Shaman's Love

1st Spell: iWitch - ตอนที่ 3 (100%)

สวัสดีค่ะทุกคน


 

วันนี้วีถึงกลับอ่านทวนอยู่หลายรอบ เพราะไม่ได้เขียนถึงสาวพระจันทร์

มานานพอสมควร ยิ่งหนูน้อยแองเจลล่ายิ่งไม่ค่อยได้เขียนเลย

วีกลัวว่าจะทำให้แฟนคลับของแม่หนูน้อยคนี้ผิดหวัง

แต่เสียงตอบรับจากตอนที่แล้ว วีคงสอบผ่านใช่ไหมค่ะ

งั้นตอนนี้ก็มาเก็บเกี่ยวความน่ารักของหนูน้อยแองจี้ต่ออีกหน่อยนะคะ

 

รักคนอ่านเสมอ

veerandah

 

Facebook : Veerandah Suksasunee

Twitter: @veerandah

Line: veerandah

Instargram: veerandah

Email: veerandah@gmail.com

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ

 

 +++++++++++++++++++++++++++++


ตอนที่ 3

 

“จะให้แองจี้เป็นพิธีการรายการอาหารงั้นเหรอ” เพียงจันทร์ถามเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นขณะที่ลดตัวลงนั่งโซฟาพร้อมกับประคองท้องที่ใหญ่เอาไว้

“ใช่ เริ่มตอนนี้น่ะเหมาะสุดๆ โรงเรียนปิดเทอมอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอแองจี้” วิชาดาพูดพลางหันไปพยักเพยิดกับหลานสาวที่กำลังกุลีกุจอช่วยบลูเก็บจานที่ ใช้ทานอาหารไปวางที่ซิ้งค์เพื่อให้บลูล้างจานต่อไป

“แอ งจี้ทำได้ พ่อกับหม่าม๊าให้แองจี้ทำนะ แองจี้อยากทำอาหาร” แองเจลล่าพูดพลางวิ่งไปเกาะขอบโซฟาซึ่งเพียงจันทร์นั่งอยู่แล้วส่งสายตาอ้อน

“แม่ ไม่ห้ามอยู่แล้วจ้ะ แองจี้ แต่แค่กังวลนิดหน่อย เพราะนี่ต้องทำออกทีวีนะ เธอแน่ใจนะวิว่าจะให้แองจี้เป็นพิธีกรรายการนี้จริงๆ” เพียงจันทร์ถามเพื่อนอีกครั้งทำให้วิชาดาพยักหน้าทันที

“แน่ ใจที่สุด แองจี้เก่งออกนะ ดูสิ ต้มข่าไก่นี่ทำอร่อยจะตายไป ผู้ใหญ่บางคนยังทำไม่ได้เลยนะ” วิชาดาพูดชมพลางดึงหลานสาวมากอดเอาไว้ทำให้เพียงจันทร์ยิ้มออกมาในที่สุด

“แล้ว ถ้าเธอกังวลเรื่องทักษะพื้นฐานล่ะก็ ระหว่างฉันเตรียมงาน ก็ให้แองจี้ไปพื้นฐานกับบลูก่อนเป็นไง” วิชาดาเสนอทำเอาคนที่ถูกพาดพิงต้องตะโกนออกข้ามห้องครัวมาว่า

“มัดมือชกกันเลยนะวิช”

“แน่นอน นี่ลูกสาวเธอเองเลยนะบลู จะให้เสียชื่อเหรอ ว่าลูกสาวเชฟใหญ่ ใช้มีด จับตะหลิวไม่คล่องนะ”

บลู หัวเราะแล้วยกนิ้วโป้งขึ้นให้เพื่อนสาวอย่างยอมจำนนเช่นกัน พลางกลับหันไปล้างจานต่อทำให้แองจี้กระโดดตัวลอยที่พ่อของเธออนุมัติแล้ว เหมือนกัน

