Shaman's Love

1st Spell: iWitch - ตอนที่ 9

 

สวัสดีค่ะทุกคน

 

 

วีหายไปหลายวันมากจรู้สึกผิด

แล้วรู้สึกผิดมากขึ้นเมือไปงานเสวนาแฟนตาซีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

มีนักอ่านเข้ามาทักว่าวีโพสน้อยลง ขอบอกว่าน้ำตาซึมเล็กน้อย

เพราะความเสียใจ วันนี้เลยแก้ตัวมาเต็มๆ ตอนเลยนะคะ

 

ขอให้อ่านให้สนุกนะคะ  

 

 

 

รักคนอ่านเสมอ

 

veerandah


 

Facebook : Veerandah Suksasunee

 

Twitter: @veerandah

 

Line: veerandah

 

Instargram: veerandah

 

Email: veerandah@gmail.com

 

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++  

 

ตอนที่ 9

 

 

 

“วิช ชอบผู้ชายคนนี้เหรอ” เมื่อได้ยินหลานสาวโพล่งถามขึ้นทำให้ทั้งวิชาดาและผสุหันมามองหน้าเด็กหญิงพร้อมๆ กันอย่างไม่ได้นัดหมาย

“พูดอะไรน่ะแองจี้” วิชาดถามหลานสาวเสียงหลง

“ก็ แองจี้ไม่เคยเห็นวิชพูดจาแบบนี้กับใครเลยนี่นา” แองจี้เอ่ยทำให้วิชาดาหลับตาแล้วเอามือแตะหน้าผากตัวเองเหมือนว่ามันจะช่วย ลดอาการปวดตึบๆ ที่เกิดขึ้นอย่างปัจุบันทันด่วน เลยไม่ทันสังเกตว่าผสุเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงที่แขนเก้าอี้ของเธอแล้ว แสร้งทำเป็ฯโอบไหล่เธอไว้อย่างทนุถนอม

“แย่แล้วล่ะคุณวิ เขารู้เรื่องของเราอย่างนี้แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ”

 

รู้เรื่องอะไรของเรากันยะ นายเผือก

วิชาดากรีดร้องในใจพลางเหลือบมองหลานสาวคนเก่งที่ทำหน้ามุ่ยหน้าลงทันที เพราะขี้หวงกำลังพุ่งขึ้นสูงจนแทบทะลุเพดาน

สำหรับแองจี้ วิชาดาคือเพื่อนและอาคนสำคัญของเธอ และเด็กสาวก็รู้ว่า เธอเป็นคนหลานรักที่สุดของวิชาดาเช่นกัน แต่ตอนนี้ผู้ชายคนนี้กลับมาทำท่าราวกับว่าจะมาแย่งความรักของเธอไป

 

งานนี้แองเจลล่าสู้ตาย!’

“ออก ไปห่างๆ วิชเลยนะ แองจี้ไม่อนุญาต” แองจี้ตะโกนเสียงดังพลางวิ่งอ้อมโต๊ะแล้วปีนไปนั่งบนตักวิชาดาพลางเอื้อมมือ ไปปัดแขนของผสุแล้วกอดวิชาดาไว้อย่างหวงๆ

“แองจี้” วิชาดาเอ่ยเรียกชื่อเด็กสาวเสียงอ่อนพลางกอดเด็กสาวไว้เบาๆ เหมือนจะปลอบใจเด็กสาวว่าเธอไม่ได้ไปไหน

“วิ ช แองจี้ไม่ชอบคนๆ นี้ บอกเขาให้ไปอยู่ไกลๆ วิชเลย ไปเลยชิ่วๆ” แองจี้พูดพร้อมสะบัดมือไล่ชายหนุ่มที่ยังคงรอยยิ้มไว้เต็มใบหน้าเนื่องจาก รู้สึกสนุกที่ได้แหย่เด็กสาวให้โมโหได้ให้ขยับตัวออกไปไกลๆ

 

เด็กหนอเด็ก แย่ง่าจริงๆ เลยแฮะ

“ไล่ใครน่ะแองจี้” เสียงทุ้มที่ทักขึ้นทำใหผสุที่เพิ่งจะขยับตัวออกห่างจากที่นั่งของวิชาดาหันไปมองแล้วก็ต้องจุ๊ปากเบาๆ

 

