Shaman's Love

1st Spell: iWitch - ตอนที่ 7 (100%)

สวัสดีค่ะทุกคน



 

มาดึกอีกแล้วนะคะ วีพยายามจะโพสแต่หัวค่ำ

แต่ไม่รู้ว่าทำไมมาโพสดึกทุกทีก็ไม่รู้

คนที่นอนดึกไม่ได้ อ่านตอนเช้าก็ได้นะคะ

ขอโทษที่ทำให้รอค่ะ

 

รักคนอ่านเสมอ

veerandah

 

Facebook : Veerandah Suksasunee

Twitter: @veerandah

Line: veerandah

Instargram: veerandah

Email: veerandah@gmail.com

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ตอนที่ 7

 

วิชาดามองยันต์ที่กลายเป็นเถ้าถ่านกองอยู่บนพื้นโต๊ะอย่างเงียบงันพลางหลุบตามองข้อมือของตัวเอง

“คุณลุงคิดว่าพวกมันจะรู้ไหมคะว่าหนู้ป็นใคร”

หลี่ อี้นิ่งคิดพลางส่ายหน้า “ลุงไม่คิดว่าพวกมันรู้ว่าหนูเป็นไทรแองเกิ้ลหรอก มันแค่เหตุบังเอิญที่หนูดันบังเอิญไปเป็นเป้าหมายของพวกมันมากกว่า”

“แล้วหนูจะรู้ได้ยังไงล่ะคัว่าหนูไปเป็นเป้าหมายของพวกมันด้วยเรื่องอะไร”

“อัน นั้นคงต้องถาม อาเผือกมัน เพราะมันรู้ก่อนใครว่าหนูตกอยู่ในอันตราย” หลี่อี้เอ่ยพลางลุกขึ้นยืนและเดินไปอีกฟากของห้องบรรพชนซึ่งมีตู้ไม้ขนาด ใหญ่เท่าผนังทั้งด้าน ซึ่งูกซอบช่องเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสนับร้อยๆ ช่อง

“ทำไมคุณถึงรู้ว่าฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย” วิชาดาหันไปถามผสุ

“ก็มีคนมาบอกผมน่ะสิ” ผสุตอบสั้นๆ ทำให้วิชาดานึกโมโหที่ชายหนุ่มตอบไม่ชัดเจน

“แล้วเขาเป็นใครล่ะ”

“แฟนเก่าของผม...ที่ตายไปแล้ว”

“อะไรนะ!” วิชาดาอุทานด้วยความตกใจ

“จริงๆ นะคุณ มดมาบอกผมเองเลย” ผสุยืนยันเสียงแข็งในขณะที่วิชาดานิ่วหน้า

“ใครอีกล่ะ มดเนี่ย”

“ก็ แฟนเก่าผมไง เธอชื่อมด ชื่อจริงชื่อ มัทนา ตายมาสองปีแล้ว” ผสุอธิบายด้วยหน้านิ่งๆ จนวิชาดาไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มกำลังเล่นมุกตลกกวนเธอหรือแค่เป็นคนที่พูดจา ตรงๆ เฉยๆ

“แล้วเขาบอกยังไง บอกว่าฉันกำลังตกเป็นเป้าหมายของไอ้พวกผีบ้าพวกนั้นเหรอ” วิชาดถามต่อทำให้ผสุส่ายหน้า

“เปล่า เธอมาบอกว่าเธอถูกฆ่าตาย และจะไม่ใช่แค่เธอที่โดนฆาตกรรม เพราะคุณคือรายต่อไป”

วิชาดาเบิกตากว้างแล้วหลุบตาลงอย่างรวดเร็วราวกับกำลังรวบรุมสติเพื่อไตร่ตรองอะไรบางอย่างแล้วพูดขึ้นว่า

“ถ้าอย่างนั้นเราก็อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ฉันจะไม่ยอมอยู่นิ่งๆ ในใครมาหมายหัวฉันหรอก”

“เฮ้ย คุณ ใจเย็นก่อนไหม ก็อย่างที่คุณเห็น แถมพวกมันมีหมอผีพวกนั้นเป็นพวกอีก” ผสุเอ่ยเตือนสติแต่สิชาดารีบค้านขึ้นว่า

“ยิ่งเป็นอย่างนั้นเราต้องยิ่งหาพวกมันให้เจอไง งานนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย”

“หนู วินี่เหมือนคุณวิชยาจริงๆ  รายนั้นน่ะก็ไม่เคยรอใครเหมือนกัน วิ่งเข้าใส่คนร้ายตลอด” หลี่อี้เอ่ยขณะที่เดินกลับมาจากตู้พร้อมกล่องกำมะหยี่สี่ม่วง

“คุณ ย่าก็สอนหนูตลอดแหละค่ะ ว่าแทนที่เราจะตกเป็นเหยื่อเพียงอย่างเดียว เราก็ควรเป็นผู้ล่าด้วย เพราะไหนๆ มันก็จ้องจะทำร้ายเราอยู่แล้ว ก็เล่นงานมันกลับบ้างจะเป็นไรไป” วิชาดาเอ่ยอย่างภูมิใจ แล้วมองกล่องกำมะหยี่ที่อยู่ในมือของชายชรา

