Shaman's Love

1st Spell: iWitch - ตอนที่ 4 (100%)

สวัสดีค่ะทุกคน

 

วีขอโทษจริงๆ นะคะ ที่มาแบบข้ามวันแบบนี้

พอดีช่วงนี้เป็นติ่งรายการร้องเพลง เดอะ สตาร์ 555

มัวแต่ดูเลยลืมมาอัพตอนใหม่ แงๆ อย่าโกรธกันนะคะ

 

สำหรับตอนนี้ พ่อพระเอกหมอผีเผือก ผสุ ของเราจะได้เจอกับ

แม่มดวิชาดาแล้วค่ะ ติดตามกันแบบหายใจรดต้นคอได้เลยค่ะ

 

รักคนอ่านเสมอ

veerandah

 

Facebook : Veerandah Suksasunee

Twitter: @veerandah

Line: veerandah

Instargram: veerandah

Email: veerandah@gmail.com

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ตอนที่ 4

 

กว่าวิชาดาจะออกจากห้างสรรพสินค้าก็ปาเข้าไปเกือบเวลาห้างปิดแล้ว เสียงส้นรองเท้าส้นสูงที่กระทบกับพื้นดังก้องไปทั่วลานจอดรถที่เกือบจะร้างไร้ผู้คน

ปิ๊ด! ปิ๊ด!

 

เสียง สัญญาณปลดล็อกรถสปอร์ตคันหรูของวิชาดาดังขึ้นทันทีที่เธอเดินมาถึงรถ หญิงสาวเลือกเปิดประตูฝั่งข้างคนขับเพื่อวางถุงข้าวของที่เธอหอบหิ้วไว้จน เต็มทั้งสองมือไว้ที่เบา ก่อนจะเดินอ้อมหน้ารถมาเพื่อมายังฝั่งคนขับ แต่เธอก็ต้องชะงักเท้าไว้เพราะมีสายลมรุนแรงที่จู่ๆ ก็ก่อตัวขึ้นโดยผิดธรรมชาติ

“อะไรกันน่ะ”

วิชา ดาอุทานพลางยกมือขึ้นจับผมยาวสลวยเพื่อไม่ให้ลมพัดตีกันจนยุ่ง แล้วรีบหันหลังเพื่อไปยังทิศที่ลมก่อตัวขึ้นแล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้างเพราะ เบื้องหลังของเธอปรากฎร่างวิญญาณชายฉกรรจ์จำนวนสามตนยืนจังก้าห่างออกไปไม่ ถึงก้าว แต่ยังไม่ทันที่สิชาดาจะตั้งตัว วิญญาณทั้งสามตรงเข้าบีบคอเธอพร้อมๆ กัน

“กริ๊ด!” วิชาดาหวีดร้องทันทีด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันที่มือของเหล่าผีร้ายจะแตะถูกตัวของงวิชาดา แสงสว่างก็เปล่งออกมาจากตัวของเธอทำให้ผีทั้งสามตัวก็กระเด็นถอยห่างออกไป ทันที

“พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร” วิชาดาตะโกนถามแต่พี่ร้ายก็ไม่ยอมตอบแต่พยายามพุ่งเข้ามาหาเธออีกครั้ง

“ห้ามแตะต้องตัวฉันนะ ฉันไม่อนุญาต” วิชาดาเอ่ยสั่งทำให้ผีทั้งสามตนถูกพลังบางอย่างกันให้เด้งตัวออกไปอีกครั้ง

“ถ้า จะมาขอส่วนบุญทำไมไม่มาดีๆ ฉันยินดีให้ มาขู่ให้กลัวแบบนี้ ฉันไม่กลัวหรอกนะ” วิชาดาร้องเอ่ยพลางยกมือขึ้นจับคอตัวเอง แม้จะมั่นใจว่าตัวเองปลอดภัยแต่ก็อดรู้สึกเสียวสันหลังไม่ได้

ไม่ ค่อยได้ใช้วิชากั้นอาณาเขตนานแล้ว ดีที่วิชาไม่ฝืด ถ้าโดนผีกระจอดทำร้าย สงสัยคุณย่าคงลุกมาจากหลุม สั่งให้นั่งคัดคาถาหมื่นรอบแน่ๆ