“ส่วนเรื่องเมนู เพียงก็ช่วยเขียนสูตรสิ เท่านี้ก็ครบถ้วน รายการ มื้อโปรดกับแองเจลล่า ก็ครบองค์แล้ว” วิชาดาเอ่ยสรุปทำให้เพียงจันทร์ส่ายหน้าอย่างระอากับนิสัยเอาแต่ใจของเพื่อน

“นี่คิดชื่อรายการได้แล้วด้วยแล้ว เธอรวดเร็วตลอดเลยนะวิ”

“เขา เรียกว่าหัวไวจ้ะ เพียง เรื่องอย่างนี้แหละที่ฉันถนัดที่สุด เน๊าะแองจี้เน๊าะ” วิชาดาหันไปหาลูกคู่ทำให้หลายรักอย่างแองเจลล่ารีบพยักหน้าทันที

“ใช่ วิชเก่งที่สุดในโลกเลย” แองจี้ตอบพลางหอมแก้มน้าสาวหนึ่งทีเหมือนให้รางวัลแล้วขยับตัววิ่งกลับไปหาบลูเพื่อช่วยบลูล้างจานต่อ

“คุณยายทวดคงดีใจ ที่เหลนของท่านชอบทำอาหารขนาดนี้” เพียงจันทร์หันมาพูดกับวิชาดาที่กำลังเอื้อมไปหยิบถ้วยกาแฟขึ้นจิบ

“ต้อง พูดว่าเลือดพ่อเข้มข้นมากกว่าจริงไหม แถมมีแม่เลี้ยงที่เป็นแม่ครัวอันดับหนึ่งของเรือนพระจันทร์อีก ฉันว่าเดาอนาคตแองจี้ได้ไม่ยากจริงไหม” วิชาดาตอบแล้วก็นิ่งมองหน้าเพื่อนรักที่ยังคงมีริ้วรอยของความกังวลใจอยู่

“ไม่ ต้องห่วงเรื่องยัยภัศยาหรอกน่าเพียง ฉันเอาอยู่อยู่แล้ว แองจี้ก็ไม่ใช่เด็กๆ ที่ใครจะมาทำอันตรายได้ง่ายๆ บางทีฉันยังสงสารคนที่คิดจะเล่นงานแม่นางฟ้าตัวน้อยของเราเลย คิดผิดสุดๆ อ่ะ” วิชาดาพูดปลอบเพื่อนแบบติดตลกทำให้เพียงจันทร์ยิ้มออกมาได้

“จะ ไม่ให้ห่วงเลยก็คงไม่ได้หรอกวิ ยังไงแองจี้ก็ยังเป็นเด็กจะไปตามทันผู้ใหญ่ได้ยังไง แล้วนี่ถ้าต้องเข้าไปทำงานอยู่สตูดิโอของช่องอีก” เพียงจันทร์เอ่ยทำให้วิชายิ้มออกมา

“ใคร ว่าฉันจะใช้สตูดิโอของช่องกัน ฉันมีอะไรที่เด็ดกว่านั้น และน่าสนใจกว่านั้นเยอะ” วิชาดาพูดแล้วอมยิ้ม ทำให้เพียงจันทร์อดสงสัยไม่ได้ว่าวิชาดากำลังมีแผนอะไร

“แต่ก็คงเป็นความลับอีกตามเคยใช่ไหม” เพียงจันทร์เอ่ยอย่างรู้ทันทำให้วิชาดายิ้มรับ

“จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมจ้ะ แต่ขอบอกเลยนะเพียง งานนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวแน่ๆ อดใจเห็นใครบางคนหน้าแตกไม่ไหวแล้ว”

“แค่ ที่ภัศโดนไปก็แทบไม่เหลือหน้าให้มองใครแล้วนะ หนังสือพิมพ์ลงรูปเสียใหญ่เลย แล้วเธอพอจะเดาได้ไหมว่าใครเป็นคนให้ข่าวเรื่องของภัศน่ะ วิ” เพียงจันทร์ถามขึ้นแต่วิชาดากลับส่ายหน้า

