เซวีน่ามหานครแห่งมนตรา ตอน ปริศนาทรายสีดำ

ตอนที่ 4 รายละเอียดเบื้องลึก

 

ตอนที่ 4 รายละเอียดเบื้องลึก

 

          “จากที่เห็นตรงนี้ นี่คือโครงสร้างโดยทั่วไปของเบรนบอร์ด ลักษณะของมันจะคล้ายกับคามิลของพวกคุณแต่...” เสียงบรรยายของโยราเน่ เอ็ดกราด ดังไปทั่วห้องประชุมขนาดกลางของปราการซิลเทลล่า ผู้เข้าร่วมประชุมห้าสิบกว่าชีวิตกำลังฟังอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะจอมเวทแผนกพัฒนาการเวทที่สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ

            “นี่เฟมีล เธอว่า พวกแผนกพัฒนาการเวทนี่ท่าทางดูแปลกๆ กันทุกคนเลยเนอะ” รีเนลกระซิบเรียกพร้อมกับปรายตาไปทางกลุ่มจอมเวทที่ว่า

            “ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลยนี่รีเนล พวกเขาก็แค่ใส่แว่นหนา ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่งตัว...เอ่อ ไม่ค่อยชอบแต่งตัว แค่นั้นเอง” เฟมีลกระซิบกลับ ความจริงเธอเองก็เห็นว่าพวกนั้นแปลกๆ เหมือนกัน แต่ความที่ตอนเข้าเป็นจอมเวทฝึกหัดคนรอบตัวเธอก็คล้ายๆ อย่างนี้เหมือนกัน ทำให้รู้สึกคุ้นเคยเห็นเป็นสิ่งปกติธรรมดา

            “นี่ยังไม่เรียกว่าแปลกอีกเหรอ ข่าวลือหนาหูจะตายว่า พวกนี้กินกาแฟเป็นอาหารเช้า ดื่มน้ำหมึกเป็นอาหารค่ำ”

            “หา?”

            “โธ่เอ้ย เฟมีล หมายความว่า พวกนั้นวันๆ ไม่ทำอะไร นอกจากง่วนอยู่แต่ในห้องทำงานกับของพวกนั้นน่ะสิ เป็นพวกบ้าคิดค้นอะไรแปลกๆ อยู่ตลอดเวลา” เฟมีลมองคนของแผนกพัฒนาการเวทคนหนึ่งที่นั่งห่างพวกเธออกไปไม่ไกล เธอคนนั้นน่าจะเป็นผู้หญิงที่สวยทีเดียว ถ้าไม่ติดที่ผมสีน้ำตาลแดงไม่ได้จัดทรงถูกผูกด้วยเศษผ้าสีขาวหม่นๆ ใบหน้าถูกบดบังด้วยแว่นตาแคลคูเล

[1] สีผิวซีดขาวเหมือนคนไม่ได้ออกแดดมานาน คงมีแต่มืออันเรียวงามที่ขยับไปมาจนร่างเป็นภาพเบรนบอร์ดออกมาอย่างสวยงาม แถมมีการโยงส่วนประกอบอย่างละเอียดยิบนั่นเท่านั้นที่ทำให้เธอรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนั้นยังมีความเป็นผู้หญิงอยู่...ก็มีมือที่สวยขนาดนั้นนี่...แต่ทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองบ้างน้า

            “แต่พวกเขาถือเป็นบุคลากรพิเศษของดินอร์ต้าเลยไม่ใช่เหรอ ได้รับสิทธิ์พิเศษตั้งหลายอย่าง แถมบางอย่างแม้คนในสายอาชีพฉันยังไม่ได้เลยนา” เสียงกระซิบกระซาบของสองสาวเริ่มดังขึ้นจนเฟมีลต้องยกมือขึ้นปิดปากไม่ให้เสียงดังไปกว่านี้

