Shaman's Love

1st Spell: iWitch - ตอนที่ 2 (100%)

สวัสดีค่ะทุกคน


 

กว่าวีจะถึงบ้าก็สี่ทุ่มกว่าแล้วค่ะ เลยมาโพสดึกดื่นอีกตามเคย

ตอนนี้จะทำให้ทุกคนรู้สึกพระเอกของเรามากขึ้น

ถ้ายังสงสัยอะไร อดใจนิดนึงนะคะ

เรื่องราวกำลังค่อยๆ เปิดเผยมาทีละหน่อยค่ะ

 

รักคนอ่านเสมอ

veerandah

 

 

Facebook : Veerandah Suksasunee

Twitter: @veerandah

Line: veerandah

Instargram: veerandah

Email: veerandah@gmail.com

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ

 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตอนที่ 2

 

ผสุไม่คิดว่าการพบกับมัทนาในวันรับพระราชทานปริญญาบัตรจะ เป็นการพบกันครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา ไม่ใช่ความเสียใจอย่างเดียว แต่เป็นความเสียดายที่ต้องสูญเสียเพื่อนที่ดีไปเร็วกว่าที่คิด แม้ในชีวิตของเขาจะได้สัมผัสกับการจากลาด้วยความตายของคนทั้งใกล้ชิดและไม่ ใช่มาหลายครั้ง แต่เขาก็ทำใจให้เชื่อได้ยากเหลือเกินว่าเพื่อนที่แสนดีของเขาคนนี้ได้จากโลก นี้ไปแล้วจริงๆ

“เธอ ต้องการจะบอกอะไรกับฉันงั้นเหรอมด” ผสุรำพึงเบาๆ พลางถอนหายใจยาวกับรูปถ่ายที่พิมพ์จันทร์ยื่นให้เขาเก็บไว้ หลังจากที่เธอซิ่งมอเตอร์ไซค์มาส่งเขาที่ร้านเรียบร้อย

“ตามหา ฉัน แล้วทำไมเธอถึงไม่มาพบฉันด้วยตัวเองละ” ผสุเอ่ยเหมือนอยากจะต่อว่าเพื่อนสาวผู้ล่วงลับ ขณะมองไปทางลูกค้าขาประจำของร้านกาแฟตัวเอง ว่าต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือไม่ แต่เมื่อเห็นพนักงานเดินไปถาม เขาจึงหันมามองรูปอีกครั้ง

เผือก

เสียง เรียกดังแว่วเบาๆ เหมือนลอยลมมาจากที่แสนไกล ทำให้ขนที่หลังคอของผสุลุกชันขึ้นพร้อมกัน นัยน์ตาชายหนุ่มเบิกกว้างขึ้น แล้วหันไปมองทางทิศที่มาของเสียง ก็เห็นหญิงสาวในชุดเสื้อชอปกับกางเกงยีนสีซีดตัวโปรดที่มักจะใส่เสมอๆ เมื่อออกตรวจโรงงาน ยืนอยู่อีกฟากของถนนฝั่งตรงตรงข้ามกับหน้าร้านกาแฟของเขา

“มด” ผสุครางชื่อหญิงสาวออมาเบาๆ แล้ว ลุกพรวดขึ้นวิ่งออกจากร้านตรงไปยังตำแหน่งที่หญิงสาวคนนั้นยืนอยู่ทันทีโดย ไม่คิดหาเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น

“หาย ไปไหนแล้วละ” ผสุวิ่งมาถึงจุดเป้าหมายก็พึมพำขึ้นพลางหันมองซ้ายขวาโดยรอบ แล้วเขาก็เห็นร่างของอดีตคนรักกำลังเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกหนึ่งซึ่งเป็น ห้องแถวที่พ่อของเขาเปิดให้เช่า ชายหนุ่มเลยรีบวิ่งตามไป

“ช้า หน่อยสิมด ฉันเป็นคนนะ ยังไงก็วิ่งตามผีอย่างเธอไม่ทันหรอก” ผสุบ่นไปพลางและวิ่งไปพลาง แล้วมาหยุดหอบหายใจรัวที่สนามเด็กเล่นยอดฮิตของเด็กๆ ในย่านชุมชนแห่งนี้ โชคดีที่ตอนนี้โรงเรียนยังไม่เลิก สนามเด็กเล่นก็เลยยังไม่คึกคักเท่าไร จึงดูเป็นสถานที่นัดพบกับผีที่ดีมากในความคิดของผสุ

นัดเจอกับอดีตแฟนสาวที่ตายไปแล้วที่สนามเด็กเล่นใกล้บ้าน ฟังดูโรแมนติกดีจังเลยแฮะ

ผสุ คิดแบบติดตลก แล้วมองไปรอบๆ ก็พบร่างมัทนาซ้อนอยู่ในเงาปราสาทที่เป็นเครื่องเล่นสีสันสวยงาม และคงเป็นเครื่องเล่นยอดฮิตของเด็กผู้หญิงที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ไม่ว่าจะเด็กผู้หญิง หรือ ผู้หญิง ก็อยากมีปราสาทแบบเจ้าหญิงเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้นละนะ ผสุคิดพลางมุดเข้าไปยืนในห้องโถงกลางปราสาทเด็กเล่น ดีนะที่เพดานห้องโถงด้านในสูงพอควรทำให้เขาเข้ามายืนได้พอดี