“หลาย ปีก่อน คุณวิชยาส่งของสิ่งนี้มาเพื่อให้ลุงเก็บรักษาไว้ ถึงเวลาแล้วที่มันจะถูกส่งคืนให้กับเจ้าของที่แท้จริงของมัน” หลี่อี้พูดพลางยื่นกล่องให้กับวิชาดาที่ยกมือรับไว้ด้วยความงงๆ

“อะไรเหรอคะคุณลุง”

“ของสำคัญที่แม่มดเลิศรสจำเป็นต้องมีไว้เพื่อป้องกันตัว” หลี่อี้เอ่ยพร้อมกับวิชาดาค่อยๆ เปิดกล่องช้าๆ

สร้อย เงินบริสุทธิ์ที่มีจี้รูปสี่เหลี่ยมสี่เหลี่ยมจุตรัสซึ่งมีรูปสลักเป็นรูป หมวกยอดแหลม ไม้คทา และไม้กวาด วิชาดาไล้นิ้วเบาๆ บนตัวจี้และก็รู้สึกว่าน้ำตาค่อยๆ รื้อขึ้นมาที่ขอบตา

“สร้อยของคุณย่า หนูคิดมาตลอดว่ามันหายไปไหน มาอยู่กับคุณลุงนี่เอง”

“คุณวิชยาอยากให้แน่ใจว่าสร้อยเส้นนี้จะปลอดภัยจนกว่าหนูจะพร้อมที่จะรับมันไป”

“หนูพร้อมค่ะ พร้อมเสมอค่ะ” วิชาดาเอ่ายพลางดึงสร้อยขึ้นมากำไว้ แล้วแสงสว่างวาบก็สว่างขึ้นก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“ลอง กางอาณาเขตดูสิหนูวิ” หลี่อี้เอ่ยทำให้วิชาดาหลับตาลงทันทีแล้วพึมพัมคาถาที่เธอจำมันได้ขึ้นใจ พลันเกิดอักษรประหลาดเรียงร้อยเป็นสายโซ่วิ่งวนทั่วร่างกายของวิชาดาก่อนจะ ซึมลึกเข้าไปในผิวของเธอ

“อักษรพวกนี้มันอะไรกับครับเตี่ย” ผสุถามบิดา

“อักษรทีบัน[1] เป็นอักษรของแม่มดนะ ก็เหมือนอักษรจีนที่เราใช่เขียนลงบนยันต์ แต่แม่มดจะใช้อักษรพวกนี้แทน” หลี่อี่อธิบาย

“โอ้โห ยอดไปเลย แล้วเตี่ยไม่มีอะไรแบบนี้ให้ผมบ้างเหรอ” ผสุเอ่ยติดตลกขณะที่วิชาดาลืมตาขึ้นพอดี

“ฉันให้แกไปหมดแล้ว แกมันไม่เอาไหนเองต่างหาก” หลี่อี้ดุลูกชายทำให้ผสุแกล้งทำหน้าเศร้าจนวิชาดาอดหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้งไม่ได้

“แหม ได้ของดีก็อารมณ์ดีขึ้นมาเชียวนะ เมื่อกี้ยังทำหน้าเครียดสั่งลุยอยู่เลย”

“ตอน นี้ฉันก็ยังสั่งลุยอยู่ย่ะ ขอบคุณคุณลุงมากเลยนะคะ ที่เก็บสร้อยเส้นนี้ไว้ให้ หนูสัญญาว่าจะรักษาทันไว้ให้ดี จะไม่ทำให้คุณย่าผิดหวังแน่ แม้วันนี้จะเสียท่าให้ไอ้ผีสามตัวนั้น แต่ครั้งหน้ารับรองพวกมันไม่ได้ถูกตัวฉันแน่”

“อย่าเพื่งแน่ใจจะดีหว่าหนูวิ ไม่มีอาณาเขตใดในโลกนี้ที่จะสมบูรณ์แบบจนทำลายไม่ได้หรอกนะ”

“แม้ แต่ยันต์ใยเหล็กฝังวิญญาณของเตี่ยงั้นเหรอครับ” ผสุถามอย่างไม่อยากเชื่อเพราะจากประสบกาณ์ที่ผ่านมา ไม่เคยวิญญาณตนไหนหลุดรอดจากอาณาเขตของเตี่ยได้เลยแม่แต่ครั้งเดียว

“ใช่ และเพราะอย่างนั้นพวกเราถึงต้องมีหกคนไง” หลี่อี้ตอบพลางจ้องหน้าลูกชาย

“หลังจากนี้ไป แกไม่ต้องมาทำงานที่ร้าน เพราะฉันมีงานใหม่ให้แกไปทำ”

