องกันยู่แค่สองคน แล้วผมจะเข้าใจไหมครับ” ผสุท้วงเมื่อเห็นพ่อของตัวเองกับหญิงสาวเริ่มพูดในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจอีก ครั้ง

 “เฮ้อ นายนี่มันใจร้อนจังเลยนะ ไม่เห็นเหมือนตอนจัดการผี หรือพาฉันกระโดดลงจากชั้นสามเลย ตอนนั้น หน้านิ๊งนิ่ง ไม่เห็นโวยวายอะไรเลย” วิชาดค่อนชายหนุ่มอีกครั้งด้วยความหมั่นไส้

“อ้าว คุณ อันนั้นมันเป็นสิ่งที่ผมคาดการณ์ไว้แล้ว แต่เรื่องที่เรากำลังพูดอยู่นี่ ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผมก็ต้องอยากรู้เป็นพิเศษสิครับ”

“เรียกได้ว่าอยากเผือกเรื่องคนอื่นเขาจนทนไม่ไหวแล้วใช่ไหมเนี่ย”

“แน่อนนครับ ไม่งั้นเตี่ยผมไม่ตั้งชื่อเล่นผมว่า เผือก หรอกครับ”

“จริงเหรอคะ คุณลุง นายคนนี้ ชื่อ เผือก จริงๆ เหรอคะ โห คุณลุงคิดยังไงตั้งชื่อลูกชายแบบนี้คะ”

“ก็เพราะรู้ว่ามันจะชอบเสือกเรื่องชาวบ้านแบบนี้น่ะสิ” หลี่อี้เอ่ยพลางลุกขึ้นทำให้วิชาดาหัวเราะจนผสุต้องแขวะขึ้นว่า

“แหม หัวเราะไม่เกรงใจผมกันเลยนะ”

“ช่วยไม่ได้ก็คุณชื่อคุณมันตลกนี่นา ช่วยไม่ได้” วิชาดาเอ่ยตัดบททั้งที่ยังไม่สามารถหยุดหัวเราะได้

“เอาล่ะ กลับมาที่อักขระบนยันต์นี้ เห็นแล้วรู้อะไรบ้าง อาเผือก” หลี่อี้ถามลูกชายทำให้ผสุก้มลงมองยันต์อีกครั้ง

“ผมอ่านมันไม่ออกครับ แต่ดูออกว่ามันไม่ใช่อักขระปกติ”

“แล้วปกติต้องเป็นยังไง” วิชาดาถามตามประสาคนมอยากรู้ทำให้ผสุตอบว่า

“อักขระ ที่ปรากฎบนยันต์หลังปิดผนึกวิญญาณ จะเป็นตัวแสดงตัวตนที่แท้จริงของวิญญาณตัวที่ถูกผนึกไว้ มันอาจะบอกเป็นชื่อนามสกุลของวิญญาณเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ หรือสถานที่ที่เราจะพบกายหยาบของพวกเขา มันเป็นเสมือนด้ายนำทางที่จะใช่ติดตามว่าวิญญาณดวงนั้นผูกพันอยู่กับสิ่งใด ซึ่งจะทำให้หมอผีสามารถช่วยปลดปล่อยวิญญาณเหล่านั้นได้ถูกวิธี”

“แต่ ตอนที่ผมปิดผนึกวิญญาณสามดงแรกที่โจมตีคุณ มันกลับปรากฎอักขระประหลาดพวกนี้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ผนึกอีกพวกที่เหลือเอง แต่วิ่งแนบมาให้เตี่ยจัดการให้” ผสุตอบ

“แหม พอตอบแบบนี้แล้วมันทำให้คุณดูมีหลักการขึ้นเลย” วิชาดเอ่ยชม

“แน่ นอน ผมเป็นคนมีหลักการนะ เผื่อคุณไม่ได้สังเกต” ผสุรีบตอบรับทันควันพร้อมรอบยิ้มที่เขาจงใจฉีกยิ้มกว้างเพื่อให้เธอมั่นใจ ว่าเขาพูดความจริง

“และ นี่คือคำถามจากผมนะเตี่ย ถ้าผมเห็นมัน แต่ทำไมผมถึงอ่านไม่ออก และถ้าผมเจอมันครั้งหน้าซึ่งก็คงเจอ ผมว่าเตี่ยคงมีอะไรจะต้องสอนผมเพิ่มจริงไหม”