“ไง มด” ผสุทักทายขึ้นก่อน ถือเป็นคำทักทายที่ใช้ได้ทีเดียวสำหรับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบแปดปีเต็ม

“สวัสดี เผือก ดีใจจังที่ได้คุยกับเพื่อนบ้าง” มดตอบเสียงแผ่วด้วยรอยยิ้มที่เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าเพื่อนสาวดีใจจริงๆ แตกต่างจากใบหน้าของเธอตอนนี้ที่ติดจะซีดไปสักหน่อย หากเทียบกับครั้งสุดท้ายที่เขาได้เจอกับเธอ

“ก็น่าจะไม่ได้ใครคุยด้วยมานานละนะ เพราะเธอ...ตายไปตั้งสองปีแล้วนี่นา” ผสุพูดตรงๆ ทำให้มัทนาหัวเราะเบาๆ

“รู้ ไหมเผือก ข้อดีที่ฉันหมดลมหายใจ เห็นทีจะเป็นเรื่องนี้” มัทนาเอ่ยพลางมองผสุด้วยแววตาที่ชายหนุ่มคิดว่า เขาไม่ได้เห็นมันจากเธอมานานเหลือเกินแล้ว...สายตาของความไว้ใจ

“ยังไง” ผสุถามเสียงนิ่งเหมือนยังไม่เข้าใจที่หญิงสาวจะสื่อ

“ก็ ฉันได้รู้ความจริงแล้วน่ะสิว่า ที่เมื่อก่อนนายชอบหายตัวไปเฉยๆ โดยไม่บอกอะไร หรือบางทีผิดนัดกับเราบ่อยๆ แบบหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้จนต้องหาเรื่องมาโกหก และทำให้เราต้องเลิกรากันในที่สุด พอมาเทียบกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันก็เหลือแค่คำตอบเดียว”

“ว่า?” หสุกระทุ้งถามต่อเมื่อเห็นหญิงสาวไม่พูดสรุปให้ชัดเจนเสียที

“ก็เพราะเธอต้องคอยวิ่งไปทั่วเพื่อช่วยเหลือสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เหมือนที่เธอวิ่งตามฉันมาไงล่ะ เธอเลยไม่เคยอยู่เฉยเลย”

ผสุมองอดีคนรักนิ่แล้วถอนหายใจยาวแล้วยิ้มออกมาตามสไตล์ของตัวเองแล้วพูดตอบด้วยนำเสียงเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกว่า

“แหม ก็เห็นๆ กันอยู่ ของแบบนี้มันพูดความจริงลำบากจริงไหม ฉันดีใจที่ในที่สุดเธอก็เข้าใจ ถึงแม้ว่ามันต้องแลกกับลมหายใจของเธอก็เถอะ”

“และ เพราะเรื่องนี้นายเลยเดินเตะฝุ่นมาเป็นปีโดยไม่ยอมไปสมัครงานการที่ไหนด้วย ใช่ไหม” มัทนาพูดเรื่องจริงจี้ใจชายหนุ่ม จนผสุหัวเราะร่าที่เพื่อนผีรู้ทัน

“ก็ อาชีพเสริมของฉันมันกำนดเวลาแน่นอนไม่ได้นี่นะ จะไปเป็นลูกจ้างคยอื่นเขาได้ยังไงล่ะจริงไหม มันเลยช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เพื่อนๆ คิดว่าฉันมันเป็นคนไม่เอาถ่าน จนใครๆ เลิกสนใจฉันกันไปนานแล้ว”

“แต่ ไม่ใช่พิมพ์ใช่ไหม เพราะพิมพ์เชื่อมั่นในตัวนายเสมอ และนายก็ยังคงเกาะติดอยู่กับเธอไม่เคยเปลี่ยน” มัทนาเอ่ยขึ้น ทำให้ผสุถอนหายใจ

“เพราะ พิมพ์เป็นเพื่อนรักของฉันไง” ผสุตอบขณะจ้องมองเข้าไปในดวงตาของมัทนา แม้ภาพที่เห็นจะเลือนรางและบางเบาเต็มทน เพราะผู้หญิงตรงหน้าเป็นเพียงวิญญาณก็ตาม แต่แววตาที่เธอตั้งใจสื่อออกมาให้รู้ มันแทบไม่ต่างจากวันที่เธอบอกเลิกเขาเลย

“รู้ ไหมถึงฉันจะตายไปแล้ว และได้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า พิมพ์จันทร์ช่างเป็นคนที่น่าอิจฉาจริงๆ และความสัมพันธ์ระหว่างนายกับเธอก็ยังทำให้ฉันกลายเป็นคนนอกไม่เคยเปลี่ยน”

ผสุยกมือขึ้นกอดอก แล้วส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย

“แต่ถึงเธอจะตายแล้ว ฉันก็ยังจะพูดคำเดิมเหมือนกัน พิมพ์จันทร์ไม่ใช่ผู้หญิงที่น่าอิจฉา แต่เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากๆ ต่างหาก”

