Shaman's Love

1st Spell: iWitch - ตอนที่ 5 (100%)

สวัสดีค่ะทุกคน


พี่เผือกกับแม่มดทรงเสน่ห์มารายงานตัวแล้วค่ะ

มาดึกๆ แทบทุกวัน แถมคำผิดคำตกก็เยอะ

วีขอบคุณทุกคนมากค่ะ ที่ยังคงติดตามนักเขียนคนนี้

ปลื้มใจสุดๆ วีจะพยายามต่อไปนะคะ

 

รักคนอ่านเสมอ

veerandah

 

Facebook : Veerandah Suksasunee

Twitter: @veerandah

Line: veerandah

Instargram: veerandah

Email: veerandah@gmail.com

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตอนที่ 5

 

หลี่อี้เดินออกมาจากร้านและหยุดที่กลางถนนตรงทางสามแยก แววตาที่ผ่านโลกมานานปีเพ่งมองไปยังตรอกบ้านเช่าที่บานประตูปิดสนิท

ฟู่!

สาม ลมวูบหนึ่งพัดเข้าปะทะหน้าของชายชราแล้วผ่านเลยไป พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ร่างของเขาแบบชนิดไม่ยอมลด ความเร็วเลยทีเดียว

“วิ่ง หนีมาแบบไม่มีมาดมาเลยนะ ไอ้ลูกชาย” ชายชราพึมพัมพลางวาดมือเป็นวงกลมก่อนจะประกบกัน แล้วเมื่อชายชราแยกมือออกจากกันก็ปรากฎยันต์ที่เหลืองจำนวนหลายสิบใบค่อยๆ คลี่ตัวออกลักษณะคล้ายพัดจีน

“เตี่ย” เสียงตะโกนสุดเสียงของผสุดังตามลมมาพร้อมกับแสงไฟของรถมอเตอร์ไซร์ที่เริ่มมองเห็นชัดขึ้นอยู่อีกฟากของตรอก

“เอะอะโวยวายทำไมไอ้หนู” หลี่อี้เอ่ยแล้วตวัดนิ้วเป็นอักษรจีนเร็วๆ ก่อนที่อักษรนั้นก็ปรากฎขึ้นในยันต์ทุกใบพร้อมเพียงกัน

“มันตามผมมาเพียบเลย เตี่ย” ผสุตะโกนบอกขณะขับเข้ามาใกล้อีกจนเห็นพ่อตัวเองยืนอยู่กลางถนนเตรียมรับมือ

“เออ รู้แล้ว หลบไปให้คนแก่จัดการเถอะ” หลี่อี้เอ่ยทำให้ผสุเบี่ยงตัวรถหลบพ่อของเขาไปอย่างเนียนๆ แล้วหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน

เสียง ล้อมอเตอร์ไซร์เสียดสีกับถนนดังก้องไปทั่วบริเวณ จนวิชาดาอดคิดไม่ได้ว่าอีกเดี๋ยวคงมีชาวบ้านออกมาโวยวายเพราะมีแก๊งซิ่งมา แถวนี้แน่ๆ

“นี่คุณ นั่นพ่อคุณเหรอ” วิชาดาเอ่ยถามหลังจากผสุจอดรถไว้หน้าคาเฟ่แห่งหนึ่งอย่างปลอดภัยและเธอก็ได้กลับมายืนบนพื้นอย่างปลอดภัย

“ใช่ นั่นเตี่ยผมเอง” ผสุตอบขณะที่ถอดหมวกกันน็อคออก

“แล้วคุณจะปล่อยให้พ่อคุณไปสู้กับผีทั้งฝูงคนเดียวเนี่ยะ แมนมากเลยนะเนี่ย” วิชาดพูดพลางชี้มือไปที่ชายชรายืนอยู่แล้วหันมาดุชายหนุ่ม

“โธ่คุณ รอดูฝีมือเตี่ยผมก่อนเถอะแล้วค่อยมาด่าผม” ผสุค้านพลางนั่งลงที่เบาะของรถแล้วยอกมือขึ้นกอดอก

“แล้ว ถ้าเกิดเตี่ยคุณก็สู้ไม่ได้ พวกเราจะทำยังไงต่อล่ะ” วิชาดาหลุดปากออกมาทำให้ชายชราที่เงียบฟังคนหนุ่มสาวต่อปากค่อคำกัยตะโกนตอบ ว่า