วิชา ดาคิดพลางค่อยๆ ยกมือขี้นพนมเพื่อจะอุทิศส่วนกุศลให้กับผีทั้งสามตน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะอธิษฐานอุทิศส่วนกุศล ผีทั้งสามตนนั้นก็พุ่งเข้าหาเธออีกครั้งราวกับไม่กลัวว่าจะชนกับอาณาเขตที่ เธอสร้างขึ้น

“ออกไปนะ ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของพวกแก”

วิชา ดาออกคำสั่งอีกครั้งทั้งที่ยังพนมมือไว้ แต่สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ก็เกิดขึ้นเมื่อผีสองตนผ่านกำแพงอาณาเขตของเธอมา และตรงเข้าจับข้อมือของเธอตนละข้าง แล้วแยกมือเธอออกจากกันตรึงเธอไม่ให้สามารถขยับหนีได้

วิชาดาเปิกตากว้างด้วยความตกใจแล้วร้องเสียงหลงเมื่อผีตนที่สามตรงเข้าบีบคอเธอ

“อย่านะ!” วิชาดาร้องสุดเสียงแต่เสียงของเธอก็ขาดหายไปทันทีเพราะแรงบีบจากมือหนาของผี ตนที่สาม และความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกมาจุกอยู่ลำคอ แววตาหวานสบเข้ากับดวงตาไร้ชีวิตของผีตรงหน้า มันทำให้เธอแน่ใจว่า ผีตรงหน้าตั้งใจจะฆ่าเธอ

ไม่นะ ฉันยังไม่อยากตาย วิชาดาร้องบอกตัวเองในใจและพยายามขัดขืน แต่ดูเหมือนพละกำลังของเธอกลับมลายหายไปจนหมดชิ้น

“ชะ...ดะ....” วิชาดาเอ่ยกระท่อนกระแท่นพลางหลับตาแน่นเพื่อความหวังว่าจะมีใครมาช่วย

คุณย่าช่วยวิด้วย วิชาดาร้องตะโกนในใจและพยายามพูดออกเสียงออกมาแต่ก็ทำไม่สำเร็จ และในชั่ววินาทีที่เธอเกือบหมดสติ เสียงของทุ้มของใครบางก็ดังขึ้น

“ใบที่หนึ่งแด่พ่อแม่ ใบที่สองแด่บรรพบุรุษ ใบที่สามหยุดที่ตัวเรา ใบที่สี่แด่ผู้โง่เขลา สะกดเจ้าไว้ใต้ยันต์นี้”

อ๊าก! กึก!

เสียง ร้องโหยหวนของผีร้ายทั้งสามตันดังก้องอยู่ข้างหูของวิชาดาก่อนจะจางหายไป อย่างไร้ร่องรอยพร้อมๆ กับแรงบีบที่คอและข้อมือทั้งสองของเธอ

วิชา ดาหมดแรงแล้วค่อยๆ ทรุดตัวลงกองกับพื้นเพราะขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน หญิงสาวพยายามสูดเอาอากาศเข้าปอดอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้เธอจะยังไม่ลืมตาในทันทีแต่หูของเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่ กำลังก้าวเข้ามาใกล้ๆ เธอ

ใครกันน่ะ?

วิชา ดาคิดและค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองหาคนที่อยู่ตรงหน้าเธอ แต่ตาของเธอก็ยังพร่าเลือนทำให้เห็นภาพคนตรงหน้าไม่ชัด เธอจึงต้องกะพริบตาถี่ๆ หลายครั้ง กว่าจะได้เห็นว่าคนที่มาช่วยชีวิตเธอคือ ผู้ชายแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีขาวกับเสื้อเชิ้ตลายตารางหมากรุกกับกางเกงยีนส์ สีเก่าซีด

วิชา ดาเอียงหน้าเพื่อจะได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มชัดๆ แต่เพราะเขามัวแต่พึมพัมอะไรบางอย่างกับกระดาษสีเหลืองซึ่งถูกเขียนด้วย อักษรสีแดงคล้ายๆ อักษรภาษาจีน ลักษณะคล้ายยันต์กันผีที่แปะอยู่ตามบ้านเรือน ซึ่งกำลังลอยอยู่ตรงหน้าเธอ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย” วิชาดาพูดคำแรกออกมาพลางก้มมองข้อมือของตัวเองซึ่งมีรอยแดงปรากฎขึ้นเป็นริ้วๆ รอบข้อมืออย่างเห็นได้ชัด

