Shaman's Love

1st Spell: iWitch - ตอนที่ 8 (100%)

สวัสดีค่ะทุกคน




 

วีรู้สึกผิดจริงๆ ที่ผิดสัญญากับทุกคนที่จะโพสนิยายแบบวันเว้นวัน

กับทุกคนมาสองครั้งแล้ว ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ นอกจาก คำขอโทษค่ะ

ขอให้ทุกคนอดใจรอีกนิดนะคะ ถ้าอะไรๆ มันเข้าที่เข้าทาง

วีก็จะกลับมาโพสได้ตามเดิมแล้วค่ะ

 

รักคนอ่านเสมอ

 

veerandah



Facebook : Veerandah Suksasunee

Twitter: @veerandah

Line: veerandah

Instargram: veerandah

Email: veerandah@gmail.com

 

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ตอนที่ 8

 

วิชาดาตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นอย่างประหลาด เหมือน กับว่าได้หลับลึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หญิงสาวขยับตัวลงจากเตียงทำให้สร้อยคอที่สวมอยู่ไกว่ไปมา หญิงสาวยกมือขึ้นจับตัวจี้ห้องคอขึ้นมองแล้วยกมุมปากขึ้น

“เพราะ คุณย่าแน่ๆ เลยสินะคะ คุณย่ามากล่อมวิให้หลับเหมือนเด็กๆ เลย” วิชาดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่ารักที่หาคนที่รู้จักวิชาดาแล้วจะไม่มีวันนึกถึง น้ำเสียงและสีหน้าที่หญิงสาวแสดงอยู่ตอนนี้ เพราะมันเป็นนิสัยเฉพาะที่หญิงสาวจะแสดงออกมาตอนที่อยู่กับวิชยาผู้เป็นย่า เท่านั้น

เพราะ ทั้งพ่อและแม่ของเธอต่างทุ่มเททั้งชีวิตของท่านให้กับโรงเรียนสอนทำอาหารทิพ รสโอชาเลยไม่มีเวลาดูแลลูกน้อยจนต้องเอามาฝากให้คุณย่าเลี้ยง ทำให้ตั้งแต่เด็ก สิ่งที่วิชาดาจำได้มากกว่าหน้าตาของพ่อแม่ก็คือใบหน้าของคุณย่าที่เต็มไป ด้วยรอยยิ้มเสมอของคุณวิชยา คุณย่าแท้ๆ ของเธอเอง

วิชา ดาไม่เคยโกรธหรือน้อยใจในสิ่งที่พ่อแม่ทำ ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้เธอได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับคุณย่าของเธอและล่วงรู้ความลับที่ ไม่มีใครเคยรู้

คุณย่าเป็นผู้วิเศษ

นั่น คือคำพูดติดปากของเด็กหญิงวิชาดาที่พูดกับแม่ทุกวันที่มารับเธอกลับบ้านหลัง เลิกงาน แต่ก็ไม่มีใครสนใจคำพูดติดปากของเด็กน้อยอย่างเธอหรอก ทุกคนคิดว่าเธอเป็นเด็กเห็นอะไรแปลกตาก็จิตนาการไปเอง บวกกับคำพูดของพ่อที่พูดเสมอว่า คุณย่ามรีวิธีเล่นกลให้เด็กสนุกมาตั้งแต่ท่านเล็กๆ ทำให้สุดท้ายก็ไม่มีใครเชื่อว่าเธอพูดความจริงสักคน

แล้วเช้าวันหนึ่งตอนเธออายุได้เจ็ดขวบ เธอก็ได้รู้ความจริง

แง เสียงร้องของเด็กหญิงวิชาดาดังเข้ามาในหัวของเธอทันที มันเป็นเช้าที่อากาศดีที่สุด และคุณย่ากำลังฝึกให้เธอใช้มีดในการหั่นผัก เมื่อเห็นวิชาดาร้องคุณย่าจึงรีบมากอดเธอเอาไว้ทันที

โอ๋ ไม่เป็นไรลูก คุณย่าพูดปลอบพลางปาดน้ำตาให้เด็กหญิง

“คน เก่งของย่า ไม่ร้องนะจ๊ะ มาเดี๋ยวย่าจะทำให้หายเจ็บเอง” คุณย่าพูดจบก็ยกมือข้างที่โดนบาดที่ระดับสายตาแล้วเอ่ยภาษาที่วิชาดาไม่เข้า ใจว่า