โอ้โหแฮะ หล่อลากดินเลย นี่ถ้าไม่ติดว่าชอบผู้หญิงล่ะก็ คงนึกอยากจีบนายคนนี้บ้างล่ะ

“พ่อ” แองจี้ร้องเรียกบลูทันทีแต่ก็ยังไม่ยอมขยับตัวออกห่างจากวิชาดา

“อะไรแองจี้ ไปกอดวิชอย่ากับหมีโคอาล่าอย่างนั้นได้ยังไง ตัวก็โตแล้ว วิชหนักแย่เลย” บลูเอ่ยพลางเดินไปดึงตัวลูกสาวจากเพื่อนสาวทำให้วิชาดาส่งสายตาขอบคุณให้บูลทันที

“ก็แองจี้ไม่อยากให้ผู้ชายคนนี้เข้าใกล้วิชนี่นา คนนิสัยไม่ดี เขาแย่งขนมเค้กแองจี้ด้วย แองจี้อุตส่าส์จะซื้อไปฝากมาม๊า”

 

ช่างฟ้องเสียด้วย จะเอาไปฝากแม่แล้วที่กินเข้าไปเมื่อกี้ ไม่เห็นจะเก็บเลยนี่นา ผสุนึกอย่างหมั่นไส้แต่ก็ขยับตัวกลับไปนั่งที่โซฟาและเพราะคำพูดและสายตาของลูกสาวทำให้บลูหันมาสบตาชายหนุ่มด้วยอีกคน

 

“เอ่อ สวัสดีครับ ผมชื่อผสุ เป็นฟะ...เอ่อ...คนสนิทของคุณวิชาดาครับ” ผสุตอบแล้วอย่างนึกสนุกเพราะอยากแกล้งเด็กหญิงต่ออีกสักหน่อยทำให้บลูหลี่ตามองผสุอย่างพิจารณา เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีผู้ชายพูดจาตรงไปตรงมาอย่างนี้กับเขา เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ของวิชาดา จะไม่ค่อยใช้คำว่า คนสนิท กับเขา

“แหม รู้สึกยินดีมากครับที่ได้รู้จักคนสนิทคนใหม่ของวิช ผม บลู ยินดีที่ได้รู้จักครับ แล้วก็ขอโทษที่ลูกสาวผมเสียมารยาทกับคุณด้วย”

“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็ชอบหยอกล้อกับ เด็กๆ แบบนี้เสมอแหละครับ” ผสุพูดพลางยักคิ้วใส่แองจี้ทำให้เด็กหญิงกัดริฝีปากแล้ววิ่งกลับไปกอดวิชาดาอีกครั้งทำให้ผสุหัวเราะออกเบาๆ

“แองจี้ วิชต้องทำงานนะ ถ้าลูกไปเกาะติดวิชอย่างนั้น วิชก็ทำงานไม่ได้น่ะสิ” บลูหันไปดุลูกสาว

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผู้ชายคนนี้ออกไปด้วยสิ พูดมากทำให้วิชเสียสมาธิ” แองจี้ชี้หน้าผสุทำให้ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้เด็กสาวแล้วก้มลงแล้วอุ้มเด็กสาวตัวลอยขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา

“มีเสียงแจ้วๆ ของเด็ก ก็ทำให้คุณวิเสียสมาธิเหมือนกันแหละครับ คุณหนู เอาอย่างนี้ดีกว่า เราไปนั่งเล่นด้วยกันตรงโน้นกันไหม คุณวิและพ่อของหนูจะได้ทำงานได้” ผสุพูดจบก็เอียงหน้าไปส่งยิ้มให้ยลู

“นะครับ คุณบลู เดี๋ยวผมเป็นพี่เลี้ยงใชั่วคราว ไปแองจี้เราไปเล่นกัน” ผสุไม่รอให้บลูรับคำก็พาเด็กหญิงไปที่โซฟารับแขกทันทีโดยไม่สนใจว่าเด็กสาวจะพยายามดิ้นแค่ไหนก็ตาม

 

“ปล่อยแองจี้ลงเดี๋ยวนี้นะ! พ่อ วิช นายคนนี้แกล้งแองจี้” แองจี้โวยวายเสียงดังทำให้บลูรีบเอ่ยขึ้นว่า