            “มีแต่ไม่ได้ใช้จะมีประโยชน์อะไร้ เฮ่อ ฟังบรรยายนี่มันน่าเบื่อจริงจริ๊ง” รีเนลพูดเพียงแค่นั้น เพราะดูเหมือนวิทยากรพิเศษในครั้งนี้จะเริ่มพุ่งความสนใจมาที่สองสาวแล้ว

            “ทางนั้นมีอะไรสงสัยหรือเปล่าครับ” นั่นไง โดนเข้าแล้ว เฟมีลคิด

            “เอ่อ พวกเรากำลังปรึกษาอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ...เบรนบอร์ดน่ะค่ะ” ทุกคนในห้องต่างพุ่งความสนใจไปที่กลุ่มของพวกเฟมีลทันที

            “อ้าว เหรอครับ ผมนึกว่ามีอะไรสงสัยเสียอีกแล้ว...พวกคุณคิดว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นอย่างไร ในความคิดของชาวเซวีเรี่ยน อย่างคุณ” รีเนลหันไปมองเฟมีลที่กำลังทำหน้าลำบากใจเหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าเจ้าสิ่งที่ว่ามันเป็นยังไง ถึงจะเหมือนคามิลก็เถอะ

            “คง...จะดัดแปลงมาจากคอมพิวเตอร์สินะ ทั้งรูปแบบและการทำงานก็คงคล้ายๆ กัน เพียงแต่การขับเคลื่อนคงไม่ใช้พวกไฟฟ้า แต่เป็นพลังเวทของพวกคุณสินะ” เสียงฮือฮาของคนทั้งห้องดังขึ้น เฟมีลมองซ้ายมองขวาอย่างไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไรผิด

            “คอมพิวเตอร์ ? ไฟฟ้า ?  สิ่งที่คุณพูดคืออะไรเหรอครับ ” คำถามนั้นทำให้เฟมีลฉุกใจคิดได้ จริงด้วย ที่นี่ไม่มีใครรู้จักไฟฟ้าหรือคอมพิวเตอร์นี่นา เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะตอบคำถามของเขา โยราจึงเปลี่ยนเรื่องทันที

            “เราพักเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วกัน มาต่อกันดีกว่านะครับ พวกเราพัฒนาเบรนบอร์ดมาหลายร้อยปี ณ ขณะนี้เราสามารถใช้เบรนบอร์ดให้เป็นได้ทั้งพาหนะ ที่เก็บสัมภาระและเครื่องบันทึกข้อมูล รวมไปถึงอาวุธด้วย หลักการทำงานของมัน เรามาดูกันตั้งแต่แรก...”

 

            “เฮ่อ จบการบรรยายเสียที เหนื่อยเป็นบ้า ไปหาอะไรกินกันดีกว่า”

            “เธอไม่เห็นจะน่าเหนื่อยตรงไหน เอาแต่นอน ยัยตัวเล็ก โอ๊ย มันเจ็บนะ” คนโดนว่าแลบลิ้นใส่คนตัวใหญ่ก่อนจะวิ่งไปกอดคอเฟมีลแล้วพูดว่า

            “ไปกันดีกว่าเฟมีล แถวนี้อากาศไม่ค่อยดี อ๊ะ นั่นลีโอเดินมาทางนี้แล้ว” เฟมีลหัวเราะกับสายตาที่มองมาอย่างไม่สบอารมณ์ของโทนี่ ก่อนจะโดนรีเนลดึงไปหากลุ่มของลีโอที่แยกไปนั่งในส่วนของตัวแทนของปราการซิลเทลล่า

            “แอบคุยกันจนได้เรื่องเลยหรือไงสองสาว” ไมล์ทัก

            “ก็ยังดีกว่าหลับล่ะน่าไมล์” ลีโอเสริม

            “แหม พ่อคนตั้งใจเรียนทั้งสอง ทำไม พวกฉันน่ะพ้นวัยเรียนมาตั้งนานแล้วนี่ พูดอย่างนี้จะหาเรื่องกันใช่ไหม รีเนล เราไปหาเซแล้วไปกินข้าวตามภาษาผู้หญิงกันดีกว่า ปล่อยให้พวกนี้เขาไปหาอะไรกินกันเองเถอะ เชอะ” เฟมีลสะบัดหน้าไปอีกทาง ก่อนจะลากรีเนลไปหาหญิงสาวแสนสวยที่พึ่งเดินออกมาทันที