“ไม่รู้อ่ะ ขี้เกียจเดาด้วย ยัยภัศปากไม่ดี ก็คงมีคนหมั่นไส้นั่นแหละ”

“แต่วิ ระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะ ภัศเขาคิดว่าเธอเป็นคนทำ และเขาไม่ใช่คนที่จะรามือง่ายๆ” เพียงจันทร์เตือนเพื่อน

“รู้ แล้วล่ะ ฉันระวังตัวอยู่แล้ว คิดว่าฉันไม่รู้จักนิสัยยัยภัศยาเหรอ รู้จักกันมาตั้งหลายปี” วิชาดารับคำแล้วก้มมองเพื่อนรักที่กำลังเอามือลูบท้องตัวเองไปด้วยตลอดเวลา ด้วยความเคยชิน

“เธอ ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะ เพียง ฉันน่ะไม่แพ้ยัยภัศยาง่ายๆ หรอก เธอควรทำจิตใจให้ผ่องใสไร้กังวล หลานอีกคนของฉันจะได้ไม่เครียดไปด้วย เน๊าะลูกเน๊าะ” วิชาพูดพลางยื่นมือไปลูบท้องนูนของเพื่อนรักทำให้เพียงจันทร์หัวเราะออกมา

“เหมือนเขาจะตอบรับเสียงเธอเลนวิ ดูสิดันท้องใช้เลย”

“จริงด้วย แหมน่าชื่นใจจริงๆ หลานน้า” วิชาดาเอ่ยอย่างปลื้มใจที่หลานคนใหม่ดูเหมือนจะชอบน้าวิชาดาตั้งแต่อยู่ในท้องเลย

“แล้วเมื่อไรวิจะมีลูกของตัวเองล่ะ”

“หือ อย่างมาเร่งหน่อยเลยเพียง เธอก็รู้ว่าฉันโสดมาเป็นชาติแล้ว รอฉันหาพ่อของลูกได้ก่อนเถอะ จะรีบมีน้องออกมาเล่นกับเจ้าตัวเล็กนี้เลย” วิชาดาพูดอย่างหมายมาดทำให้เพียงจันทร์หัวเราะอีกครั้ง

“แต่ไม่รู้จะหาได้หรือเปล่านะ แต่ถ้าไม่มีฉันก็มาช่วยเธอเลี้ยงลูกไง”

“เอาอย่างนั้นเหรอ” เพียงจันทร์ถาม

“แน่นอน ฉันไม่เศร้าใจหรอกนะแค่ไม่มีผู้ชายในชีวิตน่ะ”วิชาดายืนยันแล้วเอ่ยต่อว่า

“อิ่ม ท้องละ งั้นฉันกลับก่อนนะ ว่าจะไปเดินย่อยละลายทรัพย์และไขมันเสียหน่อย” วิชาพูดพลางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปบอกลาบลูกับแองจี้ในห้องครัวก่อนจะย้อนกลับ มาแล้วตรงเข้าไปกอดเพียงจันทร์อีกครั้ง

“แล้วจะ มาเยี่ยมใหม่นะเพียง ดูแลสุขภาพด้วย อย่ามัวแต่นั่งคิดเมนูใหม่ให้รายการฉันจนไม่ได้พักผ่อนล่ะ” วิชาดาเอ่ยอย่างอารมณ์ดีทำให้เพียงจันทร์พยักหน้ารับคำ

“จ้ะ ขับรถกลับดีๆ นะวิ”

“จ้า ไม่ต้องไปส่งนะ เดี๋ยวฉันปิดประตูบ้านให้ ครอบครัวสุขสันต์นะจ๊ะเพื่อนรัก”

เพียง จันทร์มองส่งเพื่อนรักเดินออกจากบ้านไปแม้เมื่อเสียงรถขับออกจากบ้านไปแล้ว เธอก็ยังคงสีหน้ากังวลไว้ทำให้บลูที่เดินเอาผลไม้มาให้หญิงสาวอดถามไม่ได้ ว่า