“แองจี้นั่งรองนั้นก่อนน่ะดีแล้วลูก เพราะพ่อมีเรื่องต้องคุยกับวิชก่อน คุยเสร็จแล้วเราจะได้กลับบ้านไปหาหม่าม๊าเร็วๆ ไง” บลูหันไปบอกลูกสาวทำให้แองจี้หยุดโวยวายแล้งคิดตามคำพูดของพ่อ ก่อนจะยอมนั่งนิ่งบนโซฟาแต่โดยดี

 

เพราะเป็นห่วงว่าหม่าม๊าต้องอยู่บ้านคนเดียวหรอกนะ ไม่งั้นไม่มีทางยอมหรอก

“พูด ดีๆ ก็ฟังรู้เรื่องนี่นา” ผสุพึมพัมเบาๆ ทำให้แองจี้หันไปแยกเขี้ยวใส่อย่างไม่สบอารมณ์แล้วนั่งก้มหน้ามองมองตัวเอง ต่ออย่างไม่นใจชายหนุ่มอีก ส่วนผสุเห็นเด็กสาวนั่งจ๋องเหมือนเด็กกลัวถูกทำท่าก็นึกสงสารเลยปิ๊งไอเดีย

มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบเหรียญบาทขึ้นมาพลางยื่นมือไปสะกิดแองจี้ ในตอนแรกเด็กสาวไม่ยอมหันมา ผสุก็สะกิดอีกครั้งแบบไม่ยอมเลิกราทำให้แองจี้หันกลับมามองจนได้

ผสุ เห็นดังนั้นจึงรีบดีดเหรียญขึ้นไปในอากาศแล้วรีบสะบัดมือสองข้างพร้อมกับรับ เหรีญไว้แล้วยื่นมือที่กำไว้ทั้งสองข้างตรงหน้าเด็กหญิงเหมือนจะให้แองจี้ ทายว่าเหรียญที่เขาโยนขึ้นไปนั้นอยู่มือข้างไหน

“ถ้าชนะ จะให้เค้กฟักทองเป็นรางวัลเอาจะเอาไหม” ผสุเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาเพราะไม่อยากรบกวนคนอีกสองคนที่กำลังเริ่มคุยงานอย่างจริงจังกันแล้ว ถึงแม้เสียงจะเบาแต่แองเจลล่าก็ทำตาโตทันทีที่ได้ยินแล้วก็รีบหรี่ตาลงทันทีเหมือนกลัวถูกชายหนุ่มจับได้พลางสะบัดหน้าหนี

“ไม่ต้องเอาของกินมาล่อหรอก แองจี้ขอให้วิชทำเพิ่มให้เมื่อไรก็ได้”

ผสุหัวเราะออกมาแล้วกระซิบเยาะเย้ยว่า “แสดงว่าไม่รู้ล่ะสิว่าเหรียญอยู่มือข้างไหน”  

แองจี้นิ่งคิดแล้วหันมามองคนแก่กว่าอีกครั้งพลางมือไปที่มือซ้ายของผสุแล้วพูดว่า “ข้างซ้าย”

ผสุแบมือซ้ายออกแล้วก็พบว่าในมือนั้นว่างเปล่าทำให้แองจี้ตาโต

“เป็นไปไม่ได้ ก็แองจี้เห็นว่าอยู่มือซ้าย” เด็กสาวโวยวายเสียงดังแต่ก็รีบเบาหางประโยคทันทีเพราะกลัวจะรบกวนพ่อกับวิชาดา

“ดูผิดหรือเปล่า เอาอีกรอบไหม” ผสุถามอย่างนึกสนุกเมื่อเห็นเด็กสาวเริ่มสนใจเกมของเขา

“ถ้าชนะแองจี้จะได้อะไร” แองจี้ย้อนถามทำให้ผสุพยักหน้า

“อืม เค้กฟักทองสิบชิ้นเป็นไง เดี๋ยวผมจ่ายใหเเองเลยเอ้า”

“อย่ามาหลอกเด็กเลย แองจี้ไม่โง่ให้หลอกหรอกนะ” แองจี้พูดเหมือนรู้ทัน

“ไม่มีทางหลอกแน่นอน นายเผือกคนนี้ไม่เคยโกหกใครนะจะบอกให้” ผสุตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงพลางมองเด็กหญิงที่ทำท่าเหมือนกำลังคิดหนักอย่างเอ็นดู