หลัก ฐานยืนยันชัดขนาดนี้จะให้พูดปลอบใจตัวเองว่า มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาก็คงเป็นการโกหกที่แย่จนเกินไป แถมหัวใจที่เต้นโครมครมในอกนี้อีกละ เธอกำลังตกใจและรูสึกหวาดกลัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี และไม่ใช่ตกใจเพราะเห็นผีหรือสิ่งเหนือธรรมชาติด้วย

แต่ เป็นความรู้สึกหวาดกลัว ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของวิชาดา ที่ผีสามารถทำอันตรายเธอได้ มันไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ใช่สิ ต้องพูดว่า มันแทบเป็นไปไม่ได้ต่างหาก ที่เธอจะถูกผีทำร้าย

เธอเป็นใคร? แม่มดวิชาดาเชียวนะ! ถึงคนอื่นจะไม่เข้าใจความหมายของฉายานี้ แต่ตัวเธอเอง เข้าใจถึงพลังอำนาจที่เธอมีเป็นอย่างดี นับตั้งแต่วันที่เธอรู้ว่า เธอเป็นใครนั่นแหละ

“เรื่อง แบบนี้ไม่มีวันเป็นไปได้ ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้กับฉันได้นะ” วิชาดาพูดออกมาอย่างเหลืออด ขณะยกมือขึ้นลูบคอที่ยังคงเจ็บอีกครั้ง

“แต่ มันก็เป็นไปแล้วละคุณ จะให้ทำยังไงได้ ผมยังตกใจเลยตอนเห็นพวกเขาครั้งแรกน่ะ” เสียงทุ้มดังขึ้นเหมือนปลอบใจ ทำให้วิชาดาแหงนหน้าขึ้นมองก็พบมือของคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ กำลังยื่นออกมาเพื่อหวังจะช่วยเธอลุงขึ้น แต่เพราะเขายื่นออกมาอย่างทื่อๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้วิชาดาสะดุ้งตกใจ

“โอ๊ะ ขอโทษที่ทำให้ตกใจครับ แต่ไม่ต้องกลัวหรอกนะครับ ผมเป็นคนแน่ๆ ไม่ใช่ผี” ชายหนุ่มมาดเซอร์ที่เธอยังเห็นหน้าไม่ชัดเอ่ยแบบติดตลกทำให้วิชาดานึกไม่ชอบ ใจที่ต้องให้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มาพูดปลอบใจเหมือนเธอเป็นผู้หญิงใจเสาะจิต อ่อน

บ้าจจริง ฉันรู้หรอกน่าว่าคุณเป็นคน

วิชา ดาคิดพลางก้มหน้าซ่อนควาไม่พอใจเอาไว้ ทำให้เหลือบไปเห็นว่า อัศวินขี่ม้าขาวตรงหน้ากำลังยืนเหยียบกระเป๋าราคาเรือนแสนสุดที่รักของเธอ อยู่

“กรี๊ด! เอาเท้าออกไปนะ คนบ้า!” วิชาดากรีดร้องแล้วผลักหน้าขาชายหนุ่มอย่างแรงจนชายหนุ่มเซจนล้มลงไปนั่งกับ พื้นและมองที่วิชาดาคว้ากระเป๋ามากอดอย่างทนุถนอมด้วยสายตากึ่งตกใจกึ่งขำ

 “โอ๊ย! คุณ ผมเจ็บนะ มาผลักผมทำไม นี่ผมเป็นคนมาช่วยคุณนะ” เสียงทุ้มเอ่ยแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

 “ก็...คุณ กำลังเหยียบกระเป๋าสุดที่รักของฉันอยู่นี่นา ฉันก็เลย...ลืมตัวไปน่ะ ขอโทษนะ แต่กระเป๋านี่ราคาเหยียบแสนนะคุณ เข้าใจความรู้สึกฉันด้วย” วิชาดาแก้ตัวแกนๆ แล้วค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้น