“โหย อะไรกันเตี่ย นี่รับงานใหม่แบบไม่ปรึกษาผมอีกแล้วเหรอ” ผสุโวยวาย

“ไม่ใช่งานใหม่เสียหน่อย งานเก่าที่แกทำอยู่มันยังไม่จบเลยต่างหาก” หลี่อี้แก้พลางผายมือไปทางวิชาดา

“นะ...หนูเหรอคะ คุณลุง”

“ใช่ จนกว่าหนูวิจะใช้พลังใหม่ที่เพิ่งได้รับได้คล่อง อาณาเขตที่หนูสร้างก็จะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ดังนั้น หนูต้องมีคนช่วยคุ้มกัน เผื่อว่าคนพวกนั้นจะส่งผีมาเอาชีวิตหนูเอีก”

วิชาดาอ้าปากจะค้านแต่ก็หุบลงเมื่อผสุพูดเถียงขึ้นก่อน

“นี่เตี่ยจะให้ผมไปเป็นบอร์ดี้การ์ดให้คุณหนูวิคนนี้เหรอครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ แฟนเก่าแกก็ขอร้องมาด้วยไม่ใช่เหรอไง และถ้าแกอยู่กับหนูวิ แกก็จะได้สืบเรื่องการตายของหนูมดไปด้วย ไม่ดีตรงไหน อาตี๋”

  ผสุมองพ่อตัวเองแล้วหันไปมองหน้าวิชาดาก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้งยื่นมือมาด้านหน้า

“เอาก็เอาคุณ เพราะผมก็อยากรู้ว่าใครฆ่ามดและฆ่าทำไมเหมือนกัน งั้นหลังจากนี้ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยแล้วกัน”

“เอ๊ะ คุณ มาทึกทักเอาเองอย่างนี้ได้ยังไง” วิชาดร้องขึ้นหลังจากมองหน้าชายหนุ่มสลับกับมือที่เขายื่นมาให้จับไปมาอยู่หลายครั้ง

“หนู เข้าใจความหวังดีของคุณลุงนะคะ แต่ว่าจะให้จู่ๆ หนูมีบอร์ดี้การ์ดมาเดินตามไปไหนต่อไหน มันก็คงดูประหลาดเกินไปนะคะ” วิชาดาพยายามหาเหตุผลมาอธิบาย

“อืม นั่นสินะ” หลี่อี้รับคำทำให้งวิชาดายิ้มกว้างดรีใจที่ชายชราเข้าใจเหตุผลของเธอแต่เธอก็ต้องหุบยิ้มทันทีเมื่อผพูดแทรกขึ้นว่า

“โหย ไม่เห็นจะยากเลยคุณ คุณก็บอกว่ากำลังเดตกับผมสิ รับรองไม่มีใครสงสัยแน่ๆ เพราะผู้หญิงอายุขนาดคุณจะไปไหนมาไหนกับผู้ชายก็คงเป็นเรื่องธรรมดา”

“เอ๊ะ นายเผือก ถ้าฉันจะไม่รับข้อเสนอคุณลุงก็เพราะปากคุณนั่นแหละ ผู้หญิงอายุขนาดฉันเนี่ย มันขนาดไหน อย่ามาพูดเหมือนฉันเป็นผู้หญิงแก่ๆ ที่มีแฟนหนุ่มคอยพยุงให้เดินไปไหนมาไหนจะได้ไหม” วิชาดาแหวชายหนุ่มยาวทำให้ผสุยกมือขึนยอมแพ้

“เฮ้ย คุณ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ก็แค่จะบอกว่า เราก็โตๆ กันแล้ว จะมีแฟนไปไนมาไหนด้วยก็คงไม่มีใครสงสัยหรอก”

“แต่ ว่าอาตี๋ แกเสนอวิธีนี้เนี่ย คิดบ้างไหมว่าหนูวิเขาจะมีแฟนอยู่แล้ว แล้วแกจะไปแสดงเป็นแฟนเขาได้ยังไง” หลี่อี้เอ่ยท้วงทำให้ผสุนิ่งคิด

“จริงด้วยแฮะ เออ คุณวิ แล้วคุณมีแฟนหรือยังอ่ะ”

วิชาดามองหน้าชายหนุ่มที่ซึ่งถามคำถามที่ไม่ค่อยมีคนถามเธอตรงๆ อย่างเหลือเชื่อ

“จะมีหรือไม่มีแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ”

“เกี่ยวสิคุณ เพราะถ้าคุณมีแฟนแล้วผมจะได้คิดมุกอื่นให้ไง”  ผสุตอบหน้าตาเฉย

“อ้าวอึ้งทำไมล่ะคุณ มีแล้วหรือว่าไม่มี”

วิ ชาดกัดฟันอย่างเจ็บใจ เพราะการที่ต้องบอกความจริงว่า ผู้หญิงสวยๆ แถมรวยทรัพย์อย่างเธอยังไม่มีคนรู้ใจ มันก็ทำให้เสียความมั่นใจขึ้นมาหน่อยๆ เหมือนกัน