“แต่แองจี้ขอตอบสามครั้ง ไม่งั้นไม่ตกลง” แองจี้ต่อรองต่อทำให้ผสุหัวเราะออกมา

“โห เห็นตัวเล็กๆ ก็เคี่ยวเหมือนกันนะเรา แต่เอาเถอะเห็นว่าจะเป็นเด็กหรอกนะ ตอบสามครั้งก็สามครั้ง” ผสุเอ่ยอย่างเสียไม่ได้แม้แองจี้จะไม่ค่อยพอใจที่ชายหนุ่มเรียกตัวเองว่าเป็นเด็กแต่ก็ยอมมองข้ามไปก่อนเพราะความอยากได้เค้กกำลังบังตา

“งั้นตกลง โยนเหรียญเลย” แองจี้พูดสั่งทำให้ผสุโยนเหรียญขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง

 

 

 

“จะเอาอย่างนี้จริงๆ งั้นเหรอวิช” บลูถามหลังจากอ่านเอกสารที่วิชาดส่งให้จบ

 

“แน่นอน รายการมื้อโปรดกับแองเจลล่าของหลานรักของฉันจะต้องโดดเด่น และสร้างกระแสจนได้ชื่อว่าเป็นรายการอาหารที่เคยมีใครทำมาก่อนในเมืองไทย”

บลูสบตาแวววาวของวิชาดาแล้วอมยิ้ม สิ่งที่วิชาดาเป็นมากกว่าแม่ครัวฝีมือดีคนหนึ่งก็คือ นักคิดสร้างสรรค์ชั้นยอด โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องอาหารวิชาดามักจะมีความคิดดีๆ ตลอดเวลา จนบางครั้งเขาเองยังต้องขอยืมความคิดของเธอมาใส่ในจานอาหารของเขาด้วยซ้ำ

“แต่ถึงขั้นสั่งรถบรรทุกแล้วดัดแปลงเป็นห้องครัวเคลื่อนที่ มันไม่ลงทุนมากเกินไปหน่อยเหรอ”

“ไม่หรอก ฉันอยากทำรายการแบบนี้มาตั้งนานแล้ว มัน่าสนุกดีไม่ใช่เหรอ ทำอาหารออกมา แล้วมีคนชิมเลย บลูไม่มีความสุขเหรอที่คนอยากมาชิมอาหารของเราจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำรายการอาหารจืดๆ ในสตูดิโอทำเสร็จก็แบ่งให้ทีมงานกลับไปกินเฉยๆ”

 “เอาเถอะ ถึงจะเป็นห่วงอยู่บ้างแต่ว่านะ ตอนนี้หม่าม๊าของแองจี้ก็นั่งคิดเมนูไปได้หลายสูตรแล้วล่ะ” บลูพูดอย่างอ่อนใจทำให้วิชาดาหัวเราะออกมา

“เพียงน่ะชอบทำอาหารที่สุด พอมาท้องแล้วเข้าครัวลำบาก ก็คงเบื่อน่ะสิ ดีออกงานนี้เพียงจะได้มีอะไรทำดีกว่านอนอยู่บ้านเฉยๆ เป็นฉันล่ะก็ เบื่อตาย” วิชาดาเอ่ยแล้วดึงแฟ้มหน้ชายหนุ่กลับมาวางที่หน้าตัวเอง

“ยังไงนายก็จัดการเรื่องช่วงเวลาให้หน่อยแล้วกัน ฉันว่ายัยภัศยาคงอาระวาดอีกแน่นอน”

“เรื่องนั้นไม่ต้องถึงมือฉันหรอกวิช นายดาวทัศน์มันไม่ยอมผิดสัญญากับเธอเพราะเรื่องภัศยาแน่นอน”

“ก็แหงล่ะ ช่วงนี้แม่นั่นไม่ใช่คนโปรดแล้วนี่นา เฮ้อ จะบอกว่าสงสารก็สงสารล่ะนะ แต่คนอย่างดาวน์ทัศน์ไม่มีทางหยุดที่ผู้หญิงแค่คนเดียวหรอก คิดแล้วก็ดีเหมือนกัน ยัยภัศจะได้รู้สึกเสียบ้างว่าเวลาโดนแย่งของรักไปมันรู้สึกยังไง” วิชาดาเอ่ยอย่างสะใจแล้วเอียงหน้ามองชายหนุ่มกับหลานสาวที่กำลังเล่นการละเล่นบางอย่างอย่างเอาจริงเอาจัง