“น้อยๆ หน่อย แม่หนู ถึงฉันจะแก่แต่ก็ยังไม่หมดน้ำยาหรอกนะ”

วิชา ดาอ้าปากค้างแล้วรีบหันไปพูดแก้ตัวกับชายชราว่า “หนูไม่ได้ตั้งใจว่าคุณลุงนะคะ แค่อยากจะพูดให้คนหนุ่มแถวนี้ออกแรงบ้างก็เท่านั้น”

“อ้าว ไหงคุณมาลงที่ผมล่ะ” ผสุโวยทำให้วิชาดาเขม่นตาดุใส่ผสุแล้วรีบหันกลับไปมองชายชราอีกครั้ง

กระแส พลังงานที่กำลังพุ่งมาตามตรอกทำให้บานประตูไม้และหลังคาของบ้านเช่าขยับตัว แรงขึ้นจนเหมือนกำลังจะมีพายุ ก่อนที่แสงไฟตามแนวตรอกจะเริ่มกะพริบถี่ๆ เมื่อกลุ่มหมอกสีดำทมึงเคลื่อนตัวเข้าตอรกมาก

“พวกมันมาแล้ว”

วิชา ดาเอ่ยพลางยกมือขึ้นกอดอกเพื่อบังคับให้ร่างกายไม่สั่น หญิงสาวก้มลงมองรอยแดงเป็นริ้วที่ข้อมือแล้วเงยหน้ามองสิ่งที่กำลังเกิดตรง หน้าเธออีกครั้ง นานหลายปีแล้วที่เธอไม่ได้รู้สึกกลัวจนจับใจแบบนี้ สายลมเริ่มกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผมของวิชาดาพัดปลิวไปด้านหลัง หญิงสาวต้องหลี่ตาลวเพราะแรงลม แต่ก็ไม่ยอมหลับตาเพราะไม่อยากคลาดสายตาจากท่านผู้เฒ่าที่กำลังจัดการกองทัพ ผีจำนวนมากด้วยตัวคนเดียว

หลี่ อี้จ้อมองกลุ่มหมอกควันสีดำที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อย่างไม่สะทกสะท้าน ในขณะที่ยันต์ที่ตัวเองเตรียมไว้ เริ่มเปล่งประกายและส่งสายพลังเป็นใยสีแดงเชื่อมต่อกันจนกลายร่างเป็นลักษณ์ คล้ายร่างแห ไม่มีเสียงหรือคาถาหลุดรอดออกมาจากปากของชายชรา เขาทำแค่เพียงยืนอยู่กับที่และรอคอยให้หมอกสีดำมุ่งตรงเข้ามาอย่างใจเย็น

ปัง!

กลุ่ม หมอกสีดำชนเข้ากับกำแพงกึ่งตาข่ายที่หลี่อี้สร้างขึ้นอย่างจัง แล้วกำแพงนั้นจะแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆทำให้เหล่าผีร้ายทะลุออกมาหยุดตรง หน้าชายชราเป็นแพ

“คุณ! แย่แล้ว” วิชาดาอุทานเสียงหลงพลางหันมาบอกผสุแต่ชายหนุ่มกลับยังคงนั่งนิ่งมองพ่อของตัวเองโดยไม่ไหวติง

หญิง สาวเลยรีบหันกลับไปมองชายชราอีกครั้ง ก็พบว่าแม้กำแพงที่ชายชราสร้างขึ้นจะถูกทำลายไปแต่เหล่าผีร้ายก็ไม่ได้ตรง เข้าทำร้ายชายชราทันที แต่พวกมันกลับชะงักนิ่งราวกับมีอะไรบางอย่างรั้งมันไว้ให้อยู่กับที่ ขณะที่ท่านผู้เฒ่าค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามผีแต่ละตนอย่างเชื่องช้าและใจเย็น

กึก! กึก! กึก!