“เอ่อ คุณเป็นใครน่ะ แล้วคุณก็เห็นผีเหมือนกันใช่ไหม ถึงมาช่วยฉันได้” วิชาดารีบเปลี่ยนเรื่องคุยพลางมองไปรอบๆ อย่างไม่ไว้ใจ นาทีนี้เธอไม่มั่นใจอะไรทั้งนั้น จนกว่าเธอจะกลับถึงบ้านและนั่งคิดหาสาเหตุว่าทำไมผีพวกนั้นถึงสามารถทำร้าย เธอได้

“แน่ นอนครับ ผมเห็น และดีใจที่คุณเห็นพวกเขาด้วยเหมือนกัน เราจะได้อธิบายกันง่ายหน่อย” ชายหนุ่มเงยหน้าพูดอย่างโล่งอกทำให้วิชาดาเบิกตากว้างแล้วเอ่ยอย่างแค้นใจ ว่า

“แน่ นอน ฉันก็ต้องเห็นพวกมันสิยะ มันมาบีบคอฉันนะ ไม่ได้มาใบ้หวยถึงจะแค่เข้าฝันและจากไปพร้อมลาภก่อนโต” วิชาดาแทบจะตะโกนทำให้ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเพราะขำสีหน้าของหญิงสาวตรงหน้า

เวลาเห็นผู้หญิงสวยๆ สติแตกก็น่ารักไปอีกแบบแฮะ เอ๊ะ หรือว่าเราโรคจิตหว่า

“ขำ อะไรยะ นายไม่เป็นฉัน นายไม่รู้หรอก ฉันเกือบขาดอากาศหายใจตายรู้ไหม” วิชาดาพูดตำหนิด้วยอารมณ์เมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้ายืนอมยิ้มในขณะที่เธอยัง ไม่หายตกใจ

“ครับๆ ขอโทษด้วย แต่เพราะผมรู้ว่าคุณเกือบตาย ผมถึงรีบมาช่วยคุณนี่ไง แต่คุณสิ ดันมาผลักผมจนล้มเสียนี่”

จากที่วิชาดาเขม่นชายหนุ่มเพราะโมโหที่เขาหัวเราะเยาะก็กลายเป็นยิ้มแห้งทันที แต่ก็ยังคงรักษามาดดุเอาไว้เพราะกลัวเสียฟอร์ม

 “เอ่อ เอาเถอะน่า เอาเป็นว่า ฉัน...ขอบคุณ คุณมากกว่าแล้วกัน แล้วตกลงคุณเป็นใครกัน ทำไมถึงมาช่วยฉันล่ะ”

วิชา ดาถามขณะที่ชายหนุ่มไม่ได้สนใจสิ่งที่เธอถาม เพราะมัวแต่หันกลับพึมพำบางอย่างกับยันต์สีเหลืองทั้งสามใบที่ยังคงลอยนิ่ง อยู่ที่เดิม หลังจากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปรวบยันต์ทั้งสามใบเอามาเก็บไว้ในกระเป๋า แล้วหันมาตอบคำถามกับวิชาดาแบบรวดเดียวจบว่า

 “ผม ชื่อ ผสุ ครับ คุณไม่รู้จักผม ส่วนผมก็ไม่รู้จักคุณเช่นกัน เราสองไม่เคยพบกันมาก่อน แต่ว่า..หลังจากนี้อีกสักพัก เราควรต้องสนิทกันเข้าไว้...แล้วสุดท้าย คุณถามผมว่าผมเป็นใครใช่ไหม เรื่องนั้นเราคงต้องอธิบายกันอีกยาว ดังนั้นในเบื้องต้นผมอยากให้คุณรู้ว่า คุณกำลังตกอยู่ในอันตราย ดังนั้น ช่วยอยูใกล้ๆ ผมไว้ เป็นดีที่สุดครับ”


++++++++++++++++++++++
+++++++++++++
+++++++++
+++
+

เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!