“ข้างขวา”

 

พอทั้งวิชาดาและบลูหยุดพูดเสียงของแองจี้ที่ร้องตอบขึ้นก็ดังชัดเจนขึ้นทำให้คนที่เพิ่งคุยงานเสร็จหันไปมองอย่างสนใจ ภาพที่เห็นคือผสุกำลังแบมือข้างขวาที่ว่างเปล่าของตัวเองให้เด็กสาวดู

“อ๊า ทำไมไม่มีอีกแล้ว นี่เผือกโกงแองจี้ใช่ไหม” แองจี้โวยวายพลางคว้ามือซ้ายของผสุมาคลี่ออกก็พบเหรียญอยู่ในมืออย่างไร้ขอ้กังขา

“โธ่เอ๊ย มองไม่ทันเองนี่นา ก็มาพาล งันก็คงอดกินเค้กสิบชิ้นแล้วล่ะ เสียใจด้วยนะ” ผสุเอ่ยราวกับเยาะเย้ยทำให้แองจี้มุ่ยหน้าลงอย่างขัดใจ

“ไม่เอาเค้กแล้วก็ได้ แต่เผือกให้แองจี้ทายอีกครั้งสิ คราวนี้จะดูให้ชัดๆ เลย ไม่พลาดแน่ๆ” แองเจลล่าพูดพลางส่งสายตาอ้อน

“อะไรกัน แค่ทายเหรียญไม่ถูกแค่นี้ หลานรักของวิชถึงกับยอมไม่เอาเค้กแต่จะขอเล่นอีกตางั้นเหรอ” วิชาดถามขณะที่เดินมานั่งข้างๆ แองจี้

“ก็เผือกเขาสลับมือไปมาจนแองจี้ทายไม่ถูก แต่แองจี้อยากทายถูกนี่นา”

“เหรอ งั้นนายเผือก ลองโยนอีกครั้งสิ ฉันจะเล่นด้วย” วิชาดาพูดพลางพยักเพยิดให้ผสุโยนเหรียญ

“โห คุณ ถ้าคุณทายถูกผมไม่มีเค้กให้นะ”

“คิดว่าฉันเป็นเด็กหรือไงยะ แต่เค้กน่ะฉันทำเองได้” วิชาดโต้กลับทำให้แองจี้ยิ้มแป้น

“ใช่ เค้กของวิชนะอร่อยที่สุดในโลก” แองจี้พูดพลางยกมือแล้วผายออกให้กว้างประกอบคำพูดของตัวเองทำเอาผู้ใหญ่ทุก คนที่นั่งมองอยู่อมยิ้มพร้อมๆ กัน

“งั้นเอาอย่างนี้ ถ้าคุณวิของหนูแองจี้ตอบถูก แองจี้ได้เค้กสิบชิ้นเหมือนเดิมดีไหม”

“ตกลง วิชของแองจี้นะเก่งอยู่แล้ว ไม่มีทางพลาดแค่เกมโยนเหรียญเอง” แองเจลล่ารีบคุบโอ่ทำให้บลูหัวเราะออกมา

“หัวเราะอะไรบลู คิดว่าฉันจะตอบไม่ถูกเหรอ”

“เปล่า” บลูตอบแล้วส่งยิ้มให้ผสุ

“เอาล่ะนะครับ ดูดีๆนะ” ผสุเอ่ยพลางดีดเหรียญขึ้นและเมื่อเหรียญตกลงมาชายหนุ่มก็สลับมือไขว้กันคว้าเหรียญทันทีแล้วยื่นมือมาให้หญิงสาวเลือก

“ข้างซ้าย” แองจี้โพล่งขึ้นมาก่อนแล้วก็รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองพลางหันไปมองหน้าวิชาดา หญิงสาวเงยหน้าสบตาผสุนิดนึงก่อนจะตอบว่า

“ซ้าย”

ผสุเลิกขึ้นราวกับแปลกใจแต่ก็ยอมคลายมือซ้ายออกเผยให้เห็นเหรียญอยู่ในอุ้งมือ

“วิชตอบถูก งั้นแองจี้ก็ได้เค้กฟักทองสิบชิ้นน่ะสิ เย้” แองจี้ร้องออกมาอย่างดีใจแล้วขยับตัวไปหาบลูที่ลุกขึ้นยืนพอดี