แวว ตาของมัทนาหม่นแสงลง แต่ผสุกลับไม่เสียใจที่พูดอย่างนั้น เพราะเขาคิดว่าการพูดความจริงมันดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะขวนขวายหาคำโกหกให้แก่กันมากมายสักแค่ไหน เมื่อหมดลมหายใจ ความจริงและกรรมที่ทำไว้ก็ไม่หายไปด้วยเลย หนำซ้ำบางทีเราอาจต้องเผชิญหน้าและรับผลกรรมจากการโกหกที่เราปั้นแต่งขึ้นเอ งอตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ตายด้วยซ้ำ

“นั่น น่ะสินะ พิมพ์เป็นคนที่มีสติที่เข้มแข็งจริงๆ เพราะฉันต้องใช้เวลาไปเข้าฝันพิมพ์ตั้งนานแน่ะ กว่าพิมพ์จะยอมไปหาแม่เพื่อตามหานายให้ฉัน” มัทนาพูดเหมือนเรื่องตลก แต่ผสุกลับทำสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น

“ทำไมเธอไม่มาหาฉันเองเลย มด ไปลากเอาพิมพ์กับแม่ชีมายุ่งด้วยทำไม” ผสุถามขึ้น มัทนาเลยหุบยิ้มที่ค้างอยู่ทันที

“ฉัน พยายามติดต่อนายมาหลายเดือนแล้วเผือก แต่ฉันเข้าไม่ถึงตัวนาย เพราะนายอยู่ในร้านกาแฟของนายตลอดเวลา ที่นั่นมันเกินความสามารถของฉันที่จะเข้าไปได้ ถ้านายลองเช็กดู ก็น่าจะรู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร” มัทนาอธิบาย

ผสุหลุบเปลือกตาลงแค่แวบหนึ่ง แล้วลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับตรวจสอบบางอย่างตามที่มัทนาว่าพลางพยักหน้าและพูดว่า

“เอาล่ะ มาเข้าเรื่องดีกว่า เธอคงมีเรื่องที่อยากให้ฉันช่วย ใช่ไหม มด”

มัทนาพยักหน้า แล้วขยับยืนตัวตรง

“เผือก ฟังดีๆ นะ และขอให้เก็บเรื่องที่ฉันจะกำลังจะพูดไว้เป็นความลับ อย่าบอกแม่หรือใครๆ รู้เป็นอันขาด” ผสุพยักหน้าและรับคำด้วยน่ะเสียงจริงจังว่า

“ได้ฉันรับปาก แต่เธอไม่ต้องห่วงหรอก เพราะถึงอยากจะพูดก็คงไม่มีใครเชื่อหรอก ว่าเธอเป็นคนบอก” ผสุตอบตามตรง

มัทนาจ้องหน้าอดีตคนรักนิ่งนานเหมือนกำลังรวบรวมพลังบางอย่างเพื่อพูดมันออกมา แล้วก็ตัดสินใจพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า

“เผือก ฉัน...ถูก...ฆ่า...ตาย”

กระแส ความโกรธที่คุกรุ่นมาพร้อมกับคำบอกเล่าของมัทนาอย่างเห็นได้ชัด แล้วร่างหญิงสาวที่เห็นเหมือนมนุษย์ธรรมดาเมื่อครู่ ก็เปลี่ยนไปเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองทั่วตัวอย่างฉับพลัน และจางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเธอพูดจบ

ตาม ด้วยกระแสลมที่พัดแรงขึ้นอย่างกะทันหันวูบหนึ่งและหายไปอย่างรวดเร็ว จนผสุรับรู้ได้ว่าสิ่งเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อครู่เป็น ความโกรธที่แผ่ออกมาจากร่างวิญญาณของมัทนา

“เพราะอะไรเธอถึงมาบอกฉัน มด” ผสุถามเสียงเย็น ขณะกำมือแน่นจนนิ้วมือจิกเล็บฝังลงในฝ่ามือตัวเอง

นี่ เพื่อนของเขาถูกฆ่าตายโดยไม่มีใครรู้เลยงั้นเหรอ ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง ซึ่งต้องเป็นเรื่องจริงแน่นอน เพราะวิญญาณคนที่ถูกฆ่ายืนเล่าเรื่องราวอยู่ทนโท่อยู่นี่ไง แต่แปลกทำไมถึงไม่มีใครรู้หรือเอะใจสงสัยบ้างเลยละ มดก็ตายไปมาตั้งสองปีแล้วแท้ๆ

“เพราะ ฉัน...ไม่ใช่คนที่สุดท้าย...ของเรื่องน่าเศร้านี้น่ะสิ เผือก” มัทนาตอบ แล้วปล่อยน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ก่อนน้ำตาจะค่อยๆ แห้งหายไปอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงแต่เสียงขอร้องปนเสียงสะอื้นที่เปล่งออกมาให้ผสุได้ยินชัดเจนว่า

“ช่วยเธอด้วย เผือก ช่วยผู้หญิงคนนั้นที...อย่าให้ผู้หญิงคนนั้น...ต้องเป็นเหมือนฉัน”

“ใคร? เธออยากให้ฉันช่วยใครเหรอมด บอกชัดๆ สิ ผู้หญิงคนไหนที่ต้องเป็นเหมือนเธอ”