“มะ..ไมมี” วิชาดตอบงึมงัมทำให้ผสุถามอีกครั้งว่า

“ว่าอะไรนะคุณ”

“ไม่มี! ฉันโสดมาตั้งหลายปีแล้ว พอใจหรือยัง” วิชาดาแหวทำให้ผสุรีบคว้ามือของวิชาดามาจับไว้แล้วเขย่าเบาๆ

“งั้นก็ลงตัวพอดี งั้นฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ คุณแม่มดเลิศรส”



[1] อักษรทีบัน (Theban alphabet ) มีจุดกำเนิดไม่แน่นอน นิยมเรียกอักษรนี้ว่าอักษรรูนส์ของโฮโนเรียส ตามชื่อของโฮเรียสแห่งทีบส์ หรืออักษรแม่มด มีความสัมพันธ์กับอักษรละตินตัวต่อตัว ยกเว้น j และ u ที่อยู่ในรูปของ i และ v เป็นอักษรที่แม่มดใช้เขียนจารึกและเวทมนตร์เพื่อซ่อนความหมายของข้อความและทำให้ดูขลัง  ที่มา: http://gotoknow.org/blog/emae/181697




++++++++++++++++++++++
+++++++++++++
+++++++
++


วิชาดาแอบเหลือบมองชายหนุ่มในรอบหลายปีที่มีโอกาสมาส่งเธอที่ บ้านอย่าพิจารณา เพราะถึงแม้เธอจะเคยมีแฟนมาหลายคน แถมมีเพื่อนผู้ชายอยู่มากมาย แต่ก็ไม่มีใครทำตัวเหมือนนายผสุ ทายาทหมอผีแห่งทิศตะวันออกคนนี้

หน้าตาก็พอไปวัดไปวากับเขาได้หรอกนะ แต่การพูดการจานี่สิ บางทีก็กวนจนน่าโมโห แถมยังพูดตรงเสียจนเหมือนกำลังเล่นมุกตลกอยู่

“เลี้ยง ขวาตรงแยกหน้านะ” วิชาดาเอ่ยปากแล้วผสุก็เลี้ยวรถตามคำสั่งของหญิงสาวทันที แล้วมาจอดอยู่ที่บ้านทรงยุโรปหลังใหญ่ซึ่งตั้งตะง่านอยู่ท่ามกลางตึกสูงของ ย่านในกลางกรุงเทพ

“ขอบคุณมากที่มาส่ง แต่คุณไม่ต้องเข้าไปบ้านหรอก” วิชาดาเอ่ยพลางทำท่าจะดันประตูของรถกะบะรุ่นคุณปู่ของผสุออก

“อ้าว ทำไมล่ะ บ้านคุณก็ตั้งใหญ่ ที่จอดรถก็กว้างขวาง ทำไมไม่ให้ผมเอารถเข้าไปจอดในบ้าน” ผสุท้วง

“แล้วคุณจะเอารถเข้าไปจอดในบ้านฉันทำไม คุณลุงให้คุณมาส่งฉันที่บ้าน ส่งเสร็จคุณก็กลับบ้านคุณไปสิ”

“ใครว่าล่ะ แต่ก็เอาเถอะ ไม่เข้าก็ไม่เข้า เดี๋ยวผมที่จอดรถหน้าบ้านคุณก็ได้”

วิ ชาดมองหน้าชายหนุ่มที่พูดจาประหลาดๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจจะถามออกมา เพราะชายหนุ่มจะอยากจอดรถที่ไหนมันก็เรื่องของเขา แล้วตอนนี้เธอก็ง่วงจะแย่อยู่แล้ว ดึกขนาดนี้ยังไม่ได้หลับได้นอน มีหวังพรุ่งนี้เช้าเธอคงกลายเป็นหมีแพนด้าแน่ๆ

วิชาดาก้าวลงจากรถแล้วก้มหน้าควานหากุญแจรั้วบ้านในกระเป๋าอย่างทุกลัก

นี่ ถ้าไม่ติดว่ารีโมทเปิดรั้วบ้านอยู่รถที่จอดทิ้งไว้ที่ห้างนะ ฉันก็ไม่ต้องมานั่งหากุญแจรั้วอยู่อย่างนี้หรอก ต้องโทษไอ้ผีบ้าพวกนั้น คอยดูนะ จับได้เมื่อไหร่ จะเอาลงหม้อแล้วต้มให้เปื่อยเป็นต้มจับฉ่ายเลย

วิชา ดาคิดพลางถอนหายใจอย่างโลกว่าในที่สุดเธอก็หากุญแจประตูรั้วเจอเสียที หญิงสาวเปิดประตูรั้วออกแล้วก้าวขาเข้าไป ก่อนจะเหลียวมองมองชายหนุ่มเพื่อจะเอ่ยลาอีกครั้งแล้วเธอก็ต้องอุทานออกมา เมื่นเห็นผสุดับเครื่องยนต์ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้แล้วกำลังปรับเบาะรถเพื่อ จะนอน