เสียงรองเท้าของหลี่อี้ดังขึ้นเป็นจังหวะเนิบช้า จนวิชาดาแอบกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

คนอะไรจะใจกล้าขนาดนี้ สามารถเดินผ่านผีร้ายที่พร้อมจะตรงเข้าบีบคอตัวเองตลอดเวลาด้วยสีหน้าและท่าทางที่เยือกเย็นขนาดนี้ได้ยังไงกัน

“คุณ ไม่ต้องห่วงเตี่ยผมหรอก ถึงผมจะฝีมือไม่เข้าขั้นสร้างอาณาเขตได้ไม่แข็งแกร่งเท่าไร แต่ถ้าเป็นอาณาเขตของเตี่ยล่ะก็ ไม่มีทางที่ผีพวกนั้นจะออกฤทธิ์ออกเดชได้ต่อหรอก” ผสุเอ่ยขณะที่เดินมาซ้อนทับร่างของวิชาดาไว้ ทำให้หญิงสาวเหลียวหลังและใช้ศอกดันร่างหนาให้ห่างออกไป

“ใจเย็นน่าคุณ ผมกำลังช่วยคุณนะ” ผสุต้องรีบออกตัว

“ยัง ไง” วิชาดาย้อนถามแต่ชายหนุ่มยังไม่ทันตอบ ชายชราที่กำลังเดินทอดน่องอยู่ก็เดินผ่านกลุ่มผีทั้งหมดไปหยุดอยู่ด้านหลัง สุดของพวกมันพอดี พลางเอ่ยร่ายมนต์ด้วยน้ำเสียงเบาแต่กลับก้องกังวานว่า

“ใบ ที่หนึ่งแด่พ่อแม่ ใบที่สองแด่บรรพบุรษ ใบที่สามหยุดที่ตัวเรา ใบที่สี่แด่ผู้อมเศร้า ภายใต้เงาแห่งเมตตานี้ โปรดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปให้พ้นทาง”

เปรี๊ยง!

ภาพร่าง ของผีหลายสิบตนแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงพร้อมๆ กันในชั่วพริบตาไปต่อหน้าต่อตาวิชาดา ทำให้หญิงสาวผงะตัวไปด้านหลัง ไม่ใช่เพราะเธอตกใจ แต่เป็นเพราะพลังงานมหาศาลที่พุ่งออกมาทุกทิศทุกทางโดยมีชายชราเป็นศูนย์ กลาง นั้นเกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนทำให้เธอเซไป แต่สักพักแรงกดดันเหล่านั้นก็จางหายไปเพราะกำแพงอาณาเขตบางเบาที่ชายหนุ่ม สร้างขึ้นเพื่อโอบล้อมเธอกับเขาเอาไว้โดยที่เธอไม่รู้ตัว

“ก็ อย่างนี้แหละครับ พายุวิญญาณที่ถูกทำลายถ้าโดนมนุษย์ตรงๆ ก็อาจทำให้น็อคเหมือนคุณวิ่งชนกำแพงได้เลยรู้ไหม” ผสุพดอย่างกวนๆ ทำให้วิชาดาอดหันไปค้อนไม่ได้

ชิ ทำมาเป็นอวด แค่อาณาเขตกั้น ฉันก็ทำเป็นยะ ไม่ต้องมาโชว์แมนก็ได้ วิชาดาคิดในใจพลางหันกลับไปมองชายชราที่กำลังเดินกลับมากาคู่หนุ่มสาวด้วยสีหน้าปกติ

“คืนนี้อึกทึกครึกโครมมากเป็นพิเศษเลยะนะ ว่าไหม” หลี่อี้เอ่ย

“ก็พวกมันเล่นมาเป็นกองทัพ ไม่อึกทึกอย่างไงไหวล่ะครับเตี่ย” ผสุตอบบิดาแล้วหันมาสะกิดหญิงสาวให้เดินตามเขามา

“แค่ผีสิบกว่าตัว ไม่เรียกว่ากองทัพหรอก ไอ้เผือก แกมันก็พูดเกินจริงไป” หลี่อี้ดุลูกชายทำให้ผสุทำหน้าเหวอ

“เตี่ยไม่ลองให้มันวิ่งไล่ดูละครับ จะได้ว่า ไอ้สิบกว่าตัวเนี่ย เหมือนกองทัพแค่ไหน”

หลี่ อี้หันมาส่งสายตาดุใส่ลูกชายทำให้ผสุหน้าจ๋อยลงเล็กน้อยแต่ก็ทำทีเป็น่รง เริงกลบเกลื่อนทำให้หลี่อี้ส่ายหน้าอย่างระอาลุกชาย แล้วหันไปมองหน้าหญิงสาวที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างหลังผสุ

“เชิญเข้าไปนั่งในร้านก่อนสิ หนูวิ” ชราเอ่ยเชิญทำให้วิชาดาเบิกตากว้าง

“คุณ! รู้จักหนูเหรอคะ”