“เครียดเรื่องอะไรเหรอมูนนี่” ชายหนุ่มถามขณะที่ลดตัวนั่งข้างๆ ภรรยาแล้วอ้าแขนกอดภรรยาเอาไว้เหมือนอยากจะปกป้องหญิงสาวเอาไว้

“เป็น ห่วงวิค่ะ ไม่รู้ฉันคิดเองไปหรือเปล่า แต่รู้สึกใจไม่ดียังไงก็ไม่รู้” เพียงจันทร์หันมามองสามีทำให้บลูกจูบขมับเธอเบาๆ เหมือนจะปลอบใจ

“ไม่ต้องห่วง วิชดูแลตัวเองได้ดีเสมอ และฉายา แม่มดวิชาดา ก็ไม่ได้มาจากนิทานก่อนนอนด้วย” บลูเอ่ยทำให้เพียงจันทรืหันมามองหน้าสามี

“เกลียด จังเวลามีคนพูดแบบนี้ เพราะมันทำให้รู้สึกเหมือนวิเป็นแม่มดใจร้ายของสโนไวท์ยังไงก็ไม่รู้” บลูหัวเราะเสียงดังทันทีที่ภรรยาพูดจบ

“ไม่หรอกมูนนี่ วิชไม่ใช่แม่มดใจร้าย แต่ถ้าทำให้หนุ่มๆ หัวใจละลายล่ะก็ ไม่แน่”



+++++++++++++++
+++++++++
++++


 “ผสุนั่งมองกระดาษโฆษณาโรงเรียนสอนทำอาหารทิพรสโอชาด้วยความหนักใจ ตั้งแต่ อายุแปดขวบ ผสุก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่เหมือนเด็กคนอื่น เขาเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น บางทีก็มาแค่เสียง หรือแค่กลิ่น และเมื่ออายุเต็มสิบสอง เขาก็เห็นแบบเต็มรูปแบบ ทั้งรูปร่าง กลิ่น และ เสียง แถมเป็นระบบภาพจอสีไม่ใช่ขาวดำอีกต่างหาก

โลก ของผีมีอยู่จริง และยังคงอาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกับมนุษย์อย่างเรา แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองโลกก็ไม่ควรเกี่ยวข้องกัน ควรจะต่างฝ่ายต่างอยู่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้น...ความสมดุลของโลกใบนี้ก็จะเสียไป

นั่นคือบทเรียนแรกในชีวิตทของการเป็นผู้ติดต่อวิญญาณของเขาที่พ่อสอน

และ จำไว้นะอาตี๋ เมื่อไรที่สมดุลของโลกนี้เสียไป สังคมที่เราอยู่นี้ก็จะวิปริต วุ่นวาย และกว่ามันจะกลับเข้าสู่สมดุลใหม่ ความดีและศีลธรรมก็จะไม่ใช่ผู้ชนะอีกต่อไป

ครอบ ครัวของเขาแม้ฉากหน้าจะเป็นเพียงนายหน้ารับซื้อของเก่าและเจ้าของโรงน้ำชา เก่าแก่ของชุมชนคนไทยเชื้อสายจีน แต่เบื้องหลังความธรรมดานี้ ตระกูลหลี่ของเขาคือผู้ติดต่อวิญญาณที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมาหลาย ชั่วอายุคน พวกเราคือผู้รับสารจากเหล่าวิญญาณที่มีความต้องการอันแรงกล้าและนำส่งมันไป ยังผู้ที่พวกเขาต้องการให้รับรู้

งาน ของเราบางครั้งก็เกิดขึ้นด้วยความเต็มที่อยากช่วยเหลือวิญญาณที่ตกทุกข์ได้ ยาก และต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แต่บ่อยครั้งเราก็ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องที่มนุษย์เจ้าของเรื่องไม่ เต็มใจอยากให้ยุ่งสักเท่าไร