“นี่คุณคิดจะทำอะไรน่ะ” วิชาดถามเสียงหลง

“ก็นอนไงคุณ เตี่ยสั่งให้ผมตามประกบคุณ ผมก็ต้องทำตามที่เตี่ยสั่งสิ” ผสุตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แต่นี่มันหน้าบ้านฉันนะ คุณจะมานอนได้ยังไง” วิชาดาเถียง

“งั้นคุณจะให้ผมเข้าไปในนอนบ้านคุณไหมล่ะ ถ้าได้ก็โอเคเลย เพราะผมยังไม่อยากทำบุญบริจาคเลือดให้ยุงอยู่พอดี”

วิชาดาอ้าปากค้างเพราะนึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะมาไม้นี้

อะไรของผู้ชายคนนี้เนี่ย! นี่เขาแค่ซื่อและเชื่อฟังคำสั่งพ่อของตัวเองมากไป หรือว่ากำลังใช้ผลประโยชน์ทับซ้อนจากเหตุการณ์ที่เกิดเพื่อมาจีบเรากันนะวิชาดาถามตัวเองในใจก่อนจะตอบตัวเองเองว่า

ไม่หรอกมั้ง นายคนนี้คงไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก น่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า

“นี่คุณล้อฉันเล่นฉันเนี่ย นายเผือก” วิชาดาต่อว่าชายหนุ่มแต่ผสุกลับลุกขึ้นมานั่งแล้วส่ายหน้าอย่างจริงจังว่า

“ผมพูดจริง เอาเข้าจริงนะคุณ ถ้าผมเข้าไปนอนในบ้านได้ก็ดีกว่าด้วยซ้ำ ให้เฝ้านอกบ้านแบบนี้บางทีอาจจะช่วยไม่ทันก็ได้นะ”

วิชา ดากัดริมฝีปากอย่างขัดใจ เพราะสิ่งที่เขาพูดมาก็มีส่วนถูก แม้เธอจะมั้นใจเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นก็เถอะว่าวิญญาณชั้นต่ำพวกนั้นไม่มีวัน ที่จะย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตบ้านของเธอได้

แต่ป้องกันไว้ก่อนก็ต้องดีกว่าอยู่แล้วล่ะ หญิงสาวคิดพลางเปิดประตูให้กว้างขึ้นอีก

“งั้นก็ได้ เพราะเห็นแก่คุณลุงหรอกนะ ขับรถเข้ามาเลย”

ผสุตบมือเสียงดังด้วยความดีใจแล้วรีบสตาร์ทรถก่อนจะขับผ่านผ่านรั้วบ้านเข้ามา

ฟุบ!

เสียงเหมือนรถกำลังทะผ่านผนังบางๆ ทำให้ผสุเลิกคิ้วแล้วเหลือบตามองวิชาดาจากกระจกมองหลัง

ฝีมือกางอาณาเขตไม่เบาเลยน้า แม่มดสาวคนนี้ ผสุคิดขณะที่ดับเครื่องยนต์หลังจากเอารถไปจอดในโรงรถก่อนที่เจ้าของบ้าน

ชาย หนุ่มหยุดมองภาพคฤหาสน์หลังงามที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนกับพระ จันทร์เสี้ยวด้วยความทึ่ง ในรูปทรงของอาคารหลังนี้ที่ถึงแม้จะมีการต่อเติมและบำรุงรักษาแล้ว แต่ก็ยังดูออกว่าอาคารหลังนี้คงถูกสร้างมานานมากแล้วแน่ๆ แถมทำเลที่ตั้งเป็ฯใจกลางเมืองแบบนี้ ถ้าไม่สร้างมานานแล้วก็คงมาสร้างที่นี่ได้หรอก และคงเพราะมันเป็นอาคารที่รูปร่างไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมที่แสนจะทันสมัย มันเลยทำให้ดูทั้งโดดเด่น และน่ากลัวพร้อมๆ กัน

บ้าน เก่า อายุน่าจะเฉียดร้อยปี ถ้ามียายแก่ที่จะโผล่มาหน้าตางสักห้องใดห้องหนึ่งบวกด้วยเสียงหอนของหมาอีก สักตัว คงเข้าคอนเซบบ้านผีสิงได้ไม่ยากเลย

“มีใครเคยบอกคุณไหม ว่าบ้านคุณเนี่ยมันน่าขนลุกหน่อยๆ” ผสุหลุดปากทั้งที่สายตาก็ยังไม่ยอมหลุดจากภาพตรงหน้า

“ก็ ยังไม่มีใครกล้าพูดนะ” วิชาดาตอบอย่างไม่ยี่หระขณะที่เอานิ้วมือทาบที่ลูกบิดประตู เสียงสัญญาณของระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านดังขึ้น

“เพราะเขากลัวน่ะสิ ถึงได้พูดไม่ออก” ผสุพูดเสียงซื่อกะจะล้อเล่นให้หญิงสาวหัวเราะ แต่เขากลับได้คำตอบที่ไม่คาดฝันมาแทนว่า