ผสุ พูดแบบรวบรัดตัดความทีเดียวด้วยสีหน้าสบายๆ จนวิชาดาอดชื่นชมไม่ได้ เพราะถึงแม้ผู้ชายคนนี้จะยังไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งเต็มตัว แต่เขาก็มีแววมากพอที่จะเป็นหมอผีแห่งทิศตะวันออกคนต่อไปได้โดยไม่อาย บรรพบุรุษเลยทีเดียว

“ดีใจที่แกรู้ตัวว่าต้องพัฒนาฝีมือ เมื่อใดที่อักขระจองจำของผุ้ควบคุมวิญญาณปรากฎ พันธสัญญาของสามเหลี่ยมคู่ก็จะเริ่มต้นขึ้นเช่นกัน”

“พันธะสัญญาสามเหลี่ยมคู่?” ผสุถามทำให้หลี่อี้เหลือบสบตากับวิชาดาแล้วตอบว่า

“ก็พันธะสัญญาระหว่างแม่มดกับหมอผีไง มันแป็นข้อตกลงมากว่าพันปี ว่าเราต้องช่วยกัน” วิชาดาตอบแทน

“ช่วยกันทำอะไร” ผสุถามต่อ

“ก็ ช่วยกันปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกจองจำเหล่านี้...” หลี่อี้ตอบขึ้นบ้างพลางลากมือไปตามยันต์ด้วยความรวดเร็วแล้วยันต์ทั้งสามใบ ก็ลุกไหม้ขึ้นพร้อมๆ กัน

“และตามหาตัวคนที่เป็นคนจองจำวิญญาณพวกนี้ ก่อนที่มันจะทำลายสมดุลของโลกที่เราอาศัยอยู่”

ผสุมองหน้าพ่อของตัวเองแล้วหันไปสบตาวิชาดาที่พยักหน้าให้กับเขาเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาได้ยินเป็นเรื่องจริง

“เคยได้ยินคำพูดของหมอผีแก่ๆ ที่ชอบพูดกันไหม ที่ว่า ผู้ใดควบคุมวิญญาณได้ ผู้นั้นคือผู้ครอบครองโลก น่ะ คิดว่าความเชื่อนี้ตายไปพร้อมกับกาลเวลาแล้วงั้นเหรอ อาตี๋” หลี่อี้ถามทำให้ผสุส่ายหน้าเบาๆ

“เปล่า ครับ แต่ตั้งแต่สามารถใช้นิ้วกดสั่งอาหารได้จากหน้าจอทัชสกีน และสามารถสร้างกระแสอะไรสักอย่างด้วยการฟีดหน้าจอโซเซี่ยลเนตเวิร์กส่วนตัว ผมก็เลยลืมไปว่ายังมีใครที่อยากครองโลกด้วยวิธีควบคุมวิญญาณอยู่อีก”

 

“อ๊าก!” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดมาจากชายชุดดำที่ลงไปนอนคุดคู้อยู่กับพื้นหน้าโต๊ะทำพิธี

“ท่านอาจารย์!” ลูกศิษย์อ้วนและผอมร้องเรียกอาจารย์พร้อมๆ กับตรงเข้าไปพยุงแต่ก็ถูกชายชุดดำสลัดจนกระเด็นออกมา

“ไอ้อ้วนแกไปเอาที่ดับเพลิงมาสิ เดี๋ยวไฟก็ครอกอาจารย์หรอก” ศิษย์รูปร่างผอมร้องสั่ง

“บ้า สิ ไอ้แห้ง ไฟอาคมดับด้วยที่ดับเพลิงได้ที่ไหน เขาต้องใช่ทรายเสกช่วย” ศิษย์อ้วนเอ่ยแล้วรีบวิ่งไปหยุบกระบุกโลหะที่วางอยู่บนชั้นอีกฟากของฟ้อง

“ไม่ต้อง! ฉันไม่เป็นไร” เสียงชายชุดดำตะคอกขึ้นแล้วเริ่มพึมพัมบางอย่างกับแขนทำให้ไฟที่กำลังลุก ไหม้ดับลงแต่มันก็ยังคงทิ้งร่องรอยแผลไฟลวกไว้เป็นสิ่งเตือนใจ

“ท่านอาจารย์ ผมว่าท่านควรรีบปฐมพยาบาลแผลนี้ก่อน” ศิษย์ตัวผอมเอ่ยขณะที่คนตัวอ้วนกว่าวิ่งเอากระปุกทรายเสกกลับไปเก็บไว้ที่เดิม