เสียง โถกระเบื้องสีขาวรูปร่างคล้ายไหแตกพร้อมๆ กันหลายครั้งพร้อมกับเสียงตวาดของชายซึ่งสวมชุดดำสนิทที่กำลังยืนพนมมือ เบื้องหลังแท่นพิธีซึ่งเป็นที่วางของโถทั้งสามใบ

“ใครมันบังอาจมาจับลูกน้องของข้าวะ”

“เกิด อะไรขึ้นครับ ท่านอาจารย์” เสียงลูกศิษย์ซึ่งเป็นชายร่างผอมกะหร่องขยับตัวถามอาจารย์ด้วยความอยากรู้ อยากเห็น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นอาจารย์ของเขาทำงานพลาด

“มีคนมาขวางทางพวกเรา”

“ใคร กันครับ บังอาจมาขวางท่านอาจารย์” ศิษย์อีกคนซึ่งเป็นชายร่างอ้วนตรงกันข้ามกับศิษย์คนแรกถามขึ้นบ้าง ทำให้ชายชุดดำหันมาจ้องลูกศิษย์ด้วยสายตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ

“ไม่รู้! แต่ที่รู้ มันไม่ควรได้อยู่รอดไปมองพระอาทิตย์พรุ่งนี้เช้า”

“อาจารย์จะทำอะไรครับ” ศิษย์ร่างผอมถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนหวานกลัว

“ก็ จะสั่งสอนได้เด็กเมื่อวานซืนที่คิดมาลองวิชากับข้าน่ะสิ” ชายชุดดำเอ่ยพลางหันกลับไปที่แท่นพิธีแล้วประกบมือหากันอีกครั้งและทำปากพึม พัมบทสวดบางอย่าง จากนั้นปรากฎเหล่าผีขึ้นจำนวนหลายสิบตนขึ้นตรงหน้าแท่นพิธี

ชายชราจึงเอื้อมมือไปกำเศษผงที่กองอยู่ในซากของไหที่แตกขึ้นมาใกล้ปากแล้วสาดผงเหล่านั้นออกไปแล้วสั่งว่า

“ตามกระดูกเพื่อนพวกแกไป ถ้าเจอใครที่มีกักวิญญาณพวกมันไว้ ให้ฆ่าได้เลย”

เหล่าผีทั้งหมดพยักหน้าพร้อมกันแล้วหายตัวกลายเป็นกลุ่มหมอกสีดำจางเคลื่อนตัวไปยังทิศที่ผงกระดูกซึ่งถูกสาดออกไปมุ่งไปก่อนหน้า

“อาจารย์! แล้วผู้หญิงล่ะครับ” เสียงลูกศิษย์ร่างอ้วนเอ่ยท้วงก่อนทำให้ชายชุดดำหันมาส่งยิ้มเหี้ยมกับลูกศาย์แล้วตอบว่า

“ก็เราไม่ได้อยากได้ร่างที่มีชีวิตของนังผู้หญิงตั้งแต่ต้นแล้วนี่ จะมาแบบมีชีวิตหรือตายแล้วก็ได้ทั้งนั้นแหละ”

 

”...ในเบื้องต้นผมอยากให้คุณรู้ว่า คุณกำลังตกอยู่ในอันตราย ดังนั้น ช่วยอยูใกล้ๆ ผมไว้ เป็นดีที่สุดครับ”

“คุณ ว่าอะไรนะ” วิชาดาอุทานออกมาแล้วมองหน้าผู้ชายที่กำลังมองเธอด้วยสีหน้าจริงจังแบบ อมยิ้มหน่อยๆ โดยมีรถสปอร์ตคันหรูของเธอเป็นฉากหลัง

อะไรของผู้ชายคนนี้เนี่ย ถ้าคิดจะใช้มุกนี้จีบเรา ก็ใช้มุกโบรานไปป๊ะ

“ก็อย่างที่ผมพูดไปนั่นแหละ ว่าเราคงต้องอธิบายกันยาว แต่ก่อนอื่นเลยเราควรไปหาที่ที่ปลอดภัยคุยกันให้ได้ก่อน”

“บ้าเหรอคุณ ฉันไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้นแหละ ฉันจะกลับบ้าน”

“โอ เค ไปบ้านคุณก็ได้ เพราะแค่มีผมอยู่ด้วยคุณก็ปลอดภัยอยู่แล้ว” ผสุเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังและมั่นใจที่สุดทำให้วิชาดาขวดคิ้วมากกว่าเดิม

นี่เขาพูดบ้าอะไร ถ้าบ้านฉันจะปลอดภัยมันก็เพราะเป็นบ้านของฉัน ของแม่มดวิชาดาคนนี้ ไม่ใช่ปลอดภัยเพราะมีเขาอยู่ด้วยเสียหน่อย