ผสุ ถามเร็วด้วยความร้อนใจ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาผสุสูดหายใจเข้าลึกและพ่นลมหายใจออกอย่างหนักใจ เมื่อร่างวิญญาณของเพื่อนสาวจางหายไปเสียก่อนจะตอบคำถามเขา ชายหนุ่มมุดออกมาจากปราสาทจำลองมายืนอยู่บนลานของสนามเด็กเล่นอย่างครุ่นคิด

“เฮ้อ! ทำยังไงต่อดีวะ เราควรเริ่มจากตรงไหนก่อนละเนี่ย โธ่เอ๊ย! มดนะมด เปิดตัวด้วยแสนยานุภาพซะอลังการเชียว แล้วมาหายตัวทิ้งกันไปเสียดื้อๆ งั้นแหละเวรของไอ้เผือกแท้ๆ ” ผสุสบถยาวเหยียด แล้วยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองอย่างขัดใจเพราะจนปัญญาจะทำตามคำขอร้องของเพื่อน

ฟิ้ว!

เสียงลมหอบหนึ่งพัดมาปะทะร่างของผสุพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งปลิวมาปิดใบหน้าเขาพอดี

“โห มด ส่งมาให้ดีๆ หน่อยก็ได้ ไม่เห็นต้องเอากระดาษมาฟาดหน้ากันเลย” ผสุบ่นแล้วดึงกระดาษที่ปิดหน้าออกมาอ่าน

“โรงเรียนสอนทำอาหารทิพรสโอชา ไม่จริงน่ามด อย่าบอกนะว่าคนที่เธออยากให้ช่วยเป็น...”

++++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++
+++++++++
++++


“วิชาดา ทิพรสโอชา นังแม่มดชั่วร้าย แกจงใจแกล้งฉันใช่ไหม”

ภัศ ยาเดินเข้ามาในห้อง แล้วโยนหนังสือพิมพ์ซุบซิบดาราหน้าที่มีรูปอาหารจานสวยที่เป็นเมนูล่าสุดใน รายการทำอาหารของเธอลงกลางโต๊ะทำงานของวิชาดา พร้อมกับตวาดด่าเสียงดังลั่นใส่หน้าหญิงสาวซึ่งนั่งอ่านเอกสารบนโต๊ะทำ งานอย่างสบายใจ ไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับความโกรธเกรี้ยวของดาราสาวตรงหน้าสักนิด

วิชาดาทำแค่ดึงหนังสือพิมพ์ซุบซิบดาราที่ที่ภัศยาโยนให้มาอ่านอย่างเฉยเมยเท่านั้น

“พูดอะไรนะภัศ ฉันไม่เห็นรู้เรื่อง” วิชาดาถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ทำให้ภัศยาชี้หน้ากราดใส่คู่กรณีด้วยความโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม

“เธอรู้ เธอจงใจแกล้งให้ข่าวนี้ ว่าอาหารที่ฉันทำออกรายการอาหารทางโทรทัศน์ของฉัน มันไม่ได้เรื่อง”

“พูด อย่างนั้นดูเธอจะด่วนกล่าวหาฉันเกินไปนะ ฉันไม่ได้ให้ข่าวนี้กับสื่อจริงๆ แต่ว่าก็ว่าเถอะ เรื่องจริงที่คนรู้กันทั่วแบบนี้จะเป็นใครให้ข่าวก็ไม่เห็นแปลกเลย ไม่จำเป็นต้องเป็นฉันหรอก ยอมรับเสียทีเถอะภัศ ว่าอาหารฝีมือเธอน่ะมันห่วยแตกจริงๆ” วิชาดาโต้กลับอย่างถึงพริกถึงขิงไม่ไว้หน้าสักนิด

“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องยาวนานของภัศยา ทำให้วิชาดาต้องยกนิ้วอุดหูทั้งสองข้าง

“วิชาดา! เธอกล้าดียังไงมาดูถูกฝีมือฉัน!” ภัศยาตะเบ็งเสียงเกรี้ยวกราดดังมากขึ้นไปอีก เพราะอารมณ์โกรธของเธอตอนนี้มันพุ่งทะลุเพดานไปแล้ว

“ไม่ แปลก ฉันพูดความจริง ทีเธอยังเที่ยวพูดโพนทะนาไปทั่วว่า มาเรียนเสริมการทำอาหารจากโรงเรียนของฉัน แต่อาหารที่ทำกลับรสชาติห่วยจนคนเขาจับได้อยู่เนี่ย ถ้าฉันมีโอกาสพูดออกสื่อจริงๆ ฉันอาจจะพูดมากกว่าที่หนังสือพิมพ์เขียนข่าวไว้ก็ได้นะ ไม่อย่างนั้นคนทั่วไปที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางจะพลอยเข้าใจผิดไปกันหมด ว่าโรงเรียนสอนทำอาหารของฉันสอนลูกศิษย์ได้ผลลัพธ์เป็นแบบเธอเสียทั้งหมด” วิชาดาอธิบายยืดย าวทำให้ภัศยายกมือขึ้นเท้าเอวแล้วย้อนนถามว่า

“ผลลัพธ์เป็นแบบฉันแล้วมันเป็นยังไงมิทราบ”

“ก็เป็นพวกสวยแต่รูปจูบไม่หอมไง มีดีแค่หน้าตาแต่รสชาติห่วย” วิชาดาขยายความทำให้ภัศยาเต้นเป็นเจ้าเข้าอีกครั้ง

“ยัยวิ!