วูลเนรี ซารีทาเทม               

แล้ว วิชาดาก็เบิกตากว้างเมื่อแผลที่โดนมีดบาดของเธอค่อยๆ ผสานกันจนเป็นเนื้อเดียวกัน มันทำให้หยดเลือดที่ไหลออกมานั้นดูเป็นเรื่องตลกขึ้นมาทันทีเพราะมันดันมา หยดอยู่บนนิ้วที่แสนเรียบเนียนของวิชาดา

คุณย่าคือผู้วิเศษจริงๆ ด้วยวิชา ดาร้องเสียงดังแล้วโผเข้ากอดวิชยาอย่างดีอกดีใจ เธอมองคนเป็นย่าอย่างเลื่อมใส เพราะในความคิดของเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบอย่างเธอ มันไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าการได้เจอกับนางฟ้าอุปถัมท์ของซินเดอเรลล่าตัวเป็นๆ

คุณย่าเป็นนางฟ้าใช่ไหมคะ เป่าแผลวินิดเดียว แผลก็หายไปเลย คุณย่าของวิเป็นนางฟ้า!’ วิชาดาตะโกนเสียงดังทำให้คุถย่าของเธอหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วไล้แก้มเธออย่างรักใคร่

ไม่ใช่จ้ะ ย่าไม่ใช่นางฟ้า ย่าเป็นแม่มด

วิชา ดาอมยิ้มทุกครั้งที่นึกถึงครั้งแรกที่เธอรู้ความจริงว่าย่าของเธอไม่ใช่คน ธรรมดา ดวงตาคู่สวยจ้องมองจี้ห้อยคอที่เธอเพิ่งได้อย่างภูมิใจ

จำ ไว้นะวิ ไทรแองเกิ้ลคือหน้าที่อันยิ่งใหญ่ มันคืออาหารจานหลักที่ปรุงไม่มีวันเสร็จ เพราะชอบมีเครื่องปรุงแปลกปลอมหล่นลงไป หนูต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมเสมอ และเมื่อถึงเวลา...จี้เส้นนี้จะเป็นของหนู ช่วยทำหน้าที่ต่อจากย่าด้วย

วิชา ดาเคยคิดว่าเมื่อคุณย่าเสียไปนั่นคือวันที่เธอจะต้องทำหน่าที่ต่อจากย่าแต่ ไม่ว่าเธอจะค้นบ้านสักกี่รอบ เธอก็หามันไม่เจอ จนเธอหลงคิดว่าบางทีคุณย่าคนเก่งของเธออาจจะปรุงอาหารจนหลักนั้นเสร็จไป เรียบร้อยแล้วจริงๆ

มือ เรียวสวยยกขึ้นกำจี้ห้อยคอพลางเงยหน้าแล้วหันไปมองรูปคุณย่าที่ติดอยู่ที่ฝา ผนัง ก่อนจะก้มลงมองที่ข้อมือของตัวเอง เพราะความประมาทเลิ่นเล่อของเธอ ทำให้เธอไม่พร้อมในการต่อสู้เมื่อคืน แต่หลังจากนี้มันจะไม่มีวันเป็นแบบนั้น

“พวกแกได้เจอฉันแน่  รับรองเจอกันครั้งหน้า ฉันจะจับพวกแกลงหม้อแล้วต้มเป็นจับฉ่ายหม้อโตชนิดกินเจ็ดวันเจ็ดคืนไม่หมดเลยคอยดู”

 

 ผสุกำลังสวาปามขนมปังแผ่นที่สามและไข่ดาวแบบไข่แดงไม่สุกฟองที่สองเข้าปากอย่างมีความสุขขณะที่วิชาดาเดินเข้ามาในห้องอาหาร

“อ้าว อุน อะอุนอะอวัด (อ้าว คุณ อรุณสวัสดิ์)” ผสุพูดทั้งๆ ที่ขนมปังยังเต็มปากขณะคว้าน้ำส้มคั้นสดฝีมือป้านงนุชมาจิบ

“มี ความสุขจังเลยนะ คุณเนี่ย ทำตัวอย่างกับอยู่บ้านตัวเองเลย” วิชาดาค่อนพลางนั่งลงที่ตำแหน่งหัวโต๊ะซึ่งมีอาหารเช้าของเธอวางเตรียมไว้ เรียบร้อย