แต่ ยังไม่ทันที่วิชาดาจะแสดงความแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้ชายตรงหน้า เธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อหลอดไฟในลานจอดรถกระพริบติดๆ กับๆ พร้อมๆ กัน

หญิงสาวมองไปรอบๆ ตัวอย่างหวาดระแวง ในหัวก็พยายามนึกหามนต์คาถาที่จะทำให้พ้นไปจากจุดวิกฤตนี้ แต่ปากก็อดถามคนข้างๆ ไม่ได้ว่า

“คุณ เกิดอะไรขึ้นนะ”

“รู้สึกว่าเจ้านายของผีสามตัวเมื่อกี้ คงจะมาตามขอลูกน้องของมันคืนนะ”

“อะไรนะ!

“และว่าเราคงต้องคิดถึงสิ่งที่แย่กว่านั้นไว้ด้วย” ผสุหันมาพูดกับวิชาดาที่กำลังเบิกตาฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างตั้งใจ

“มี สิ่งที่แย่กว่านี้อีกเหรอ แล้วอะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดในความคิดของคุณ คุณผสุ” วิชาดาถามเร็วๆ เพราะเริ่มสัมผัสถึงพลังงานที่รุนแรงซึ่งกำลังพุ่งตรงมาทางทิศที่เธอกับเขา กำลังยืนอยู่

“ก็...บางทีพวกมันอาจไม่ได้แค่มาตามเพื่อน แต่จะมาพาพวกเราไปหาเจ้านายมันแทนไงครับคุณผู้หญิง” ผสุตอบ

“แถม คราวนี้มาเป็นกองทัพเลย ผมคนเดียวอาจจะเอามันไม่อยู่” ผสุพูดพลางเดินหน้าไปสามก้าวแล้วย่อตัวลงพลางล้วงเอากระดาษสีขาวขนาดเท่าที่ คั่นหนังสือออกมาพร้อมกับหยิบปากการูปร่างประหลาดขึ้นมา จากนั้นก็เขียนบางอย่างลงไป

ขณะ ที่วิชาดาเบิกตามองกลุ่มหมอกสีดำซึ่งกำลังพุ่งตัวใกล้เข้ามา ทุกครั้งที่มันผ่านหลอดไฟของลานจอดรถ หลอดไฟดวงนั้นก็ดับไล่หลังมาทันที หญิงสาวมองมันแล้วหันมามองชายหนุ่มเลยเริ่มพูดว่า

“คุณ! จะ มาเขียนจดหมายสั่งเสียอะไรตอนนี้ พวกมันมาแล้วนะ” วิชาดาร้องบอกผสุ ในขณะที่ชายหนุ่มยังคงใจเย็นแล้วเอ่ยคำพูดที่คล้ายๆ กับที่เธอได้ยินตอนที่เขาช่วยเธอครั้งแรก

“ใบที่หนึ่งแด่พ่อแม่ ใบที่สองแด่บรรพบุรุษ ใบที่สามหยุดที่ตัวเรา ใบที่สี่แด่ผู้โง่เขลา จองจำเจ้าไว้ภายใต้อาณาเขตนี้”

ปัง!

เสียง ของกลุ่มหมอกดำชนเข้ากับกำแพงสีขาวโปร่งแสงที่ผสุสร้างขึ้นได้แบบฉิวเฉียด และกลายร่างเหมือนกรงแก้วโอบล้อมกลุ่มควันสีดำนั้นไว้อย่างรวดเร็ว

“ไปเร็วคุณ เราต้องหนีก่อนยันต์จะหมดฤทธิ์” ชายหนุ่มเอ่ยพลางคว้าแขนวิชาดาแล้วออกวิ่ง

“อะไรนะ” วิชาดาร้องอย่างตกใจแต่ก็ยอมถูกชายหนุ่มลากไปอย่างทุลักทุเล

“คุณทำไมเราไม่ขึ้นรถแล้วขับออกไปล่ะ” วิชาดาตะโกนถามขณะพยายามวิ่งตามชายหนุ่มอย่างยากลำบากเพราะใส่รองเท้าส้นสูง