“เปล่า เพราะส่วนใหญ่พวกเขามักจะไม่เหลือลมหายใจให้พูด” ผสุเบิกตากว้างแต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเอ่ยคำพูดอะไรออกมา วิชาดาก็พูดต่อว่า

“ฉันล้อเล่นน่ะ อย่าคิดมากเลย”

“โธ่คุณ ผมใจหายหมด นึกว่าจะตัวเองจะหมดลมไปด้วย”

วิชาดาได้ยินดังนั้นก็เลยหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า

“เว่อร์น่า อย่างคุณฉันจะไปทำอะไรได้ ทายาทหมอผีทั้งคน”

“แสดงว่าถ้าเป็นคนอื่น คุณจะทำงั้นเหรอ” ผสุถามต่อทำให้วิชาดาส่ายหน้าอีกครั้ง

“บ้า เหรอคุณ เข้าใจคำว่าล้อเล่นไหมเนี่ย บางทีฉันก็สงสัยนะว่าคุณเซ่อจริงหรือแกล้งเซ่อเนี่ย” วิชาดาบ่งึมงัมแล้วพาชายหนุ่มมาหยุดที่ห้อโถงซึ่งเป็นห้องรับแขกของบ้าน

“กลับ มาแล้วเหรอคะ คุณวิ” เสียงทักของหญิงสาวที่จู่ๆ ก็ดังมาจากมุกมมืดของห้องรับแขกทำให้ผสุหันไปเพ่งมอง ก็พบว่าคนที่ถามนั้นเป็นหญิงชรา อายุราวห้าสิบ แต่ยังดูกระฉับกระเฉงอยู่ รอยยิ้มอ่นโยนที่หญิงสูงวัยส่งมาให้ทำให้ผสุรู้สึกเหมือนได้พบญาติผู้ใหญ่

“ค่ะ ป้า”

“ป้านุช นี่คุณผสุค่ะ พอดีมีเหตุสุดวิสัยนิดหน่อย ค่ะป้า เขาเลยมาส่ง ส่วนนาย นี่คือ ป้านงนุช แม่บ้านของฉัน”

นงนุชมองหน้าชายหนุ่มที่กำลังยกมือไหว้เธออีกครั้ง แม้จะยังสงสัยอยู่ว่า เหตุสุดวิสัยที่หญิงสาวพูดถึงนั้นเป็นเหตุจากอะไร

“คุณวิอยากรับของว่างไหมคะ ถ้ารับป้าจะให้เด็กเอามาให้” แม่บ้านของวิชาดาถามอย่างรู้งานแต่วิชาดากลับโบกมือไปมา

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ป้า แทนที่จะเตรียมของว่าง สำหรับคนนี้เตรียมห้องนอนให้เขาดีกว่า”

“คะ?” นงนุชถามเสียงสูงอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เจ้านายสาวสั่ง ทำให้วิชาดาถอนหายใจแล้วพูดอย่างชัดเจนว่า

“วิไม่ได้พูดผิดหรอกค่ะป้า นายคนนี้เขาจะนอนที่นี่ คืนนี้”

“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับคุณป้า” ผสุตอบพลางส่วยิ้มให้หญิงสูงวัยที่ยังคงงงกับคำบอกเล่าของเจ้านาย

“ไม่ ต้องลำบากจัดห้องนอนให้ผมยาหรอกครับ ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ให้นอนโซฟาที่ห้องรับแขกนี้ก็ได้ครับ ขอแค่ผ้าห่มก็พอ เพราหมอนใช้หมออิงพวกนี้ก็ได้” ผสุรีบออกตัวทำให้วิชาดานึกหมั่นไส้ขึ้นมาทันที

“แหม กินง่ายอยู่ง่าย ใครกันที่บ่นว่าไม่อยากบริจาคเลือดให้ยุงอยู่หน้าบ้านฉันเมื่อกี้นี้ จนฉันต้องให้เข้ามานอนในบ้าน”

“ก็ ถ้าเลิกได้ผมก็ไม่อยากเป็ฯอาหารยุงนี่คุณ แต่ถ้ามันเลือกไม่ได้จริงๆ  ผมก็นอนนอกบ้านได้” ผสุแก้ตัวทำให้วิชาดามองหน้าชายหนุ่มด้วยสายตาหมั่นไส้ แล้วหันไปหาแม่บ้านของตัวเองแทนที่จะเถียงกับชายหนุ่มต่อ

“เขาว่างั้นแหละค่ะป้า งั้นก็ผ้าห่มมากองให้เขาตรงนี้แล้วกันค่ะ” สั่งเสร็จวิชาดาก็หาวออกมา

“นาย ตามสบายนะ ฉันไปนอนล่ะ” หญิงสาวพูดจบก็ตรงไปที่บันไดเพื่อเดินขึ้นห้องนอนตัวเองทันที ในขณะที่นงนุชเองก็ขอตัวไปหยิบผ้าห่มตามคำสั่งของวิชาดา ปล่อยให้ผสุมองไปรอบๆ ห้องรับแขกอยู่ครู่นึงก็กลับมาพร้อมผ้าห่มและหมอน