“นั่นสิเตี่ย เตี่ยรู้จัก ผู้หญิงคนนี้ด้วยเหรอ” ผสุถามแทรกขึ้น ทำให้หลี่อี้หันไปมงหน้าลูกชายอีกครั้ง

“ไปเตรียมน้ำชามารับแขกไป อาตี๋”

เมื่อโดนพ่อสั่งอย่างนั้น ผสุเลยคอตกแล้วเดินนำเข้าร้านไปก่อน

“ทำไมถึงรู้จักหนูล่ะคะ” วิชาดาภามพลางก้าวเข้ามาใกล้ชายชรา

“ต้องรู้สิ เพราะแม่หนูก็คือ แม่มดวิชาดา แม่มดเลิศรส คนปัจจุบัน ของพวกเรานี่นา” หลี่อี้ตอบทำให้วิชาดเบิกตากว้างอีกครั้ง

“อย่างบอกนะว่าคุณคือ...” วิชาดายังไม่ทันเอ่ยชื่อของชายชราออกมา หลี่อี้ก็หันหลังแล้วดันประตูร้านกาแฟให้เปิดกว้างออกพลางพูดว่า

“พวก เราหมอผีแห่งทิศตะวันออก รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้แม่มดเลิศรสได้มาเยือนโรงน้ำชาที่แสนต่ำ ต้อยแห่งนี้ หากไม่รังเกียจ เชิญเข้าไปจิบน้ำชาด้วยกันสักครู่ได้ไหม แม่หนู”

“ไม่มีทางรังเกียจแน่นอนค่ะ รู้สึกเป็นเกียรติเสียด้วยซ้ำค่ะที่ได้มาเยือนที่นี่ แบบไม่รู้ตัวเลย”

วิชา ดาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังแล้วเดินก้าวเข้าร้านกาแฟขณะที่หลี่อี้ยังคงยืน อยู่หน้าร้านต่อแล้วยกมือขึ้น กระดาษสีขาวซึ่งหากมองเผินๆ เหมือนเป็นแค่เศษกระดาษซึ่งติดอยู่ตามบานประตูห้องเช่าก็พลันมีแสงสว่างวาบ ขึ้นแล้วปลิวหลุดจากาบานประตูห้องแถวทุกห้อง แล้พุ่งตรงมายังมือของชายชราซึ่งรับมันไว้อย่างแม่นยำแล้วเพียงแค่หลี่อี้ พลิกข้อมือ กระดาษเหล่านั้นก็อันตาทานหายไปอย่างไร้ร่องรอย

+++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++
+++++++++
+++++
+++



วิชาดาทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะที่อยู่ติดหน้าต่างแล้งกวาดตามองไปรอบๆ ร้าน

“ร้านผมสวยใช่ไหมล่ะ” ผสุเริ่มบทสนทนาก่อน ขณะที่วางกาน้ำชาไว้ตรงหน้าเธอตามด้วยถ้วยชาจีน

“ก็แปลกดี ย่านนี้ย่านคนจีนไม่ใช่เหรอ มีร้านกาแฟสไตล์ฝรั่งแบบนี้ คนแถวนี้เขาไม่งงกันหรือไง”

“ก็ไม่เห็นเขาพูดว่าอะไรนะ ออกจะชอบกันทุกคน” ผสุเอ่ยติดตลกแล้วเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์

“ถ้าไม่ชอบชาจีน กาแฟสดก็มีนะคุณ ผมอุ่นเครื่องไว้แล้ว สั่งได้ ผมคิดราคาไม่แพง” ผสุบอกทำให้วิชาดาเบ้ปากอย่างหมั่นไส้

“นี่ฉันเป็นแขกของพ่อคุณนะ คุณยังคิดจะขายเครื่องดื่มฉันอีกเหรอ”

“อ้าวคุณ ของซื้อขอขายจะให้ฟรีได้ไง เตี่ยบอกจะเลี้ยงน้ำชาไม่ใช่กาแฟเสียหน่อย” ผสุเถียงทำให้หลี่อี้ต้องกระแอมเสียงดัง

“อย่าเสียมารยาทกับแขกสิ อาตี๋”

“ใช่ นายควรไปลงเรียนมารยาทของผู้ขายเพิ่มนะ นี่ไปลงเรียนที่โรงเรียนฉันไหม มีคลอสเปิดสอนด้วย ราคาไม่แพง เดี๋ยวฉันลดราคาพิเศษให้เลย” วิชาดาเอ่ยรับเป็นลูกคู่กับชายสูงวัยทำให้ผสุหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี เพราะชอบใจที่หญิงสาวโต้เขากลับได้ทันที