“ไม่จำเป็น ไอ้หมอผีคนนั้นมันจงใจทิ้งบาดแผลไว้ เพราะมันต้องการส่งสารน์เตือนให้ข้าหยุดทำสิ่งนี้..เชอะ! โบราณ สิ้นดี ไอ้ธรรมเนียมตักเตือนก่อนสู้จริงแบบนี้เขาเลิกปฎิบัติมาเป็นร้อยปีแล้ว ท่าทางมันคงเป็นตาแก่หงำเหงือกแน่ๆ ถึงยังคงปฎิบัติธรรมเนียมนี้อยู่” ชายชุดดำพูดออกมาอย่างเป็นเดือดเป็นแค้นปนเหยียดหยาม

“แล้ว เราจะทำยังไงดีครับ ผมว่าเป้าหมายของเราก็คงรู้ตัวแล้ว แถมยังมีหมอผีปริศนาที่ทำร้ายท่านอาจารย์อยู่อีก มันคงไม่ปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้น” ศิษย์ตัวอ้วนเอ่ยถาม

“ก็ออกไปตามหามันสิวะ เราต้องหามันให้เจอ แล้วกำจัดมันให้ได้ รับรองว่ามันคงไม่ออกห่างจากนังผู้หญิงคนนั้นแน่” ชายชุดดำสั่ง

“ให้พวกผมไปทั้งสองคนเลยเหรอครับ” ศิษย์คนผอมเอ่ยถามทำให้ชายชุดดำถลึงตาใส่อีกครั้ง

“ใช่ ไม่ต้องเป็นห่วงข้า เพราะข้าจะไปจากเมืองไทยสักพัก”

“ท่านอาจารย์จะไปไหนเหรอครับ”  ศิษย์คนอ้วนถาม

“พวกแกไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าข้าจะหายไปสักพักก็พอ”

“ครับ ท่านอาจารย์” ลูกศิษย์ทั้งสองคนก้มรับคำสั่งก่อนจะเดินออกจาห้องทำพิธีไปทิ้งให้ชายชุดดำ ยืนนิ่มก้มมองรอยแผลไฟไหม้ที่แขนของตัวเองที่พอมองดูดีๆ รอยไหม้นั้นมีตราสัญญาลักษณ์ที่เหล่าผู้ติดต่อวิญญาณระดับครูต้องรู้จักเป็น อย่างดี

“โผล่ออกมาไวกว่าที่คิดนะ ไอ้พวกไทรแองเกิ้ล มาทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก เฮอะ! ถ้าไม่ติดว่าต้องรีบส่งข่าวก่อน ฉันจะตามไปเผาแกด้วยตัวเองเลย!” 



[1] ศาลบรรพชน หรือ ถังหาว หมายถึง สถานที่ที่คนตระกูลแซ่เดียวกันใช้พบปะ ประกอบพิธีกรรมร่วมกัน มักอยู่ในหมู่บ้านหรือตำบลเดียวกัน ที่มีคนแซ่เดียวกันอยู่รวมตัวกันเป็นจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติกันทั้ง ใกล้ชิดและสายห่าง ดังนั้นไม่ว่าบุตรหลานจะไปอาศัยอยู่ถิ่นฐานใดในประเทศจีนหรือต่างประเทศ พวกเขาก็ยังคงระลึกถึงตำบลบ้านเกิดของตน พร้อมทั้งบอกกล่าวลูกหลานให้รู้ว่า ตระกูลแซ่ของตนนั้นอยู่ ณ ตำบลใด จังหวัดใด มณฑลใด เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ จะได้กลับไปเซ่นไหว้บรรพชนและได้เยี่ยมญาติไปในตัว

ที่มา: http://www.somboon.info/default.asp?content=contentdetail&id=17429


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อ่านเต็มๆ ตอน ตื่นเต้นดีไหมคะ ^___^V

ตัวอย่างตอนต่อไป

“ทำไมคุณถึงรู้ว่าฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย” วิชาดาถาม

“ก็มีคนมาบอกผมน่ะสิ” ผสุตอบสั้นๆ ทำให้วิชาดานึกโมโหที่ชายหนุ่มตอบไม่ชัดเจน

“แล้วเขาเป็นใครล่ะ”

“แฟนเก่าของผม...ที่ตายไปแล้ว”



แหม เฮียเผือกของเราเนี่ย ถามตรงตอบตรงดีจริงๆ เน๊าะ 55555


Post Comment

Statistic

Date posted: 3 years ago.
Date modified: 2 months ago.
Overall Viewed: 32,524 times
Monthly Viewed: 194 times
Rated: 0 times
Favorited: 1 times
Commented: 1 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.