            “วาว ว่าว ว้าว โดนโกรธเสียแล้วล่ะ ลีโอ อย่างนี้คืนนี้มีหวังนายได้มานอนกับฉันแน่ๆ” ไมล์พูดไป หัวเราะไปแถมยังเอามือฟาดบ่าเพื่อนสนิทอย่างสบายใจ

            “ฉันไม่อยากให้คนอย่างนายมาพูดหรอกน่า ไปเถอะ พวกจาร์รอกินข้าวแล้ว” ไมล์มองแผ่นหลังของเพื่อนอย่างขำๆ เห็นนิ่งๆ อย่างนี้เถอะ ใจคงไม่นิ่งอย่างที่แสดงออกมาล่ะสิ เอาเถอะ คืนนี้ได้รู้กัน

            “เฟมีล รีเนล ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” สองสาวตรงเข้ากอดเพื่อนให้หายคิดถึงก่อนจะแย่งกันพูดว่า

            “มาด้วย ทำไมไม่บอกหือเซ อย่างนี้ต้องโดนลงโทษให้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงเราดีไหม เฟมีล”

            “ช่าย แล้วคราวนี้พี่ไคน์มาด้วยหรือเปล่า” เซเลน่า ไฮน์ หัวเราะออกมากับท่าทางของเพื่อนๆ

            “เปล่า ไม่ได้มาด้วย ไคน์ไปติดต่องานที่ฟอรี่ คงตามมาอาทิตย์หน้า แล้วพวกหนุ่มๆ ล่ะ หายไปไหนหมด” เซพูดพร้อมกับมองไปทางกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่กำลังจับกลุ่มคุยอะไรบางอย่างกัน

            “ปล่อยพวกนั้นเขาไปเถอะ เราไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า นานๆ จะว่างมาอยู่พร้อมกันแบบนี้” เซหัวเราะขำไปกับท่าทางกระดี๊กระด๊าของรีเนลและไม่ได้ขัดเมื่ออีกฝ่ายดึงเธอเข้าร่วมกลุ่มคนโสดไม่จริงนี้แต่อย่างใด สามสาวเดินหายไปตามทางเดินสู่โรงอาหารหลักของปราการ

            “คนของพวกนายหายไปแล้วโน่น” จาเร็ตพูดพลางชี้ให้โทนี่และลีโอมอง

            “ช่างเขาเถอะ คงอยากจะคุยกันตามประสาแหละ นี่จาร์ ข่าวนี่กรองแล้วแน่นะ” โทนี่พูดพลางยื่นเศษกระดาษที่อีกฝ่ายเขียนส่งมาให้ระหว่างกำลังฟังบรรยาย

            “อย่าพูดเรื่องนี้ที่นี่ดีกว่า ลีโอมีห้องที่มิดชิดพอจะคุยอะไรได้ไหม” ลีโอพยักหน้าอย่างเงียบงัน ก่อนจะเดินนำเพื่อนไปอีกทาง การแยกกลุ่มครั้งนี้อยู่ในสายตาของวิทยากรพิเศษทั้งสองโดยตลอด

            “นายสนใจคนพวกนี้ด้วยเหรอ บาร์น”

            “กลุ่มคนพวกนี้อยู่ในเหตุการณ์ของเราเมื่อสองปีก่อนนี่ เหตุการณ์นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะให้คนธรรมดาสามัญเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้หรอก แล้วพอเรามาบรรยายที่นี่ก็เจอพวกนี้อีก นายไม่คิดว่ามันบังเอิญเกินไปบ้างเหรอ” โยราและบาร์น ออกเดินไปตามทางสู่ห้องอาหาร