“หมอนอิงมันนอนไม่สบายหรอกค่ะ ป้าเลยเอาหมอนใบใหญ่มาให้ด้วย” แม่บ้านคนเก่งเอ่ยพลางส่งเครื่องนอนให้ผสุที่ยื่นมือออกมารับ

“คุณหนูวิของป้าเขากลับดึกอย่างนี้ทุกวันเหรอครับ” ผสุเอ่ยถามขึ้น

“ทำไมคุณถึงคิดว่าคุณวิเธอกลับดึกเป็นประจำล่ะคะ” นงนุชย้อนถาม

“ก็คุณป้ายังไม่นอนทั้งที่ดึกขนาดนี้ แถมพอเธอกลับมาบ้าน คุณป้าก็ไม่ได้ถามสักคำว่าทำไมถึงกลับดึก นั่นก็เป็นได้ว่าพราะเธอกลับดึกเป็นประจำจนไม่จำเป็นต้องถาม ไม่ใช่เหรอครับ”

นงนุชเงยหน้ามองผสุอีกครั้งแล้วยิ้มออกมาว่า

“คุณ เข้าใจผิดแล้วค่ะ คุณวิเธอไม่ใช่คนกลับบ้านดึกหรอกค่ะ ถ้าไม่ใช่วันที่ต้องไปงานเลี้ยง และที่ป้ายังไม่นอนก็เพราะป้านอนไม่หลับเองถ้าเธอยังกลับไม่ถึงบ้าน ส่วนที่ที่ป้าไม่ถามว่าเธอไปไหนมา ก็เพราะรู้ว่าเธอต้องมีธุระจริงๆ แน่ๆ ก็เท่านั้น”

“อ่อครับ” ผสุรับคำนิ่งกับคำอธิบายยืดยาวของแม่บ้าน ในขณะที่นงนุชก็ยังคงจ้องหน้าชายหนุ่มต่อทำให้ผสุอดถามขึ้นไม่ได้ว่า

“มองหน้าผมนี่ อยากถามอะไรหรือเปล่าครับ”

นงนุช ส่ายหน้าไปมาช้าๆ แล้วพูดว่า “คุณวิอาจจะชอบเที่ยวกลางคืนบ้าง แต่เรื่องกลับเช้าหรือว่าชวนผู้ชายมาค้งอ้างแรมที่บ้าน คุณวิเธอไม่เคยทำหรอกนะคะ เธอรู้ว่าอะไรควรไม่ควร”

“เอ่อ คุณป้านุชอย่าเพิ่งเข้าใจผิดครับ ผมไม่ได้ว่าคุณหนูขิงป้าในเชิงนั้น เพียงแต่อยากรู้ไลฟ์สไตล์ของเธอเท่านั้น เพราะผมคงต้องตามเฝ้าเธออีกหลายวัน จนกว่า....” ผสุเว้นวรรคและเหลือบมอบตานงนุชก่อนจะพูดต่อวา

“จนกว่าเธอจะบอกไม่ให้เฝ่านะครับ”

“ทำไมคุณถึงต้องมาตามเฝ้าคุณวิด้วยล่ะคะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ” นงนุชเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“จะ บอกว่าไม่มีเลย มันก็โกหกแล้วล่ะครับ แต่ผมคงพูดอะไรมากไม่ได้ ยังไงคุณป้ารอถามจากคุณหนูของป้าดีกว่า” ผสุตอบแบบคร่าวๆ เพราะไม่แน่ใจว่าแม่บ้าของคุณแม่มดวิชาดาคนนี้ รู้เรื่องของเจ้านายมากน้อยแค่ไหน

“แต่ เบื้องต้นผมว่าคุณป้าอย่ากังวลไปเลยนะครับ คุณหนูของป้าดูแลตัวเองได้แน่นอน แถมมีผมเป็นกำลังเสริมอีกคน  สองหัวก็ย่อมดีกว่าหัวเดียว ดังนั้นสบายใจเถอะครับ”

ป้างนงนุชมองสีหน้าสบายๆ ของผสุแล้วก็อดยิ้มตามรอยยิ้มของชายหนุ่มได้ไม่ยาก

“ถ้า คุณพูดอย่างนั้นป้าก็ค่อยโล่งใจหน่อย งั้นป้าไม่กวนแล้วนะคะ คืนนี้หลับให้สบายค่ะ” นงนุชเอ่ยพลางกลับหลังหันแล้วเดินหายไปจากห้องรับแขกทิ้งให้ผสุยืนนิ่งอยู่ จนแน่ใจว่าแม่บ้านของวิชาดาไปไกลพอที่จะไม่เห็นในสิ่งที่เขากำลํงจะทำ

ผสุเดินไปที่หน้าต่างห้องรับแขก มองออกไปที่ประตูรั้วของบ้าน ก่อนจะเดินกลับมาที่กลางห้องรับแขก แล้วก้มลงมองพื้นที่ยืนอยู่