“ทำไม เรียกชื่อฉันอยู่นั่นแหละ หนวกหู ถ้าไม่อยากให้ฉันว่าเธอ ก็ฝึกทำอาหารให้มันอร่อยขึ้นอีกหน่อยสิภัศ จะได้ไม่โดนคนด่าว่าห่วยน่ะ”

“ฉัน ทำดีที่สุดแล้ว ได้แค่นี้ก็หรูแล้วละ หน้าตาน่ากิน รสชาติก็โอเคไม่ถึงกับห่วยสักหน่อย แต่ถึงจะไม่อร่อยแล้วไง คนดูทางทีวีไม่ได้มาชิมรสชาติด้วยเสียหน่อย เขาจะรู้ได้ยังไง ถ้าไม่มีคนเอาไปปูด” ภัสยาเถียงค้างๆ คูๆ อย่างเอาแต่ใจ ทำให้วิชาดาถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืน

“เพราะ เธอคิดแบบนี้ไง ถึงโดนด่าออกสื่อไงล่ะ คนดูไม่ได้โง่นะเธอ โลกโซเชียลตอนนี้ก็ตามติดชีวิตดาราจะตาย แค่คิดจะโกหกก็จบแล้ว ไม่เคยได้ยินคำว่า นักสืบโซเชียลหรือไง” วิชาดาพูดอย่างเหลืออด

“อ๋อ นี่เธอยอมรับแล้วใช่ไหมว่าเธอเป็นคนให้ข่าวนี้” ภัศยาพูดเสียงเข้มแล้วจ้องหน้าวิชาดาเขม็งราวกับหากเผาวิชาดาด้วยสายตาได้ วิชาดาคงไหม้เป็นจุณไปแล้ว

วิชาดาส่ายหน้าอย่างระอา

“เธอ จะบ้าเหรอ เอาอะไรคิดเนี่ย ฉันก็มีเอี่ยวกับรายการนี้ด้วย เธอมันพาลไม่เลิกเลยนะภัศยา หัดปรับปรุงตัวเองเสียบ้างสิ แก่จนปานนี้แล้ว” วิชาดาสั่งสอนด้วยน้ำเสียงตำหนิ จนภัศยาต้องกรีดร้องอีกครั้ง วิชาดาเลยต้องเอานิ้วอุดหูอย่างรำคาญอีกรอบ

“หยุด กรี๊ดเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงทรงพลังของวิชาดาดังก้องไปทั่วห้องทำให้ภัศยาอ้าปากค้างแล้วยกมือ ขึ้นจับลำคอตัวเองอย่างตกใจ เพราะจู่ๆ เสียงกรีดร้องของเธอก็ขาดหายไปเสียดื้อๆ เหมือนมีใครเอาอะไรมาอุดลำคอเธอไว้

ภัศยาเบิกตากว้างด้วยความกลัว แต่ก็ต้องทำเป็นไม่กลัวด้วยการมองวิชาดาที่เอามือออกจากหูแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ

“กรี๊ด พอหรือยัง ถ้าพอแล้ว ก็ฟังดีๆ นะ เธอเตรียมตัวโดนปลดจากรายการนี้ได้เลย ภัศยา ฉันจะเปลี่ยนพิธีกรใหม่เร็วๆ นี้ ฉันให้โอกาสเธอมามากพอแล้ว” วิชาดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็น

ภัศยากระชากมือที่กุมคอตัวเองออกแล้วพูดปรามาสว่า “เธอทำไม่ได้หรอกวิ”

พูดจบ ภัศยาก็จ้องมองวิชาดาด้วยสายตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ แต่วิชาดากลับส่งยิ้มเย็นใส่แววตาขุ่นเคืองอย่างไม่สะทกสะท้าน

“เชื่อเถอะภัศ ว่าฉันทำได้” วิชาดาตอบ แล้วจงใจเว้นจังหวะนิดหนึ่ง เพื่อสะกดดาราสาวขี้วีนคนนี้ให้ตั้งใจฟังสิ่งที่เธอกำลังจะพูด

“เธอ ลืมไปแล้วเหรอภัศ ว่าฉันตกลงทำสัญญากับนายทัศน์ว่าจะให้เธอเป็นพิธีกรในรายการนี้แบบปีต่อปี และสัญญาก็เพิ่งหมดไปเมื่อต้นเดือนนี่เอง” วิชาดาพูดขณะยิ้มใส่ตาที่เบิกกว้างของภัศยา

“เธอมันร้ายกาจ มันสมควรแล้วละที่ใครๆ จะเรียกเธอว่า นังแม่มด วิชาดา” ภัศยาพูดอย่างเข่นเขี้ยว