“ไม่ ได้หรอก เพราะกว่าเราจะขับออกจากอาคารได้มันก็ช้าเกินไป พวกมันจะทำให้รถคว่ำแล้วพวกเราก็เสร็จมันน่ะสิ” ผสุร้องตอบขณะที่ตวัดมือออกไปปรากฏเป็นกระบี่ยาวประมาณสามฟุต แล้วฟาดผีร้ายที่หลุดรอด ไม่ถูกจองจำจากอาณาเขตที่ชายหนุ่มสร้างไว้ ร่างผีนั้นแหลกสลายเป็นฝุ่นผงทันที่โดนฟัน

“แล้ว เราจะหนียังไงถ้าไม่มีรถ วิ่งไปแบบนี้ไม่ช้ากว่าเหรอ” วิชาดาร้องบอกพลางหันหลังกลับไปมอง กลุ่มผีร้ายที่กำลังพยายามพุ่งเข้าชนอาณาเขตเพื่อจะตามพวกเธอมา

“ก็อย่างนี้ไง”

ผสุร้องตอบพลางตวัดมือเก็บกระบี่ปราบผี หยุดวิ่งแล้วย่อตัวลงอย่างกะทันหัน ทำให้วิชาดาชนเข้ากับเขาอย่างจังและเสียหลักเอนไปด้านหน้า

ทัน ใดนั้นผสุก็ยืดตัวขึ้นรับร่างของหญิงสาวพลางกวาดมือไปข้างหลังเกี่ยวรับต้น ขาของหญิงสาวเพื่อให้เธออยู่ลักษณะขี่หลังเขาไว้อย่างรวดเร็ว ทำให้วิชาดาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากกอดคอชายหนุ่มเอาไว้

“นี่นายคิดจะทำอะไรน่ะ” วิชาดานร้องเสียงหลงเพราะเผลอแป๊บเดียวก็กลายเป็นว่าเธอมาขี่หลังชายหนุ่มเสียอย่างนั้น

“ผมไม่ได้แต๊ะอั๊งคุณนะ แต่เราต้องไปจากที่นี่โดยด่วนที่สุดก็เท่านั้น เกาะแน่นๆ นะ”

วิชา ดายังไม่ทันเข้าใจว่าผสุเตือนเธอเพราะอะไร ชายหนุ่มก็พุ่งออกไปแล้ว แล้วเธอเริ่มหวีดร้องขึ้นเมื่อเห็นว่าเส้นทางที่ชายหนุ่มจะไปนั้นเป็นทานไหน

“กรี๊ด! อย่านะ คุณ นี่มันชั้นสามนะ”

“ก็ใช่สิคุณ ถ้าสูงกว่านี้คงโดดไม่ได้หรอก” ผสุเอ่ยตอบแล้วพุ่งตัวออกจากตัวลานจอดรถลงไปด้านล่างทันที

สิ่ง ที่วิชาดารับรู้ก็คือ ผสุกระโดดออกจากลานจอดรถที่เธอจอดรถไว้ ลมกลางคืนที่พัดตีหน้าและความรู้สึกใจหายวูบทำให้วิชาดากอดคอชายหนุ่ม แน่นอย่างไม่คิดชีวิต งานนี้บอกเลยว่านั่งรถไฟเหาะสิบรอบยังไม่รู้สึกหวาดเสียวถ้าเทียบกับตอนนี้

กึง!

เสียง เท้าของผสุสัมผัสกับตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกวางเรียงรายอยู่ด้านหลังของลานจอด รถ ทำให้เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกที่สามารถกระโดดลงมาตำแหน่งที่เขาคาดไว้ได้พอดี

เพราะ ด้านหลังของห้างดังเป็นตลาดนัดสไตล์วัยรุ่นที่เอาตู้คอนเทนเนอร์มาเรียงเป็น ชั้นๆ เพื่อจะได้เพ้นท์สีลายเด็กแนวให้สร้างสไตล์ให้ตลาดนัดแห่งนี้ดูแตกต่างจาก ตลาดนัดอื่น โดยตู้คอนเทนเนอร์นี้ก็มีเรียงแบบหนึ่งชั้น สองชั้น และสามชั้น โดยตู้ที่สูงที่สุดก็ตั้งอยู่ใกล้ระเบียงลานจอดรถพอดี และก็ไม่สูงเกินกว่าจะกระโดดลงมาด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะต้องเอารถมาจอดที่ลาดจอดรถของตลาดนัด เขาก็คงไม่มั่นใจว่าสามารถทำแบบนี้ได้