ชาย หนุ่มย่อตัวลงพร้อมกับหยิบกระดาษยันต์สีขาวขึ้นมาพร้อมปากกาที่หากมองเผินๆ คนจะคิดว่ามันเป็แค่ปากการูปร่างประหลาดเหมือนที่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ชอบใช้ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคนอื่น แต่ความจริงแล้วมันคือปากกาประจำตระกูลหลี่ที่จะบรรจุหมึกผนึกวิญญาญที่เป็น ลิขสิทธ์เฉพาะคนสายเลือดหมอผีตรพกูลหลี่เท่านั้นที่จะใช้ได้

ผสุตวัดมือจนเกิดอักษรบนยันต์แล้ววางมันบนพื้นห้องรับแขก พลางวางมือทาบทับตัวยันต์นั้นแล้วเอ่ยว่า

“ใบ ที่หนึ่งแด่พ่อแม่ ใบที่สองแด่บรรพบุรุษ ใบที่สามหยุดที่ตัวเรา ใบที่สี่แด่ผู้โง่เขลา ภายใต้เงาแห่งยันต์นี้ ผู้มัวเมามิอาจเข้ามาเยื้องกาย”

วิ้ง วิ้ง แสงสว่างสีส้มอ่อนสว่างวาบออกมาจากยันต์ที่อยู่ใต้ฝ่ามือของผสุ ก่อนตีตัวออกเป็นวงกว้างกระจายตัวออกไปจนถึงกำแพงบ้านแล้วทะลุผ่านกำแพงออก ไป                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                          

ฟุบ!

ผสุยกมือขึ้นจากพื้นแล้วมองยันต์ที่เคยอยู่ใต้มือซึ่งตอนนี้ได้อันตทานหายไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างพอใจ

“เอาล่ะ เท่านี้คืนนี้ก็นอนหลับสบายแล้ว”

ชายหนุ่มบอกตัวเองแล้วเดินกลับไปที่โซฟายาว ขยับหมอนให้ชันขึ้นเล็กน้อยแล้วล้มตัวลงนอน ก่อนจะหลับไปในเวลาไม่นาน

ห่างออก ไปที่ชั้นบนของบ้าน ภายในห้องนอนของวิชาดา ร่างวิญญาณของแม่มดวิชยาค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่งของห้องอย่างใจจนมาหยุดที่ร่างของ หลานสาวที่กำลังหลับสนิท

มือเรียวสวยของวิชยาเอื้อมไปลูบศรีษะหลานสาวเบาๆ ราวกับกำลังปลอบโยน

“หลานรักของย่า วางใจเถอะ หนูจะปลอดภัยเสมอเมื่อยู่กับเขา”

“ค่ะ คุณย่า” วิชาดาพึมพัมตอบคล้ายกับกำลังละเมอทำให้วิชยายกมุมปากขึ้นแล้วค่อยๆ จางหายไปช้าๆ




++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เมื่อวานวีไม่ได้ลืมโพสนะคะ แต่ช่วงนี้วีเปลี่ยนใหม่
มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ต้องเรียนรู้ วีคิดว่ามันพอไหว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนคือ วีนั่งหลับทั้งๆ ที่ยังกำลังพิมพ์นิยายอยู่ T__T
พอรู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว แถมต้องไปทำงานก่อน ก็เลยไม่ได้โพสนิยายอีก
กว่าจะจะกลับมาหน้าจอคอม...ก็คือตอนนี้แหละค่ะ
ขอโทษคนที่รอนะคะ



ตัวอย่างตอนต่อไป

 

“ผู้ชายคนนี้เป็นแฟนวิชเหรอ” แองจี้เอียงหน้าถามพลางชี้หน้าผสุอย่างถือดี

“ใช่/ไม่ใช่” ผสุและวิชาดาตอบพร้อมกันทำให้หญิงสาวหันไปมองหน้าชายหนุ่มที่ตอบไม่เหมือนเธอแล้วก็รีบก้มหน้าลงพูดกับแองจี้ว่า

“ยังไม่ใช่แฟนจ้ะ เราแค่กำลังดูๆ กันอยู่” วิชาดาตอบ

“เหรอ ก็ดีแล้วล่ะที่เขาไม่ใช่แฟน เพราะเขาไม่เห็นจะหล่อเลย สู้แฟนคนก่อนของวิชก็ไม่ได้” แองจี้ตอบพลางปรายตามองผสุอย่างเหนือชั้นกว่า



เอาแล้วนายเผือก เจอนางฟ้าน้อยของเราขัดขวางเสียแล้ว
ไปทำอะไรให้แองจี้ไม่ชอบหน้ากันล่ะเนี่ย ^___^V


Post Comment

Statistic

Date posted: 3 years ago.
Date modified: 2 months ago.
Overall Viewed: 32,524 times
Monthly Viewed: 194 times
Rated: 0 times
Favorited: 1 times
Commented: 1 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.