“อย่างที่ว่าแหละครับ คุณจะทำขนมเค้กฟักทองสูตรลับของคุณเมื่อไร ผมจองสิบชิ้นส่งตรงให้นางฟ้าน้อยๆ คนนั้นเลย”

“ไม่ เคยรู้ว่าคุณเป็นเจ้าบุญทุ่มนะ ซื้อเค้กตั้งสิบชิ้นเอาใจสาวน้อยของเราเลยเหรอ” วิชาดาล้อผสุอย่างสนุกปากทำให้บลูเหลือบมองเพื่อนสาวแล้วหันกลับไปมองผู้ชาย ที่กำลังส่งยิ้มอย่างอารมณ์ดีให้วิชาดา

“เขาเรียกปรับความเข้าใจครับ ไม่อย่างเธอก็ไม่ยอมให้ผมเข้าใกล้คุณน่ะสิ” ผสุตอบตามตรง

“โอ้โห ผมชอบคุณนะคุณผสุ ไม่เคยมีใครพยายามทำทุกอย่างเพื่อเข้าใกล้แม่มดของพวกเรามานานหลายปีแล้ว”

 

คำว่า แม่มด ทำให้ผสุอดแปลกใจปล้วหันไปสบตาวิชาดาไม่ได้ ในเมื่อหญิงสาวยังยิ้มรับคำนั้นอย่างสบายๆ เขาจึงไม่ถามสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาออกไป

“ก็มันมีความจำเป็นนี่ครับ ยังไงช่วงนี้ผมคงต้องขออนุญาตอยู่ชิดติดเธอไปก่อนเพื่อความปลอดภัย หวังว่านางฟ้าตัวน้อยของคุณคงไม่ขัดขวางผมแล้วนะครับ” ผสุตอบแล้วก้มลงส่งยิ้มให้แองจี้อย่างตีสนิท

“ถ้าเผือกรักษาสัญญาตามที่พูด เราก็พอคบกันได้ ใช่ไหมคะพ่อ”

“เราน่ะมันน่าตี พ่อสอนกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกคนอื่นนำหน้าว่าคุณ เดี๋ยวเถอะ ถ้าหม่าม๊ารู้ว่าพูดไม่เพราะล่ะก็ โดนทำโทษให้คัดคำศัพท์ภาษาไทยร้อยจบแน่ๆ”

“แต่แองจี้ก็เรียก วิช ว่าวิชเฉยๆ นี่นา แล้วคุณเผือกคนนี้ก็เป็นเพื่อนของวิช ดังนั้น แองจี้ก็ต้องเรียกว่า เผือก เฉยๆ ได้เหมือนกันสิ”

“แองจี้” บลูเรียกชื่อลูกสาวอย่างอ่อนใจ

“ช่างเถอะครับ ผมก็อยากเป็นเพื่อนกับเธอเหมือนกัน ตกลงเราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ” ผสุเอ่ยแล้วยื่นมือมาตรงหน้าแองจี้

“ก็ได้ แต่อย่าลืมเค้กนะ วิชช่วยแองจี้เตือนความจำเขาด้วยนะ” แองจี้หันไปกำชับวิชาดาทำให้หญิงสาวหัวเราะออกมา

“โอเคจ้ะ กลับบ้านเลยใช่ไหมบลู”

“อือ งั้นไปล่ะนะ” บลูเอ่ยพลางเดินจูงแองจี้ออกจากห้องโดยที่เด็กหญิงหันมาโบกมือลาผสุและวิชาดาอย่างน่ารัก

“ผมว่าเธอดูเหมือนลูกสาวคุณมากกว่าลูกสาวของผู้ชายคนนั้นนะ”

“แน่นอน เพราะฉันเลี้ยงเธอมากับมือนี่นา แล้วถ้าได้ฉันแต่งงานล่ะก็ ฉันก็อยากมีลูกสาวที่น่ารักแบบแองจี้นะ” วิชาดารับคำแล้วเอ่ยความคิดของตัวเองออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“ผมว่าสวยๆ อย่างคุณคงอยู่รอดเป็นโสดนานนักหรอก อีกหน่อยก็คงมีแหละ” ผสุเอ่ยทำให้วิชาดาหันมามองหน้าซื่อๆ แต่พูดจากวนใจเธอตลอดเวลาอย่างเหลือเชื่อ