“อย่า ไปว่าคุณเผือกเลยค่ะ เห็นแกกินแบบนี้ป้ามีความสุขจัง แกกินอะไรก็ดูท่าทางอร่อยไปหมด คนทำก็ดีใจ” นงนุชเอ่ยอย่างเอ็นดู เพราะตั้งแต่เช้ามานี้ ชายหนุ่มคนนี้ก็ช่วยเธอยกนั่นยกนี่ บอกให้ทำอะไรก็ทำหมด ขนาดหลอดไฟในห้องน้ำของห้องครัวเสียแล้วช่างไม่ยอมมาซ่อม ผสุก็อุตส่าซ้อมให้ การมีผู้ชายอยู่ในบ้านสักคนมันดีแบบนี้นี่เอง

“นี่คุณเปลี่ยนชุดด้วยเหรอ เอาเสื้อผ้ามาจากไหนกัน” วิชาดาถามหลังจากพิจารณาการแต่งการชายหนุ่มอย่างคร่าวๆ

“ผม เตรียมมา อยู่ในรถ” ผสุตอบพลางยกมือชี้ไปไปด้านหลังตัวเองอย่างมั่วๆ แล้วเอิ้อมมมือไปหยิบขนมปังปิ้งแผ่นที่สี่มาไว้ที่จานของตัวเองเพื่อรอไว้ ก่อนขณะที่หยิบแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มแก้กระหาย

“นี่ คุณเป็นผู้ชายประเภทไหนกัน  บ้านช่องก็มีก็ไม่กลับ แถมยังมีเสื้อผ้าพกพาในรถตลอดอีก เมื่อคืนตอนออกจากร้าน ฉันก็ไม่เห็นคุณจะหยิบอะไรมาเลยนอกจากกุญแจรถ”

“เรื่อง บ้านน่ะอยากกลับจะตาย แต่เตี่ยสั่งไว้แล้วคุณก็ได้ยิน แล้วที่ผมต้องเตรียมเสื้อผ้าไว้ในรถตลอดน่ะ ก็เพราะผมไม่รู้ว่าเตี่ยจะให้งานผมเมื่อไร ใกล้ไกลแค่ไหนก็ไมรู้ ถ้าโชคดีใกล้ ตอนเสร็จงานก็กลับมานอนบ้านได้ แต่บางทีไม่ก็ทัน ดีหน่อยก็นอนโรงแรม แต่บางทีนะคุณ เกิดซวย โรงแรมเต็ม ผมก็นอนวัดไปตามระเบียบ”

วิชา ดามองผสุเล่าชีวติทรหดของตัวเองเป็นฉากๆ แล้วก้อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ผุ้ชายนนี้ไม่เหมือนผู้ชายคนอื่นที่เธอเคยเจอมาเลยจริงๆ แต่เอ...ทำไมเวลาคุยด้วยรู้สึกเหมือยคุยกับเพื่อนเก่าอย่างนั้นแหละ หมอนี่...คล้ายใครกันนะ

“คุณลุงหลี่โหดขนาดนั้นเลยเหรอ หน้าตาแกก็ใจดีออก” วิชาดาย้อนถามอย่างไม่อยากเชื่อหู

“แน่ นอน เตี่ยน่ะขาโหด ยิ่งช่วงหกเดือนมานี่นะ ผมนี่งานชุกสุดๆ ไม่รู้แกเฮี้ยนอะไรขึ้นมา ตั้งแต่ไอ้ฝรั่งนั่นมาหาเตี่ยที่ร้าน เตี่ยก็เอาแต่พูดว่า เดี๋ยวไม่ทันๆ แต่ผมว่ามันต้องเกี่ยวกับไทร...” ผสุชะงักคำพูดของตัวเองแล้วเหลือบตามองนงนุชอย่างรวดเร็วเหมือนเพิ่มรู้ตัว ที่เผลอพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดออกไป แต่ก็เหมือนนงนุชจะไม่ติดใจอะไรเพราะแม่บ้านคนเก่งเอ่ยถามขึ้นว่า

“อยากได้ไส้กรอกเพิ่มไหมคะ คุณเผือก เดี๋ยวป้าไปทอดให้”

“ขอบคุณครับป้านง” ผสุเอ่ยทันทีทำให้นงนุชรีบหันหลังเดินเข้าครัวอย่างมีความสุข

“เกือบ ไปๆ เมื่อกี้นี้ผมเกือบหลุดปากเรื่องไทรแองเกิ้ลออกไปแล้วรู้ไหมคุณ” ผสุพูดดด้วยน้ำเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัดทำให้วิชาดาเลิกคิ้ว