“แหม ขอบใจที่เธอยังจำฉายาฉันได้นะจ๊ะ ภัศ” วิชาดารับคำหน้าระรื่น

“ก็แค่ฉายาเก่าๆ ไว้ขู่เด็ก ไม่เห็นต้องใช้สมองจดจำอะไรมากมายเลย คิดว่าฉันกลัวเธอเหมือนคนอื่นละสิ เสียใจนะวิ ฉันไม่เคยกลัวเธอ”

“อ๋อเหรอ” วิชาดารับคำเหมือนไม่ยี่หระ ทำให้ภัศยาหายใจเข้าแรงด้วยความโกรธ

“เธอ เตรียมถูกถอดรายการได้เลย ฉันจะให้ทัศน์เปลี่ยนผังรายการใหม่ ถ้าฉันไม่ได้เป็นพิธีกร รายการนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในทีวีช่องของเราอีก” ภัศยาขู่เสียงขึงขัง วิชาดาเอียงหน้ามองภัศยาแล้วส่งยิ้มแบบเหนือกว่าไปให้พลางพูดว่า

“งั้นลองดูไหมละ ระหว่างดาวทัศน์คนรักของเธอกับบลูเพื่อนรักของฉัน ใครจะมีสิทธิ์กำหนดผังรายการของช่องมากกว่ากัน” วิชาดท้าทาย

ภัศ ยาจ้องใบหน้ายิ้มๆ ของวิชาดาตัวสั่นเทิ้ม ด้วยความขัดใจที่ทำอะไรผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้อย่างที่คิดสักอย่าง เพราะรู้ดีว่าเธอกำลังจะแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย

“รายการนี้ถ้าไม่มีฉัน รับรองว่าต้องดับแน่ ที่มาได้ถึงวันนี้ก็เพราะชื่อเสียงของฉัน เธอไม่รู้เหรอวิ”

“แล้ว ไง ดาราหน้าใหม่เก่งๆ เกิดขึ้นทุกวัน ยังไม่นับหน้าเก่าๆ ที่ก็กำลังข้ามหัวเธอด้วย อ๋อ ข่าววงในเมื่ออาทิตย์ก่อนว่าไงนะ นายทัศน์กำลังคั่วกับนางเอกของช่องคนใหม่ใช่ไหม อ๊ะๆ รู้สึกฉันจะได้ยินเสียงใครบางคนตกกระเป๋านะ”

“วิชาดา! เธอหยุดปากพล่อยๆ ของเธอเลยนะ อย่ามัวแต่ห่วงเรื่องของฉันเลย ห่วงเรื่องของตัวเองเถอะ เธอขาดทุนย่อยยับแน่ ยัยแม่มด” ภัศยาด่ากราดทิ้งทวน แล้วสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องทำงานของวิชาดาไป โดยไม่หันมามองแม้แต่นิดเดียว

“ทำ เป็นเริ่ด เชิด ได้ตลอดเวลา นี่ละมั้งข้อดีของเธอนะ ภัศยา” วิชาดาพึมพำอย่างระอา แล้วหันไปสนใจหนังสือพิมพ์ซุบซิบดาราที่ภัศยาเอามาโยนใส่หน้าให้เธอดูเมื่อ ครู่ พลางขมวดคิ้ว

“ใครเป็นคนให้ข่าวนี้นะ  แย่จริง! เลยต้องเปลี่ยนแผนเร็วกว่ากำหนดเลย” วิชาดาเอ่ยอย่างหงุดหงิดพลางเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มที่เลขาเพิ่งเอามาวางให้เธอ เมื่อเช้า ซึ่งเป็นภาพดาราคนดังที่กำลังมาแรงตอนนี้

“ยังเลือกพิธีกรมาแทนยัยภัศยาไม่ได้เลย คอนเซปต์ของรายการใหม่ก็ยังไม่เสร็จ โธ่เอ๊ย! ไม่ว่าใครก็ตามที่ที่เป็นคนให้ข่าวนี้ เหมือนตั้งใจโยนเผือกร้อนมาให้ฉันแท้ๆ เลย”

วิชา ดาบ่นพึมพำอย่างขัดใจกับการต้องปรับแผนงานของตัวเองอย่างกะทันหัน แล้วโยนแฟ้มตัวเก็งที่เธอคิดว่าจะทาบทามให้มาร่วมงานด้วยลงบนโต๊ะอย่างเซ็งๆ

“คิด มากๆ ฉันจะแก่ก่อนวัยนะเนี่ย เฮ้อ ยัยวิชเอ๊ย!” วิชาดาบ่นกับตัวเองพลางถอนหายใจยาว แล้วรีบสะบัดศีรษะราวกับเรียกสติตัวเองให้กลับมา

“ไม่ ได้ๆ วิชาดา อย่าเครียดๆ ไปหาอะไรทำแก้เครียดก่อน เดี๋ยวก็คิดออกเองแหละ” หญิงสาวบอกตัวเอง แล้วตัดสินใจปัดความหงุดหงิดทั้งหลายที่มีออกไปจากสมองอย่างรวดเร็วตามสไตล์ ผู้หญิงคิดบวก จากนั้นก็หันไปคว้ากระเป๋าหนังสีดำนำสมัยแถมราคายังนำหน้าหกหลักมาถือไว้ใน มือ