“นายขำเรื่องอะไรน่ะ”

“เปล่า แค่ขำที่เราเพิ่งรู้จักกันแท้ๆ แต่คุยเข้าคู่กันดีพิลึกเน๊าะ” ผสุเอ่ยพลางตักเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วเข้าเรื่องบด

นั่นสิ ทำไมนะ วิชาดาคิดตามคำพูดของชายหนุ่มพลางหันกลับมามองถ้วยชาจีนตรงหน้า

“จิบน้ำชาก่อนสิหนู” หลี่อี้เอ่ยหลังจากลดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามวิชาดา

“ขอบ คุณค่ะ” วิชาดารับคำแล้วเอื้อมมือไปดึงชาจีนแล้วก็ชะงักมือไว้เมื่อหลี่อี้ยื่นมือมา แตะข้อมือบริเวณที่เป็นรอยแดงซึ่งเกิดตอนที่เธอโดนผีจับ แล้วรอยแดงเหล่านั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

เสียงผิวปากของผสุดังขึ้นทันทีที่เห็นพ่อของตัวเองแสดงฝีมืออีกครั้ง ในขณะที่วิชาดายกข้อมือขึ้นมองใกล้ๆ อีกครั้ง

“รอย แดงที่เกิดจากแรงอาฆาตของผีชั้นต่ำ ถ้ากำจัดไม่ถูกวิธีมันจะกลายเป็นเหมือนเครื่องติดตามตัว ทำให้คราวหน้ามันจะตามตัวหนูง่ายขึ้น” หลี่อี้อธิบายทำให้วิชาดานิ่วหน้า

“เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไงคะ มันไม่น่าเป็นไปได้เลยที่พวกมันจะโดนตัวหนู” วิชาดาเอ่ยเหมือนหาคำปรึกษา

“โธ่คุณ ก็ผมบอกไปแล้วไงครับว่ามันเป็นไปได้ ถ้าผียังมีจริง อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ” ผสุตอบแทนบิดา

วิชาดาเลยหันมาหลี่ตามองชายหนุ่มที่กำลังยืนจิบกาแฟฝีมือตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะหันมาสบตาหลี่อี้แล้วพูดว่า

“นี่เขายังไม่รู้เรื่องของพวกเราใช่ไหมคะ” วิชาดาเอ่ยถามทำให้ชายชราพยักหน้า

“ใช่ ไม่รู้อะไรเลย”

“เฮ้ๆ เดี๋ยวนะ ทำไมสองคนถึงทำเป็นมีลับลมคมนัยกับผมล่ะ นี่มีอะไรที่ผมยังไม่รู้ใช่ไหม” ผสุรีบท้วงขึ้นมาพลางรีบเดินมาที่โต๊ะพร้อมลากเก้าอี้กมาตั้งที่หัวโต๊ะแล้ว นั่งลง แล้วมองหน้าพ่อและวิชาดาสลับกันอย่างกล่าวหา

“นี่ เตี่ย ผมก็ไม่ว่าหรอกนะถ้าเตี่ยจะมีกิ๊กบ้างอะไรบ้าง เพราะม๊าก็ตายไปหลายปีแล้วนะ แต่ถ้าเตี่ยจะมีน้องให้ผมเนี่ย อายุขนาดนี้ แสดงว่าเตี่ยมีเมียพร้อมกันสองคนใช่ไหม...”

โป๊ก!

“โอ๊ย เตี่ย ตีหัวผมทำไมเนี่ย” ผสุเอ่ยพลางยกมือขึ้นลูกหัวเบาๆ

“ก็ ปากเอ็งมันไม่ดีนี่ พูดอะไรมั่วซั่ว ข้ารู้จักกับแม่หนูคนนี้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมีกิ๊ก” หลี่อี้ดุลูกชายในขณะที่วิชาดาอ้าปากค้างที่ชายชราตบหัวลุกชายต่อหน้าเธอ แล้วก็หัวเราะออกมาในที่สุด

“เห็นคนอื่นเจ็บตัวนี่มีความสุขเหรอคุณ” ผสุหันมาหาเรื่องหญิงสาวต่อทำให้วิชาดาเชิดหน้า