“จะกลัวทำไม ป้านงเขารู้เรื่องของไทรแองเกิ้ลอยู่แล้ว”

“ฮะ จริงอ่ะ”

“จริงสิ ความลับมันไม่มีในโลกหรอกนะ คุณเผือก เพราะก็มักจะมีคนชอบเผือกเรื่องชาวบ้านอย่างคุณอยู่เสมอๆ”

“อ้าว ก็ไหนเตี่ยบอกว่า...” ผสุตั้งถ้าจะเถียง

“ก็ เพราะเรื่องที่คุณไปเผือกรู้มา พอเอามาต่อมันก็มีความน่าเชื่อถือลดลงกว่าครึ่ง พอเล่าต่อๆ กันไปอีกหลายๆ คน และหลายๆ ปี ความจริงก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า ตำนาน ความเชื่อส่วนบุคคล นี่แหละ วิธีเก็บความลับที่ดีที่สุด” วิชาดา

“ฟังดูมีเหตุผล แล้วพวกเรา...เอ่อ หมายถึง ไทรแองเกิ้ลทั้งหกคนรู้จักกันได้ยังไงล่ะ”

วิชาดานั่งนิ่งเหมือนคิดแล้วเธอก็เอ่ยว่า “คนนำทาง”

“คนนำทาง?” ผสุถามต่อ

“ใช่ คุณย่าเคยบอก ไทรแองเกิ้ลทั้งหกคนจะกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างบนโลกใบนี้ ใช้ชีวิตตามปกติ และปฎิบัติหน้าที่ตามคำปฎิญาณ แต่เมื่อใดที่เภทภัยมาถึง คนนำทาง จะเป็นผู้ส่งข่าวให้อีกห้าคนที่เหลือได้รับรู้ว่า ภารกิจหลักของพวกเรากำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง”

“แล้วคุณเคยเจอเขาไหม” ผสุถามอย่างตื่นเต้นทำให้วิชาดาหันมาส่ายหน้า

“ไม่เคย รู้แต่ว่าเขา คือ หมอผีผู้ดำรงตำแหน่งแฉกดาวของทิศเหนือ”

ผสุ ได้ฟังดังนั้นก็หวนคิดถึงเรื่องชายแปลกหน้าที่เดินทางมาพบเตี่ยของเขาเมื่อ หกเดือนก่อนอีกครั้ง ผู้ชายที่มีไอวิญญาณลอยรอบๆ ตัวอย่างแปลกประหลาด

“ถ้าอย่างนั้นผมคิดว่า ผมอาจจะเจอเขาแล้วก็ได้”

วิชา ดามองหน้าชายหนุ่มที่กำลังปะติปะต่อเรื่องราวด้วยตัวเองอย่างชื่นชม ผู้ชายคนนี้รับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ดีมากจริงๆ แม้ท่าทางจะดูกวนอารมณ์อยู่บ้างตามที

“เอา ล่ะ ฉันว่าเราพักเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะ เพราะวันนี้ฉันมีงานการต้องไปทำเยอะแยะ และถ้าคุณคิดจะมาเป็นบอร์ดี้การ์ดให้ฉัน ก็กรุณากินอาหารเช้าให้เสร็จอย่างด่วนๆ ด้วย”

“สบาย มาก นี่ผมก็ใกล้อิ่มแล้ว รอแค่ไส้กรอกป้านงอีกอย่างเดียว ก็คงอิ่มพอดี” ผสุตอบเสียงซื่อทำให้วิชาดามองชายหนุ่มอย่างไม่อยากเชื่อสายตาก่อนจะผ่อนลม หายใจออกอย่างเซ็งๆ

นี่ เราต้องใช้ชีวิตโดยมีผู้ชายคนนี้จริงๆ เหรอเนี่ย โอ มาย ก็อต ถ้าจะมีแฟนกำมะลอทั้งที ของแบบหุ่นล่ำ กล้ามเป็นมัด ให้ชุ่มชื่นหัวใจหน่อยไม่ได้หรือยังไงกันนะ โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ทำกับแม่มดวิชาดาที่แสนจะเพียบพร้อมแบบนี้ได้ยังไงกัน