ก็งานเผือกดีๆ นี่เอง

ผสุ คิดพลางส่ายหน้า แต่เขาก็ยอมรับชะตากรรมแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ในเมื่อคนที่รับรู้เรื่องพวกนี้มันเหลือน้อยลงทุกที งานก็ต้องชุกเป็นธรรมดา ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง มาเต็มจนเขาเกือบเรียนไม่จบ แถมต้องตกงานอยู่เป็นนานสองนาน แน่ละ ใครจะอยากจ้างคนที่พร้อมจะหายตัวไปช่วยเหลือสิ่งไม่มีตัวตนในสายตาคนอื่น ตลอดเวลาอย่างเขา ขนาดมีแฟนยังต้องเลิกเลย

คนทั่วไปคงไม่มีวันนึกออกหรอกว่า มีวิญญาณจำนวนมากแค่ไหนที่ต้องการให้คนที่มีความสามารถพิเศษที่บอกใครไม่ได้แบบเขาช่วยเหลือ

“งานเข้าหรือไงอาตี๋” เสียงทักของอาเตี่ยที่เคารพของเขาดังขึ้นขณะเดินมานั่งตรงข้ามเขา

“ก็เข้าทุกวันไม่ได้หยุดได้หย่อนมาหกเดือนแล้วนี่ไงครับ ผมว่าช่วงนี้เตี่ยให้งานผมทำเยอะไปหน่อยนะ”

หลี่อี้มองลูกชายที่กำลังโอดครวญแล้วหัวเราะเบาๆ

“เป็นเด็กเป็นเล็กทำงานนิดหน่อยทำมาเป็นบ่น แกนี่ยังใช้ไม่ได้นะ แล้วถ้าแกไม่รีบฝึกฝนเอาไว้มันจะไม่ทันเอานะ”

“เตี่ยพูดอย่างนี้มาหกเดือนแล้วนะเตี่ย ผมนี่อยากรู้จังเลยว่า ไอ้คำว่า ไม่ทัน ของเตี่ยเนี่ย ไม่ทันทำอะไรครับ”

“เอาน่า แกอย่างเพิ่งรู้เลย มันยังไม่ถึงเวลา”

“แล้ว เมื่อไรจะถึงละครับ นี่ผมก็งานเข้าอีกแล้ว งานเผือกเรื่องคนอื่นเสียด้วย ยังไม่พอนะครับ เพราะงานนี้มีเพื่อนผมมาเกี่ยวด้วย เอาเป็นว่าผมถามเตี่ยตรงๆ เลยนะ ถ้าผมจะขอปลีกเวลารับงานนี้ เตี่ยจะให้ผมรับไหม”

ผสุเอ่ยยืดยาว และพูดแบบรวบรัดตัดความเพราะผสุรู้ดีวว่าพ่อของเขาต้องรู้แน่ๆ ว่ามัทนามาหาเขา

สงสัยรู้มาเป็นเดือนแล้วด้วยว่ามดมา แต่คงมีเหตุผลอีกตามเคยที่ไม่ให้เรารู้ เอาไว้มาเค้นความจริงทีหลังก็แล้วกัน ผสุคิดพลางยื่นกระดาษโฆษณาโรงเรียนสอนทำอาหารทิพรสโอชาให้พ่อของดู

หลี่อี้หลุบตามองแล้วเหลือบตามองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเองด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้น

“แม่หนูคนนั้น...กำลังทำเกินหน้าที่ของตัวเอง”