“ได้ เวลาไปร่อนสักหน่อยแล้วเรา” วิชาดาเอ่ยพลางล้วงหยิบกุญแจรถมาควงที่นิ้วเพื่อเรียกอารมณ์ดีๆ ของเธอให้กลับมา แต่ขายังไม่ทันถึงประตูห้อง เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นก็ทำให้เธอต้องหยุดเดินแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้น มามองก่อนจะกดรับ

‘Angela’ เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าโชว์ชื่อบนหน้าจอ

“ว่าไงจ๊ะหลานรัก” วิชาดาตอบรับโทรศัพท์พร้อมกับดันประตูห้องทำงานให้เปิดออก

“ได้เลยจ้ะ อีกครึ่งชั่งโมงเจอกัน แองจี้”

 

“วิช!” เสียงร้องเรียกอย่างดีใจของแองเจลล่า ทำให้วิชาดายิ้มออก ตั้งแต่ขาเพิ่งก้าวลงจากรถสปอร์ตคันหรู

“ไงจ๊ะ หลานสาวคนสวยของฉัน” วิชาดาเอ่ยทักพลางย่อตัวมากอดหลานสาวตัวน้อยของเธอไว้ในอ้อมแขน

“วิ ชเข้าบ้านเร็วๆ มาช่วยชิมอาหารฝีมือแองจี้หน่อย พ่อชิมก็พูดไม่เห็นรู้เรื่องเลย” แองเจลล่าพูดพลางคว้ามือวิชาดา แล้วกึ่งลากกึ่งจูงเข้าไปในบ้าน

“จริง เหรอ งั้นฉันไม่เอาด้วยดีกว่า ขนาดบลูยังชิมไม่รู้เรื่องเลย แม่ครัวฝีมือฝืดอย่างฉันจะไปชิมรู้เรื่องได้ไง” วิชาดากระเซ้า ทำให้แองจี้รีบกอดแขนน้าสาวเพื่อเอาใจทันที

“โห ไม่จริงหรอกวิชนะต้องชิมรู้เรื่องแน่ๆ ก็วิชเป็นคนไทยนี่นา น้าๆ ช่วยแองจี้หน่อย ถ้าไม่มีคนชิม แองจี้ก็ไม่กล้าเอาไปให้หม่าม้ากินหรอก”

“อ๋อ อันนี้ แองจี้จะทำให้มูนนี่เหรอ” วิชาดาถามที่มาที่ไป แล้ววางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะรับแขก

“ใช่ ค่ะ หม่าม้าบ่นอยากกินไอ้นี่มากเลย แองจี้อุตส่าห์แอบไปหัดทำกับคุณยายสมรมา กะจะเซอร์ไพรส์หม่าม้าสักหน่อย” แองเจลล่าพูดพลางดึงวิชาดามาที่ครัว แล้วปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ เพื่อตักอะไรบางอย่างจากหม้อมาใส่ถ้วยเล็กพร้อมหยิบช้อนมาใส่

“แล้วพ่อไปไหนแล้วละ แองจี้” วิชาดามองไปรอบๆ เพื่อหาบลู ปล่อยลูกสาวให้อยู่ในห้องครัวคนเดียวได้ยังไง

“ขึ้น ไปดูหม่าม้าค่ะ แต่พ่อก็อยู่ช่วยแองจี้ตลอด วิชไม่ต้องห่วงนะว่าแองจรี้จะจุดไฟเผาบ้านตัวเองน่ะ” แองเจลล่าพูดอย่างรู้ทัน ทำให้วิชาดาหัวเราะร่าเสียงดัง

“ใครกลัวกัน ถ้าแองจี้ทำไฟไหม้นะ ฉันก็เสกฝนให้ตกลงมาดับไฟก็หมดเรื่องเนอะ”

เมื่อ ได้ยินน้าสาวพูดปลอบใจอย่างนั้น แองเจลล่าหัวเราะอย่างมีความสุข สำหรับแองเจลล่า วิชาดาเป็นเหมือนเพื่อนมากกว่าน้า เพราะวิชาดาเป็นคนคนเดียวที่ไม่เคยห้ามเวลาเด็กน้อยอยากจะทำอะไร แถมบางครั้งยังช่วยสนับสนุนให้เล่นแบบแผลงๆ ไปกับเธออีกด้วย

มัน คือการเรียนรู้ ไม่มีถูกหรือผิดหรอก แต่ถ้าไม่อยากให้พ่อเสียใจ ก็อย่าทำให้มันหนักข้อมากนะ คิดจะดื้อกับผู้ใหญ่ก็ควรดื้อแบบมีศิลปะหน่อย เข้าใจไหม นั้นคือคำสอนของน้าสาวแสนสวยของแองเจลล่า

“อ๋อ รู้แล้วว่าทำไมบลูถึงชิมไม่รู้เรื่อง เป็นต้มข่าไก่นี่เอง โหย หน้าตาน่ากินนะเนี่ย มันใช้ได้เลยละแองจี้ ป้าสมรคงปลื้มน่าดูละสิที่แองจี้ทำได้ขนาดนี้น่ะ” วิชาดาเอ่ยปากชมเปาะ เมื่อเห็นหน้าตาต้มข่าไก่ในถ้วยที่เด็กน้อยนำมาวางให้ลองชิมตรงหน้า