++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++
++++++++
+++++
+

ศรีสมรขยับแว่นขึ้นและลงขณะมองชายหนุ่มมาดเซอร์ที่สวมกางเกงยีนส์สีซีดกับเสื้อเชิ้ตลายหมากรุกทับเสื้อยืดสีขาวที่ก็ดูเก่าไม่แพ้กางเกงยีนส์ด้วยความงุนงงปนสงสัย

เป็น ที่รู้กันในหมู่พนักงานว่า คุณวิชาดา เจ้านายของพวกเธอนั้นเป็นผู้หญิงสวย รวย เก่ง คำว่ารวยในที่นี้ไม่ใช่แค่รวยทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวยเสน่ห์อีกด้วย เพราะแฟนแต่ละคนของวิชาดานั้นหล่อน่าเซี๊ยกันทุกคน แมการแต่งการก็แฟชั่นจ๋าจนบางครั้งศรีสมรก็ตามไม่ทันจนต้องเอ่ยปากถาม

แต่ ผู้ชายคนที่กำลังเดินตามเจ้านายของเธอต้อยๆ อยู่นิ่สิ ไม่ได้มีเค้าผู้ชายคนก่อนๆ ของวิชาดาเลยสักนิด ออกแนวตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ เพราะรูปร่างก็ไม่ได้สูงใหญ่มาก แถมหน้าตาก็บ่งบอกเลยว่า เป็นอาตี๋ แถวเยาวราชเห็นๆ ไม่ใช่ผู้ชายหุ่นล่ำบึก แถมดาร์ค ทอลล์ แอนด์ แฮนด์ซัมเหมือนทุกที

 “ข้อมูลที่ให้หาได้หรือยังคุณสมร” วิชาดาถามเลขาขณะชี้ไปที่โซฟารับแขกในห้องทำงานเป็นสัญญารบอกให้ผสุนั่งรอเธอตรงนั้น

“วางอยู่ บนโต๊ะเรียบร้อยแล้วค่ะ ส่วนเรื่องสปอนเซอร์เครื่องครัวที่คุณวิบอกให้สอบถามมีคนแจ้งความจำนงค์มา สองบริษัทค่ะ ดิฉันวางไว้บนโต๊ะแล้วเหมือนกันแฟ้มสีน้ำเงิน” ศรีสมรรีบรายงาน

“ขอบ ใจมากจ้ะ อ้อ เตรียมของว่างกับกาแฟให้คุณผสุเขาด้วยนะ ส่วนของฉันเป็นชาร้อนกับแซนวิชเหมือนเดิม” วิชาดาสั่งงานเลขาโดยไม่มองหน้าเพราะกำลังก้มลงอ่านรายละเอียกที่เธอส่งข้อ ความให้เลขาเตรียมไว้ให้ตั้งแต่เมื่อคืนอย่าขะมักเขม่น

“ค่ะ คุณวิ อีกเรื่องค่ะ คุณวิ วันนี้คุณบลูพาพาคุณหนูแองจี้เข้ามาฝึกทำอาหารที่ห้องเรียนเล็กค่ะ บอกว่าถ้าฝึกเสร็จจะขึ้นมาคุยงานด้วยค่ะ” ศรีสมรรับคำและยังคงแจ้งข่าวต่อทำให้วิชาดาเงยหน้าขึ้น

“เหรอคะ งั้นคุณสมรช่วยโทรลงไปสั่งเค้กจากคาเฟ่ด้านล่างขึ้นมาเตรียมไว้ให้แองจี้ด้วยนะ เรียนเสร็จคงจะเหนื่อยแล้วอยากกินมากแน่ๆ”

“ค่ะ คุณวิ” ศรีสมรรับคำอีกครั้งแล้วค่อยๆถอยตัวเองออกจากห้องไปแต่ก็ไม่วายเหลือบตามอง ชายหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่ที่โซฟาแล้วมองนั่นมองนี่เหมือนเด็กๆ

“ท่า ทางเลขาของคุณจะอยากรู้มากกว่าผมเป็นใครนะ ทำไมคุณไม่แนะนำผมไปล่ะ” ผสุเอ่ยถามหญิงสาวคนเดียวยในห้องที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านเอกสารอยู่