“การที่มดไม่อยากให้ใครเป็นเหมือนเธอ คือการทำเกินหน้าที่เหรอครับ” ผสุย้อนถามทันที

ไม่ ใช่เขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อเขาพูด เพราะอย่างที่รู้ๆ กัน โลกทั้งสองโลกไม่ควรก้าวก่ายกัน วิญญาณทุกดวงสามารถบอกในสิ่งที่อยากให้ผู้ติดต่อทำให้ได้ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ผู้ติดต่อจะสามารถทำให้ได้ หากกิจนั้นล้วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของอีกฝ่ายไม่ว่า อีกฝ่าย ที่ว่า จะเป็นมนุษย์หรือวิญญาณก้ตาม มันก็เหมือนกฎหมายของโลกปกตินั่นแหละ หากเราละเมิดกฎ โลกก็จะเสียสมดุลไป มันคือสิงที่ผู้ติดต่อไม่ควรทำและมีหน้าที่ระมัดระวังไม่ให้มันเกิด

“เพราะ เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าตัวเธอจะรับไหว เธอควรปล่อยวางและไปสู่สุจคติซะ มันคือหนทางที่ควรเป็น ไม่ควรมามัวยึดติดกับกรรมของคนอื่น ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีวันไปผุดไปเกิด”

“เตี่ย...พูดจริงใช่ไหมเนี่ย” ผสุถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำให้หลี่อี้พยักอย่างอย่างเงียบงัน

“ถ้าเรื่องนี้ใหญ่กว่าตัวมด แล้วถ้าเป็นผมล่ะครับ ตกลง ผมรับงานนี้ได้ไหม”

“เรื่องนี้ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของแกเหมือนกัน อาตี๋”

“แต่ ว่า มดไม่หยุดแน่ ผมรู้ แล้วถ้ามันทำให้เธอไม่ได้ไปผุดไปเกิดจริงๆ ผมก็คงยอมไม่ได้หรอกครับที่จะไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะยังไงเธอก็เป็นเพื่อนผม”

ผสุพูดยืดยาวทำให้หลี่อี้ส่ายหน้าระอากับลูกชายที่ยังมีความอารมณ์ร้อนตามประสาคนหนุ่มอยู่มาก ทั้งที่อายุก็เกินสามสิบมาแล้ว

“ไอ้ลูกคนนี้ ฟังให้จบก่อน ฉันก็บอกอยู่เนี่ยว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของแก งานนี้จะฉายเดี่ยวเหมือนทุกทีไม่ได้ เราต้องมีคนช่วย”

ผสุเบิกตากว้าง เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเรื่องแบบนี้จากพ่อของเขา

“ใครครับ” ผสุถามเร็ว

“เจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหาร...” หลี่อี้ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งแล้วมองกระดาษตรงหน้า

“ฮะ? อะไรนะครับ”

หลี่อี้ฉีกยิ้มแล้วตบมือลงบนแผ่นกระดาษสามครั้ง แล้วตัวหนังสือที่อยู่บนกระดาษก็ยกตัวขึ้นมาก่อนจะพุ่งตัวออกนอกหน้าต่างไป

“โห เตี่ย แสดงฝีมือกลางวันแสกๆ เลยเหรอ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าหรอก” ผสุพูดพลางกวาดตาไปรอบๆ ร้าน แต่ก็เหมือนเดิม บรรดาแขกประจำอย่างอาก๋งอาม่าก็ไม่มีใครสนใจเรื่องของคนอืนอีกตามเคย

“งานนี้เร่งด่วน แกรีบไปตามเข็มทิศหมึกนี้ไปก่อนที่จะสายเกินไป เพราะเรื่องที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย เป็นเรื่องจริง”

ผสุได้ยินดังนั้นก็รีบลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งไปคว้ากุญแจมอเตอร์ไซร์แล้วขับออกไปแทบจะทันทีโดยไม่ได้หันกลับมาถามด้วยซ้ำว่า ผู้หญิงคนนั้น ที่พ่อตัวเองบอกจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

“ขอบ คุณมากค่ะ ท่านผู้เฒ่าหลี่” เสียงเบาหวิวของมัทนาดังขึ้นแหวกอากาศเข้ามาในโสตประสาทของหลี่อี้ ชายชราหันไปมองหน้าหญิงสาวที่ดูซีดเซียวมากกว่าตอนที่มาปรากฏตัวครั้งแรกยืน ส่งยิ้มมาให้จากอีกฟากถนนหน้าร้านกาแฟ