“ก็สมควรโดนแล้วนี่นา ปากดันไม่ดีเอง”

“อ้าว ว่าได้เหรอ  ผมก็ต้องสันนิษฐานจากสิ่งที่เห็นสิ ” ผสุเถียงต่อ

“เดาสุ่มมากกว่า” หลี่อี้ดุลูกชายต่อแล้วลุกขึ้นยืน

“อ้าว จะไปไหนละเตี่ย เรื่องนี้ยังไม่เคียร์เลย ตกลงเตี่ยกับผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรกันแน่” ผสุโวยวายพลางลุกตามบิดา ในขณะที่วิชาดาก็ลุกขึ้นยืนด้วยเช่นกัน

“ก็ ถ้าอยากรู้ความจริงก็ตามมา เชิญหนูวิด้วยนะ ฉันมีอะไรจะให้” ชายชราเอ่ยพลางเดินนำไปยังประตูหลังร้านซึ่งผสุก็หลบให้หญิงสาวเดินตามพ่อ ตัวเองไปก่อน แล้ววิ่งไปกดปุ่มให้บานประตูเหล็กเลื่อนลงมาจนปิดสนิท จึงเดินตามบิดาแล้ววิชาดาเข้าไปหลังร้าน

ภาย นอกร้าน เมื่อประตูเหล็กปิดสนิท ร่างวิญญาณของมัทนาก็ปรากฎตัวขึ้น แววตาหวานเศร้าจ้องมองบานประตูเหล็กของร้านกาแฟที่ปิดสนิทด้วยความโล่งใจ ที่ในที่สุด ผู้หญิงหญิงที่เธอเป็นห่วงความปลอดภัยคนนั้น ก็ได้มาอยู่ในที่ที่ปลอดภัยเสียที

วิญญาณสาวหันไปมองตำแหน่งที่เป็นสมรภูมิการต่อสู้ระหว่างผีชั้นต่ำกับหมอผีระดับอาจารย์ด้วยสายตาแข็งกร้าว

“ถ้า พวกแกไม่ยอมเลิกทำเรื่องเลวๆ แบบนี้อีก พวกฉันจะเป็นคนจบมันให้เอง” มัทนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นแล้วร่างวิญญาณของมัทนาก็จางหายไปอย่างรวด เร็ว

 

ตั้งแต่ผสุจำความได้มีห้องหนืงในบ้านที่เขาจะไม่มีวันเฉียดเข้าไปใกล้ นั่นก็คือห้องใต้ดินของเตี่ย เพราะมันเป็นห้องที่เตี่ยใช้เก็บของรักของหวง ที่เตี่ยมักจะบอกเขาเสมอว่า

รอเตี่ยใกล้ตายก่อน แกถึงจะเข้าไปได้

แต่ วันนี้ เตี่ยของเขาก็ดูยังสุขภาพแข็งแรงดี แต่กลับพาเขาและผู้หญิงแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้มาหยุดอยู่ที่ห้องทั้งชีวิต เขายังไม่เคยแม้แต่จะได้เข้าไปทำไม

“นี่เตี่ยคงไม่ได้จะพาผมกับคุณหนูวิคนี้เข้าไปในห้องนี้หรอกใช่ไหม”

หลี่อี้หันกลับมามองหน้าลูกชายแล้วพูดด้วยเสียงเรียบว่า

“แล้วทำไม่ถึงจะไม่ได้ล่ะ”

“อ้าว ก็ไหนเตี่ยเคยบอกว่า รอให้เตี่ยไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ก่อนไง ผมถึงจะเข้าไปได้” ผสุสุดพูดติดตตลกทำให้วิชาดาอดยิ้มออกมาไม่ได้กับความอารมณ์ดีตลอดเวลาของ ผู้ชายคนนี้

“ความ จริงมันก็ควรเป็นอย่างนั้น แต่นี่เป็นเหตุฉุกเฉิน ดังนั้นตามเข้ามาอย่าพูดมาก” หลี่อี้พูดเสียงขรึมๆ ทำให้ผสุเลิกตีสีหน้ากวนแล้วตั้งใจฟังพ่อตัวเองมากขึ้น

“หนูวิ รู้จักสัญลักษณ์นี้ไหม” หลี่อี้ถามวิชาดาพลางชี้ไปที่รูปดาวหกแฉกที่อยู่ที่บานประตู