“ให้ แนะนำว่าอะไร คุณสมร นี่คือคุณผสุ ผู้เชี่ยวชาญปราบผี เขาจะมาช่วยเป็นบอร์ดีการ์ดฉันสักพัก อย่างงั้นน่ะเหรอ” วิชาดาเอ่ยติดตลกทำให้ผสุหัวเราะตามเช่นกัน

“จะเอาอย่างนั้นผมก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่กลัวว่าเลขาของคุณจะเป็นลมล้มตึงไปเสียก่อนนะสิ” ผสุตอบพลางลุกขึ้นยืน

“คุณบอกว่าข้างล่างมีคาเฟ่ใช่ไหม อยู่ตรงไหนล่ะ”

วิชาดาเหลือบตาขึ้นมองชายหนุ่มเหมือนจะถามไถ่ว่าเพราะอะไรเขาถึงถาม ผสุเลยรีบพูดว่า

“บ้านผมเป็นคาเฟ่นะคุณ ขอดูงานหน่อยไม่ได้เหรอไง”

“ได้ อยู่แล้ว ถ้าสนใจใบสมัครอยู่ที่เคาน์เตอร์ประชาสัทมพันธ์นะคะ ถ้าคุณสมัครเรียนนะ ฉันจะลดราคาให้เป็นพิเศษเลย” วิชาดาตอบพลางว่งยิ้มหวานให้จนทำให้หัวใจของผสุกระตุกแบบแปลกๆ ชายหนุ่มรีบหันหลังเดินไปที่ประตูและผลักออกไปหยุดยืนพร้อมเอามือลูบแผ่นอก ของตัวเองอย่างสงสัย

ทำไมหัวใจเต้นแปลกๆ หว่า หรือว่าจะมีเหตุร้ายอะไร แต่ทุกอย่างก็ดูปกติดีนี่นา

ผสุส่ายหน้าไปมาเพื่อขับไล่ความคิดไร้สาระของตนเองแล้วส่งยิ้มให้เลขาหน้าห้องของวิชาดาอีกครั้ง

“ไม่ ต้องเตรียมขอว่างให้ผมแล้วนะครับ เพราะผมจะลงไปทานที่คาเฟ่ข้างล่างเลย” ผสุตอบแล้งเดินจากไปทำให้ศรีสมรขยับแว่นอย่างงุนงงอีกครั้ง

“แปลก...แฟน คุณวิคนนี้แปลกกว่าคนก่อนๆ จริงๆ ด้วย” ศรีสมรพึมพัมแต่ก็ไม่ได้ออกความเห็นไปมากกว่านั้นเพราะเธอไม่คิดจะยุ่ง เรื่องของเจ้านายอยู่แล้ว

ผสุเดินมาหยุดยืนมองอยู่ด้านหน้าของ ‘Witch Cafe’ ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นเมื่อเห็นสไตร์การตกแต่งร้านของหญิงสาว

“อย่างกับกระท่อมแม่มด สมตัวเจ้าของเลยแฮะ”

ผสุพึมพัมพลางเดินเข้าไปในร้าน แล้วเดินไปมองขนมหวานรูปร่างน่าตามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครด้วยสายตาใคร่รู้

“อันนี้คือเค้กอะไรหรอกครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามพนักงานซึ่งกำลังส่งยิ้มให้เขาอย่างสุภาพ

“เค้ก ฟักทองค่ะ แต่ทำลักษณะคล้ายๆ เค้กทีรามิสุ อร่อยนะคะ สูตรนี้เป็นสูตรเด็ดของร้าน คุณวิชาดาจะเป็นคนทำเองทุกชิ้นเลยนะคะ วันนี้เหลือแค่ชิ้นเดียวแล้วด้วย” เมื่อพนักงานร้านเชิญชวนด้วยสีหน้าจริงใจทำให้ผสุจึงพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า

“เหรอครับ งั้นผมเอา...”

“แองจี้เอาเค้กชิ้นนี้ค่ะ”

ผสุ ชะงักพลางหันไปมองทางต้นเสียงแล้วก็ต้องก้มลงเพราะคนที่มาแย่งสั่งเค้กชิ้น เดียวกับเขา เธอเป็นเด็กหญิงที่แค่มองผิวเผินก็รู้ว่าเป็นชาวต่างชาติ แต่ภาษาไทยที่เด็กคนนี้พูดออกมานี่สิ กลับชัดเจนกว่าผู้ใหญ่คนไทยบางคนพูดเสียอีก