โชคดีจริงๆ ที่ห้างให้มาจอดมอเตอร์ไซด์ตรงนี้ ไม่งั้นคงคิดไม่ออกว่าจะลงจากตึกวิธีไหน

“ตลาด นัดแบบชิคๆ เก๋ๆ ก็มีประโยชน์คุณว่าไหม” ผสุเอ่ยหลังจากกระโดดไต่ระดับลงมาจากตู้คอนเทนเนอร์ทีละชั้นจนมาถึงจุดที่ เขาจอดมอเตอร์ไซร์ไว้แต่ตลอดทางนั้นวิชาดาก็ยังคงกรีดร้องอย่างต่อเนื่องแม้ จะรู้ว่าตัวเองถึงพื้นอย่างปลอดภัยแล้วก็ตาม

“กริ๊ด”

“โอ๊ย คุณ จะร้องกรี๊ดทำไม เราถึงพื้นอย่างปลอดภัยแล้วนะคุณ” ผสุรตะโกนถามขณะวางวิชาดาลงกับพื้นแล้วหันไปคว้าหมวกกันน็อค

“แล้วการที่นายพาฉนักระโดดลงจากชั้นสาม ฉันไม่ควรกรี๊ดหรือไง!” วิชาแผดเสียงใส่ชายหนุ่มอย่างเหลืออด

“ไม่ใช่ชั้นสามเสียงหน่อย แค่ชั้นเดียว ไม่ใช่สิ แค่ครึ่งชั้นเอง” ผสุแก้

“แล้วมันควรหรือไง” วิชาดาถามอย่างเหลืออด

“ปกติมันก็ไม่ควรเท่าไร แต่นี่เราต้องหนีให้เร็วที่สุด ก่อนพวกมันจะตามมาทัน คุณรีบขึ้นรถเถอะ”

“ฮะ?” วิชาดาร้องเสียงหลง

“ไม่ ต้องมาฮะ หรอก เร็วๆ เข้าเถอะ พวกเราต้องไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ไม่งั้นอาจไม่ทัน” ผสุเอ่ยขณะที่สตาร์ทรถมอเตอร์ไชร์ซึ่งวิชาดาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากขึ้นไปนั่ง ซ้อนท้ายแบบจำใจ

“ไม่ ทันอะไร” วิชาดาอดไม่ได้ที่จะถามพร้อมกับแหงนมองชั้นของลานจอดรถที่เธอเพิ่งกระโดลงมา อย่างไม่อยากเชื่อว่าเธอลวมาจากตรงนั้นจริงๆ ในขณะที่ผสุเอ่ยตอบก่อนจะบิดคันเร่งแบบสุดๆ ว่า

“ก็หนีไม่ทันน่ะสิคุณ”


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
อ่่านจบตอนนี้ ทุกคนคงเห็น นายเผือก ของเราเป็นยอดมนุษย์ใช่ไหมคะ
ก็แหม เพราะเพื่อนรักของพิมพ์จันทร์ แถมชอบเผือกเรื่องคนอื่น
ก็ต้องมีขอดีมัั่งเน๊าะ

ติดตามต่อไปนะคะ จะได้รู้ว่าทำไม นายเผือก ของเราถึงเก่งนัก

ปล. มีคำผิดเยอะ ขอโทษนะคะ

ตัวอย่างตอนต่อไป


สาม ลมวูบหนึ่งพัดเข้าปะทะหน้าของชายชราแล้วผ่านเลยไปพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ ที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ร่างของเขาแบบชนิดไม่ยอมลดความเร็วเลยทีเดียว

“วิ่งหนีแบบไม่มีมาดมาเลยนะ ไอ้ลูกชาย” ชายชราพึมพัม


อย่าคาดหวัง ว่า นายเผือก จะ one man show นะคะ
เพราะเขามี back ดี แล้วจะให้ฉานเดี่ยวได้ยังไง
จริงไหมคะ


Post Comment

Statistic

Date posted: 3 years ago.
Date modified: 2 months ago.
Overall Viewed: 32,524 times
Monthly Viewed: 194 times
Rated: 0 times
Favorited: 1 times
Commented: 1 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.