“แล้วสักหกปีเนี่ย คุณคิดว่าฉันอยู่รอดมานานเกินไปไหม” วิชาดาถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

 

“หกปี! จริงอ่ะ” ผสุถามอย่างไม่อย่างเชื่อหูทำให้วิชาดายักไหล่

“ใครว่าคนสวยๆ จะไม่มีเรื่องให้เครียดล่ะจริงใหม” วิชาดาพูดจบก็นึกสงสัยตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้พูดประโยคแบบนี้ต่อหน้าผู้ชายที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นานได้

 

นี่เราเพี้ยนไปหรือเปล่านะ หรือว่าวิ่งหนีผีเมื่อคืนจนสมองกลับไปแล้ว

“แล้วคุณอยากหายเครียดไหมล่ะ” ผสุทิ่งมองหน้าวิชาดอยู่สักพักเอ่ยด้วยแววตาแวววาวและน้ำเสียงเหมือนกำลังเจอเรื่องสนุก

“นี่คุณจะหมายความว่ายังไง” วิชาดาขยับตัวมายืนหันหน้าเข้าหาชายหนุ่มอย่างจริงจังเพราะอยากฟังคำตอบของคุถามกำกวมที่ชายหนุ่มสร้างขึ้นให้ชัด

“ก็นะ เรื่องแบบนี้ถ้าสถานการณ์ปกติก็อาจจะเร็วไปสักหน่อย แต่ผมว่าคุณก็คงรู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึก ว่าเราสองคนเข้ากันได้ดีอย่างไม่ทราบสาเหตุ”

“แล้วไง” วิชาดย้อนถามทำให้ผสุขยับมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วเอ่ยตอบด้วยท่าทางสบายๆ ว่า

 

“ก็ไม่แล้วไงหรอกครับ แค่...ทำไมเราไม่ลองออกเดตกันเสียหน่อย จะได้พิสูจน์ว่าความคุ้ยเคยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ มันเกิดเพระอะไรกันแน่ ก็เท่านั้น”

“นี่คุณล้อเล่นหรือเปล่า คุณเผือก ฉันดูเหมือนคนขาดแคลนความรักจนคุณอยากช่วยสงเคราะห์เลยหรือไง” วิชาดาถามด้วยน้ำเสียงกรุ่นๆ เกือบจะโกรธแต่ชายหนุ่มกลับสบแวตากลมสวยอย่างไม่เกรกัวแล้วตอบกลับว่า

“แล้วหน้าตาผมเหมือนกำลังพูดล้อเล่นหรือไงครับ” คำตอบของผสุทำให้วิชาดานิ่งอึ้งไปก่อนจะตอบว่า

“ก็ไม่นะ ดูจริงจังดี”

“ก็นั่นน่ะสิ ถ้าอย่างนั้นคุณคิดว่าจะรับข้อเสนอผมได้ไหมล่ะ ผสุรีบตอบทำให้วิชาดายิ้มออกมา

“ก็น่าสนใจนะ ดารา นายแบบ หรือจะเป็นนักธุรกิจ ฉันก็เคยคบมาเยอะแล้ว แต่ออกเดตกับหมอผีเนี่ย เพิ่งจะเคยมีเป็นครั้งแรก จะบอกว่าไม่อยากลองคบก็โกหกแหละ” วิชาดาตอบตรงๆ ทำให้ผสุนึกถึงเพื่อนรักของตัวเองขึ้นมาทันที

“ถ้าอย่างนั้นแสดว่าคุณตก...” ผสุยังพูดไม่ทันจบวิชาดก็พูดแทรกขึ้นว่า

“งั้นคุณก็เริ่มจีบฉันสิ ถ้าสำเร็จฉันจะออกเดตกับคุณ”



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
แม่มดของเราเปรี้ยวได้ใจไหมคะ
ส่วนเฮียเผือกเนี่ย ขอเรียกว่า ตีเนียนมาแบบชิวๆ เลยค่ะ ^__^



ขออนุญาตงดสปอยนะคะ

Post Comment

Statistic

Date posted: 3 years ago.
Date modified: 2 months ago.
Overall Viewed: 32,524 times
Monthly Viewed: 194 times
Rated: 0 times
Favorited: 1 times
Commented: 1 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.