“เอ่อ คุณแองจี้คะ เค้กชิ้นนี้ คุณลูกค้าคนนี้สั่งไปแล้วค่ะ” พนักงานก้มหน้าบอกเด็กสาวทำให้แองจี้มุ่ยหน้าลง

“เขายังไม่ได้สั่งเสียหน่อย แองจี้สั่งก่อนก็เห็นๆ กันอยู่” แองเจลล่าพยายามเถียงทำให้ผสุมองเด็กหญิงอย่างเคืองๆ หน่อยๆ

อ้าว ยัยตัวเปียกนี่ หาเรื่องไม่ดูขนาดตัวเลยนะ ขอบอกไว้เลยว่าเห็นเฮียหน้าตาดีอย่างนี้ แต่ก็ไม่รักเด็กหรอกนะ

“เอ่อ แม่หนูน้อย ผมสั่งไปแล้วครับ สั่งก่อนหนูด้วย” ผสุพยายามอธิบายดี เป็นเด็กฝรั่งคงคุยด้วยไม่ยากหรอก ก็คนเขาน่าจะแฟร์ๆ กันอยู่ แต่เด็กสาวกลับทำหน้านิ่วกว่าเดิม

“แองจี้โตแล้วไม่ใช่หนู สรุปว่าคุณจะไม่ยอมยกเค้กชิ้นนี้ให้แองจี้ใช่ไหม” แองจี้พูดพลางชี้ไปยังเค้กเจ้าปัญหาทำให้ผสุยักไหล่

“แล้ว ทำไมผมจะต้องยกเค้กชิ้นนี้ให้กับคุณด้วยล่ะครับ คุณหนู” ผสุตอบกลับอย่างยียวนแถมยังย้ำเด็กสาวอีกครั้งว่า แองจี้ยังคงเป็นแค่เด็กกะโปโลคนหนึ่งเท่านั้น นั่นทำห้แองจี้กำมือแน่นแล้วมองชายหนุ่มเขม็ง

“งั้นแองจี้ไม่เอาก็ได้!” แองจี้ตอบแบบกระแทกเสียงแล้วตรงเข้ากระทืบส้นเท้าจนหลังเท้าของผสุเต็มแรงเหมือนเป็นการแก้แค้น

“อ้าว เฮ้ย! โอ๊ย!” ผสุร้องโวยพลางยกเท้าขึ้นมาจับอัตโนมัติ แต่ก็รีบเอาเท้าลงเพื่อจะวิ่งตามเด็กสาวจอมแก่น แต่สุดท้านก็ไม่ทันเพราะคู่กรณีตัวน้อยวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

“หนอ ย อยางนี้ไงถึงไม่ค่อยถูกกับเด็ก อย่าให้เจออีกนะ” ผสุบ่นพึมพัมเหมือนหมีกินผึ้งจนพนักงานที่อยู่ในเหตุการณ์อยู่ตลอดพูดแทรก ขึ้นว่า

“เอ่อ คุณลูกค้คะา ตกลงจะรับเค้กชิ้นี้ไหมคะ”

“รับครับรับ แล้วขอคาปูชิโน่เพิ่มอีกอย่างด้วยนะครับ” ผสุรีบตอบทำให้พนักงานรับแล้วเริ่มจัดทำอาหารและเครื่องดื่มตามใบสั่ง

ส่วนผสุนั้นก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อรอกาแฟและขนมที่เขาสั่งไว้ แต่ก็อดมองเท้าที่โดนเด็กสาวเหยียบเข้าเต็มแรงไม่ได้

“อย่า ให้เจออีกทีเชียว จะจับตีก้นเสียให้เข็ดเลย เด็กอะไร” ชายหนุ่มบ่นอย่างหงุดหงิดแต่เขาก็พบว่าเขาต้องหงุดหงิดมากกว่าเดิม เมื่อเห็นคู่กรณีของเขานั่งกินขนมเค้กที่เขาก็เพิ่งกินไปอยู่ในห้องทำงานของ วิชาดาอย่างสบายอารมณ์

อะไรโลกจะกลมขนาดนั้น ยัยหนูน้อยคนนั้นคือเด็กที่คุณวิพูดถึงหรือนี่ ผสุร้องในใจแล้วสบตาไม่เป็นมิตรของแองจี้มี่ส่งมาให้อย่างไม่ปิดบังแต่ก็ยัง ไม่พูดอะไรออกมา กลับเป็นเด็กหญิงเองต่างกาที่เป็นฝ่ายเปิดประเด็นก่อน