“รู้จัก ฉันสินะถึงเรียกแบบนี้” หลี่อี้เอ่ยในใจเพราะไม่อาจพูดออกมาเป็นคำ แต่ดูเหมือนมัทนาจะเข้าใจสิ่งที่ชายชราเอ่ยออกมาเช่นกัน เธอยิ้มอ่อนแล้วยกมือขึ้นไหว้ชายชราอย่างนอบน้อม

“มดมาวนเวียนแถวนี้นานจนรู้ว่า ท่านเป็นใครค่ะ และรู้อีกว่า สิ่งที่ท่านพูดเป็นเรื่องจริง ขอบคุณมากที่เป็นห่วงมดนะคะ”

“แล้ว ทำไมถึงไม่ปล่อยวางล่ะ  ไปผุดไปเกิดเสียเถอะแม่หนู อยู่อย่างนี้ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องของโลกนี้ไม่ใช่กิจของหนูอีกแล้ว” หลี่อี้สั่งสอนอย่างปราณีแต่มัทนากลับส่ายหน้าพลางกลั้นน้ำตา

“ไม่ ค่ะ ตราบใดที่พวกมันไม่หยุด หนูจะไม่ไปไหน พวกมันสมควรรับกรรมบ้าง” พูดจบร่างมัทนาก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้หลี่อี้ถอนหายใจแล้วส่ายหน้าอย่างเสียดาย

สาเหตุ ที่ทำให้วิญญาณกึ่งหนึ่งยังคงวนเวียนอยู่บนโลกมนุษย์ ก็เพราะแรงอาฆาตและการยึดติดในสิ่งที่ทำให้ตัวเองต้องตาย เมื่อไรที่มนุษย์สามารถหยุดเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองได้ เมื่อนั้นเหล่าวิญญาณที่กำลังหลงทางเหล่านี้ก็คงจากไปอย่างสงบได้ แต่เพราะมนุษย์ยังคงมีรัก โลภ โกรธ หลง และมีความต้องการอย่างไม่สิ้นสุส ผู้ติดต่อวิญญาณอย่างพวกเรา ก็คงต้องทำหน้าที่รักษาสมดุลของทั้งสองโลกนี้ไว้ต่อไป

หลี่ อี้เดินกลับไปยืนอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์เพื่อรอต้อนรับลูกค้าทั้งขาประจำและ ขาจรเหมือนทุกวันที่เขาต้องทำหน้าที่ดูแลร้านเพราะลุกชายออกไปปฎิบัติหน้า ที่

คุณหลี่ เสียงเบาหวิวของผู้หญิงที่ฟังจากเสียงแล้วอายุน่าจะมากพอสมควร

นานแล้วที่ไม่ได้ต้อนรับคุณ แม่มดเลิศรส วิชยา

เสียง หัวเราะที่ดังไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งแก้วดังขึ้นพร้อมกับร่างวิญญาณของ หญิงสาวอายุราวสามสิบที่มีใบหน้ารูปใข่และนัยตาหวานซึ้ง คาดได้เลยว่าสมัยที่เธอยังมีชีวิตอยู่จะต้องเป็นผู้หญิงที่สวยมากแน่นอน

ฉันอยากลองอิตาเลี่ยนโซดาแบบมิกซ์เบอร์รี่ของโรงน้ำชาก๋งหลี่จังเลย ทำยังไงดีน้าเสียง หวานเอ่ยทำให้หลี่อี้ยกมุมปาก แม่มดวิชยาถึงแม้จะตายไปนานแล้วก็ยังคงนิสัยเดิมไว้ไม่เปลี่ยน เธอขี้เล่นจนหลี่อี้เกือบลืมไปแล้วว่า หากวิญญาณตรงหน้ายังมีชีวิตอยู่ อายุของเธอนั้นมากกว่าเขาหลายรอบอยู่