“รู้จักค่ะ” วิชาดารับคำ

“ผมก็รู้ รูปดาวหกแฉกไง ไม่เห็นยากเลยเตี่ย” ผสุตอบแทนทำให้วิชาดาหันมามองหน้าชายหนุ่มที่ไม่รู้อะไรเลยก็ยังทำเป็นรู้ดี

“ก็ เพราะมันไม่ใช่รูปดาวหกแฉกธรรมดาน่ะสิ นายไม่เห็นเหรอว่าตรงปลายแฉกมันมีตัวหนังสือกำกับอยู่น่ะ” วิชาดาเอ่ยพลางชี้ไปยังตัวอักษรรูปร่างประหลาดตัวเล็กๆ ซึ่งอยู่ที่ปลายแต่ละแฉกของดาว

“แล้วมันพิเศษยังไงเหรอ” ผสุถามอย่างกวนๆ

“พิเศษสิ เพราะมันคือสัญลักษณ์ของดับเบิ้ล ไทรแองเกิล หนึ่งในสัญลักาษณ์ของสมาคมผู้ติดต่อวิญญาณที่เก่าแก่ที่สุดในโลก”

“ดับเบิ้ล ไทรแองเกิล? เก่าแก่ที่สุด?” ผสุทวนคำพูดของหญิงสาวทำให้วิชาดาจึงรีบพยักหน้ารับ

“ใช่ นายมองดูดีๆ สิ ดาวหกแฉกนี้ ถ้ามองแยกกัน มันจะได้สามเหลี่ยมสองรูปที่กลับหัวแล้วซ้อนทับกันอยู่ มันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงตัวแทนหกผู้ติดต่อวิญญาณที่เก่งที่สุดในโลก”

ผสุเบิกตากว้างแล้วหันไปวสบจากับพ่อของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

“ล้อเล่นหรือเปล่าเตี่ย เก่งที่สุดในโลกเลยเหรอ”

หลี่อี้ยังไม่ตอบทันทีแต่เอื้อมมือไปกลางของดาวหกแฉกและลากตัวอักษรจีนที่ผสุ รู้จักดี เพราะมันคือตัวอักษรแรกในชีวิตที่เขาต้องหัดเขียนให้เป็น ตัวอักษรประจำตระกูล

หลี่

แอ๊ด เสียงบานประตูค่อยๆ เปิดตัวเองอย่างช้าๆ แล้วห้องที่มืดมิดจู่ๆ ก็สว่างขึ้นด้วยตัวเอง ทำให้ผสุมองเห็นหมู่ป้ายวิญญาณของบรรพบุรษของตระกูลหลี่หลายสิบรุ่นที่ตั้ง เรียงรายอยู่

“ดับเบิ้ล ไทรแองเกิล คือผู้ที่ปฎิญาณตนว่าจะเป็นผู้รักษาสมดุลของทั้งสองโลก เรามีหน้าที่ที่ต้องช่วยส่งวิญญาณที่หลงอยู่ในวังวนที่ไม่จบสิ้นนี้ ให้หลุดพ้นไปสู่ภพภูมิที่สมควร มันคือภารกิจชั่วชีวิตของพวกเราทั้งหกคน และแน่นอนว่ารวมไปถึงลูกหลานของพวกเราด้วย”


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เป็นเรื่องแล้วล่ะค่ะ ทำยังไงล่ะทีนี
เฮียเผือกของเรายิ่งไม่ค่อยเอาถ่านเสียด้วย จะไหวไหมเนี่ย 5555



ตัวอย่างตอนต่อไป

“แล้วคุณล่ะ ทำไมถึงรู้เรื่องนี้ รู้ก่อนผมเสียอีก”

วิชาอ้าปากค้างแล้วมองหน้าผู้ชายที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนอารมณ์เป็นเด็กขี้น้อยใจเสียอย่างนั้น

“ก็คงเพราะย่าฉันไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ก่อนพ่อคุณมั้ง ฉันเลยรู้ก่อน”


แบบว่าคู่นี้ เป็นอีกคู่ที่วีเขียนไปด้วย หัวเราะด้วย
เหมือนคู่ป๋าดลกับไอ้พิมพ์ไม่มีผิดเลยค่ะ 5555


Post Comment

Statistic

Date posted: 3 years ago.
Date modified: 2 months ago.
Overall Viewed: 32,524 times
Monthly Viewed: 194 times
Rated: 0 times
Favorited: 1 times
Commented: 1 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.