“ผู้ชายคนนี้เป็นแฟนวิชเหรอ” แองจี้เอียงหน้าถามพลางชี้หน้าผสุอย่างถือดี

“ใช่/ไม่ใช่” ผสุและวิชาดาตอบพร้อมกันทำให้หญิงสาวหันไปมองหน้าชายหนุ่มที่ตอบไม่เหมือนเธอแล้วก็รีบก้มหน้าลงพูดกับแองจี้ว่า

“ยังไม่ใช่แฟนจ้ะ เราแค่กำลังดูๆ กันอยู่” วิชาดาตอบ

เฮ้ๆ ตอบไม่ไว้หน้ากันเลยแฮะ อย่างนี้คงต้องโดนแม่นางฟ้าตัวน้อยนี่เหยียบจนจมดินแน่ๆ ผสุมองสีหน้าของแองเจลล่าที่กำลังพิจารณาตยอย่างไม่ปิดปัง

“เหรอ ก็ดีแล้วล่ะที่เขาไม่ใช่แฟน เพราะเขาไม่เห็นจะหล่อเลย สู้แฟนคนก่อนของวิชก็ไม่ได้” แองจี้ตอบพลางปรายตามองผสุอย่างเหนือชั้นกว่า

นั่นไงๆ โดนเข้าให้แล้ว เอาคืนยังไงล่ะทีนี้

“แหม คุณหนู ถึงผมจะหน้าตาไม่หล่อ แต่ลีลาผมเด็ดนะครับ”

วิชา ดาแทบสำรักกาแฟของตัวเองเมื่อฟังชายหนุ่มพูดจาล่อแหลมกับเด็ก เรียวปากสวยอ้าขึ้นเพื่อดุชายหนุ่มแต่ก็ต้องชะงักไปเพราะแองจี้หันมาถามเธอ

“วิช อะไรคือ ลีลา’ เหรอ

“เอ่อ ก็คล้ายๆ เทคนิคในการเล่นกีฬาไงล่ะจ้ะแองจี้” วิชาดาตอบหลานสาวทำให้แองจี้กันกลับไปมองผสุอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นแองจี้ก็มี ลีลาเด็ดเหมือนกัน เดือนก่อนตอนงานกีฬาสีโรงเรียน แองจี้วิ่งได้ที่หนึ่ง แล้วก็เป็นแชมป์ว่ายน้ำเมื่อปีที่แล้วด้วย”

ผสุมองหน้าเด็กหญิงแสนแก่นแก้วพูดตอกหน้าเขาด้วยน้ำเสียงฉะฉานแล้วหัวเราะออกมาในที่สุดแล้วหันกลับไปถามวิชาดาว่า

“คุณวิ เด็กคนนี้เป็นลูกสาวคุณเหรอ”

“นี่ รูปร่างหน้าตาฉันดูเหมือนคนที่มีลูกมาแล้วหรือไงยะ แองจี้เป็นหลานฉันต่างหากล่ะ” วิชาดาโต้ความปากเสียของผสุอย่างไม่ลดละทำให้แองจี้เลิกคิ้วแล้วกลับไปมอง หน้าผู้ชายหน้าตาไม่ดีในความคิดของเธออีกครั้ง

ไม่ใช่แฟน แต่ทำไมวิชดูสนิทกับนายคนนี้จัง หรือว่า...

 

“วิช ชอบผูชายคนนี้เหรอ”


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
หนูแองจี้ของเราพูดตรงจริงๆ ใช่ไหมคะ
แล้วคราวนี้ผู้ใหญ่สองคยจะทำยังไงละเนี่ย

ช่วงนี้โพสช้า ขอโทษด้วยนะคะ
เพราะยังมีเรื่องหลายๆ อย่างให้จัดการ
และเป็นวีเองที่ไม่อยากเว้นช่วงโพส
แต่วีรับรองค่ะว่าอีกไม่นานจะกลับมาโพสตามเดิมแล้วค่ะ
ดังนั้นขอให้นักอ่านอดใจรออีกนิดนะคะ T___Tv


ขออนุญาตงดสปอยนะคะ


Post Comment

Statistic

Date posted: 3 years ago.
Date modified: 2 months ago.
Overall Viewed: 32,524 times
Monthly Viewed: 194 times
Rated: 0 times
Favorited: 1 times
Commented: 1 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.