มีภัยมาถึงหลานสาวสุดที่รักของคุณแล้วยังหัวเราะออกอีกหรือครับ คุณวิชยา

แหม มีลูกชายคุณหลี่อยู่ทั้งคน ฉันยังต้องกังวลอีกเหรอวิชยาเอ่ยอย่างอารมณ์ดีพลางมองไปรอบๆ ร้านด้วยสีหน้าใร้กังวล

ลูกชายของผมมันไม่ค่อยเอาถ่านเท่าไร อย่าหวังกับมันมากเลยครับ หลี่อี้เอ่ยอย่างระอาน้อยๆ ทำให้วิชยาหัวเราะอีกครั้ง

เขาก็เหมือนกับคุณตอนที่เจอฉันครั้งแรกนั่นแหละ แต่ดูจะมีอารมณ์ขันมากกว่าเยอะเลย คงได้จากแม่มามากกว่าล่ะสิ คนสูงวัยกว่าแต่รูปร่างกลับอ่อนเยาว์จนเหมือนกับอายุน้อยกว่าหลายสิบปีเอ่ยทำให้หลี่อี้จนปัญญาจะเถียง

ฝาก ดูแลหลานสาวของฉันด้วยนะคะ คุณหลี่ และเพื่อตอบแทนที่คุณและลูกชายจะช่วยดูและยัยวิ ฉันเลยอุตส่าห์ไปตั้งไกลเพื่อนำของฝากชิ้นนี้มาให้คุณ

ของฝากงั้นเหรอครับ

ใช่แล้ว อยากรู้ไหมว่าจากใคร วิชยาย้อนถามเหมือนกำลังสนุกที่ได้เล่นเกมถามตอบไปมา

จากใครล่ะครับ? หลี่อี้เอ่ยถามขึ้นอย่างยอมจำนน เนื่องจากเขาเงียบอยู่พักใหญ่แล้วแต่แม่มดคนเก่งก็ไม่ยอมเอ่ยปากบอกเสียที

 

จากคริสติน่า...แม่มดเสี่ยงทายคนใหม่ของพวกเรา



++++++++++++++++++++++++++++
คิดว่าจตอนนี้ทุกคนต้องกำลังงงๆ กับชื่อและความสัมพันธ์ของตัวละครอยู่ใช่ไหมคะ
รออีกเดี๋ยวนะคะ แล้วทุกคนจะได้รู้ว่า 'พวกเขา' เป็นใคร
และเกี่ยวข้องกันยังไง



ตัวอย่างตอนต่อไป


“กรี๊ด!

“โอ๊ย คุณ จะร้องกรี๊ดทำไม” ผสุรตะโกนถามขณะวางวิชาดาลงกับพื้นแล้วหันไปคว้าหมวกกันน็อค

“แล้วการที่นายพาฉันกระโดดลงจากชั้นสาม ฉันไม่ควรกรี๊ดหรือไง!” วิชาแผดเสียงใส่ชายหนุ่มอย่างเหลืออด


เนื่องจากพี่ Matsuo ซึ่งเป็นพี่ชายของวี และเป็นผู้คร่ำหวอดในนิยายกำลังภายใน (เวอร์มาก 555)
ได้แนะนำวีว่า ชื่อของพ่อพระเอกของวี ดูแปลกๆ พี่แกเลยตั้งใหม่ให้ (ง่ายๆ อย่างนั้นเลย)
ดังนั้น วีขออนุญาตเปลี่ยนชื่อตัวละครนิดนึงนะคะ

จาก หลี่จิวชี่ เป็น หลี่อี้ ค่ะ

ขออภัยผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

วีรันดา



Post Comment

Statistic

Date posted: 3 years ago.
Date modified: 2 months ago.
Overall Viewed: 32,524 times
Monthly Viewed: 194 times
Rated: 0 times
Favorited: 1 times
Commented: 1 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.