“แน่นอน คุณยายสมรบอกว่า แองจี้มีพรสววรรค์เรื่องทำอาหารจากพ่อด้วยละ” แองเจลล่าพูดแล้วยืดอกอย่างภาคภูมิใจ

“เหรอ ไหนให้วิชลองชิมหน่อย” วิชาดาเออออตาม แล้วใช้ช้อนตักน้ำต้มข่ามาชิม แองเจลล่าจ้องมองตาเขม็งตามอย่างลุ้นๆ วิชาดาลิ้มรสต้มข่าไก่ฝีมือหลานรักอย่างช้าๆ แล้วพูดขึ้นว่า

“อืม ใช้ได้นะแองจี้”

“จริงเหรอวิช” แองจี้ถามเสียงดังสดใสอย่างดีใจ พลางทำตาโต

“จริง สิ แต่ว่าถ้าจะให้มูนนี่กิน คงต้องให้เพิ่มความเผ็ดแล้วก็เปรี้ยวกว่านี้อีกหน่อยจะดีกว่านะ” วิชาดาแนะนำพลางเดินไปที่หน้าเตา เพื่อหรี่ไฟในเตาแก๊ส เพื่อเคี่ยวต้มข่าไก่ให้เดือดเพียงเล็กน้อย พลางหันไปหยิบพริกขี้หนูบนโต๊ะเตรียมของมาทุบแค่พอบุบ เอามะนาวมาฝานเพื่อบีบเอาน้ำมะนาวเพิ่มอีกนิด

“ใส่ พริกกับมะนาวเพิ่มอีกนิด รสชาติจะได้เข้มข้นขึ้นแบบรสชาติที่คนไทยชอบไง” วิชาดาสอนขณะที่ทำไปด้วย โดยมีแองจี้คอยจับตามองอย่างไม่วางตา

“ใส่ พริกแล้วปิดไฟ จากนั้นก็เติมมะนาวสุดท้าย คนสองสามที เอ้า ลองชิมอีกทีสิแองจี้ อันนี้แหละรสเด็ดจัดจ้านขึ้น รับรองมูนนี่ต้องชอบแน่ๆ” วิชาดาพูดพลางยื่นช้อนให้หลานสาวลองชิมใหม่

แอ งจี้รับช้อนที่มีน้ำต้มข่าที่วิชาดาส่งมาให้ลองชิมไปเล็กน้อย เพราะความกลัวเผ็ดแล้วกะพริบตาหลายครั้งราวกับกำลังจดจำรสชาตินี้เอาไว้

“หือ รสจัดจ้านมากเลย แองจี้จะจำไว้ค่ะว่าหม่าม้าชอบแบบนี้”

“ดี มากจ้ะ แต่แค่ที่ทำมาแองจี้ก็เก่งมากแล้ว ตอนฉันอายุเท่าแองจี้ ยังทำได้แค่ทอดไข่เองนะรู้ไหม” วิชาดาชมและเผยความลับส่วนตัวให้หลานสาวฟัง แองเจลล่าเลยยิ้มแป้นหน้าบานทันที

“หุงข้าวไว้หรือเปล่าแองจี้ พอได้ชิมของอร่อยแบบนี้ นึกอยากกินข้าวขึ้นมาเลย วันนี้งดไดเอทหนึ่งวัน” วิชาดาถามหลานสาว

“มีอยู่แล้วค่ะ แองจี้หุงเองเหมือนกันนะ แต่เดี๋ยวไปตามหม่าม้าก่อนนะคะ”

วิชา ดาพยักหน้า แล้วมองตามหลังหลานสาวที่กำลังวิ่งหลุนๆ  ขึ้นไปหาเพื่อนรักของเธอที่ห้องนอนอย่างเอ็นดู แล้วอดหวนคิดถึงคนที่อายุแก่กว่าแองเจลล่าหลายรอบที่เพิ่งปะทะคารมมาว่า

“อาหารยากๆ เด็กตัวแค่นี้ยังทำอร่อยได้เลย เธอมันไม่มีความพยายามเองต่างหากยัยภัศยาเอ๊ย มันน่าเอาไปให้ชิมให้อายเด็กเสียบ้างจัง”

ปิ๊ง!

เหมือน มีเสียงกระดิ่งดังขึ้นในหัวของวิชาดา หญิงสาวหันมองไปรอบห้องครัว แล้วกลับมาที่หม้อต้มข่าไก่ฝีมือหลานสาวตัวน้อย พลางยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างมีเลศนัย

“แหม แค่เจอหน้าแม่นางฟ้าตัวน้อย ความคิดดีๆ ก็ผุดขึ้นมาเลยนะเนี่ย”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
มีคนที่คิดถึงหนูน้อยแองจี้ของเราไหมคะ
อิอิ วีรักเด็กคนนี้มากเลยค่ะ อดไม่ได้ให้หนูน้อยคนนี้
มีบทในเรื่องนี้ด้วย



ปล. ของดสปอยก่อนนะคะ


Post Comment

Statistic

Date posted: 3 years ago.
Date modified: 2 months ago.
Overall Viewed: 32,524 times
Monthly Viewed: 194 times
Rated: 0 times
Favorited: 1 times
Commented: 1 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.