            “แล้วได้ข้อมูลอะไรน่าสนใจบ้างล่ะ” น้ำเสียงถามเอื่อยๆ ของโยรา ทำให้บาร์นนึกอยากเถียงว่า เรื่องพวกนี้นายรู้ดีกว่าฉันอีก ต้องให้ฉันเล่าอีกเหรอ แต่เอาเถอะ ยังไงก็ต้องแบ่งข้อมูลกันอยู่แล้ว

            “เอาแบบละเอียด หรือว่าคร่าวๆ นายเอาอาหารชุดเหมือนฉันหรือเปล่า” โยราพยักหน้า คอยจนถาดอาหารลอยมาหาเขาทั้งสองแล้ว จึงพากันเดินไปยังที่นั่งพิเศษที่ถูกจัดเอาไว้ตรงเฉลียงซึ่งมีร่มธรรมชาติคือต้นไม้ใหญ่ สายลมอ่อนกับกลิ่นแดดที่ลอยโชยมายิ่งเพิ่มรสชาติของอาหารได้เป็นอย่างดี

            “ละเอียดแบบพอประมาณได้ไหม เริ่มที่ ลีโอ ฟรานเชสก้า ก่อนก็ดี” บาร์นมองคนที่ไม่ว่าเมื่อไรก็กวนอารมณ์เขาได้ตลอด ถ้าไม่ใช่เรื่องงานพวกเขาสองคนคงคุยกันดีๆ ไม่ได้     

            “ลีโอ ฟรานเชสก้างั้นเหรอ นายนี่ตาถึงไม่ใช่เล่นนะ ว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐหนุ่มคนนี้มีความสามารถหลากหลาย จบการศึกษาจากโรงเรียนเวทแห่งเซวีน่า ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งแบบม้วนเดียวจบ...ไม่เข้าใจล่ะสิ หมายความว่า พ่อหนุ่มคนนี้สอบเข้าได้เป็นที่หนึ่ง ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตอนเรียนนายคนนี้ยังสอบได้เป็นที่หนึ่งตั้งแต่ปีการศึกษาแรกยันปีสุดท้าย เข้ารับการศึกษาต่อที่ปราการซิลเทลล่า แผนกการปกครองและยังคงอยู่อันดับหนึ่งมาโดยตลอด อุปนิสัยค่อนข้างเงียบและมองออกยาก มีการตัดสินใจเฉียบขาดว่ากันว่า ขณะที่เป็นจอมเวทฝึกหัด เขาก็ได้เป็นหัวหน้าหน่วยดูแลความปลอดภัยของปราการรัตติกาลซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ...” โยราปาดแยมสีประหลาดบนขนมปังตัวเองพร้อมกับพูดแทรกขึ้นว่า

            “ฟังดูเหมือนคนไร้ที่ติอย่างไรชอบกล หน้าตาดี เรียนเก่ง มีความสามารถเป็นเลิศ ตกลง ข้อมูลที่นายได้มานี่ มีจุดอ่อนของคนๆ นี้บ้างไหม” บาร์นแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีกับการกวนอารมณ์ของอีกฝ่าย

            “นายคิดเหมือนฉันเลย อืม จะเรียกว่าจุดอ่อนหรือเปล่าไม่รู้นะ เพราะสิ่งที่น่าจะเป็นจุดอ่อนของเขาได้ก็คือ หญิงสาวที่ชื่อว่า เฟมีลล่า ไดเอนแพนไทร์หรือที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น เฟมีลล่า ฟรานเชสก้า แล้วน่ะนะ”

            “ชายหนุ่มย่อมพ่ายแพ้ต่อหญิงงามว่างั้น” ถ้าบาร์นเป็นผู้หญิงเขาคงค้อนใส่เพื่อนไปแล้ว แต่เพราะเขาเป็นผู้ชายเลยได้แต่นับหนึ่งถึงสิบด้วยความอดทน

            “ก็ไม่รู้เหมือนกัน รายละเอียดลึกๆ ของคนคู่นี้เห็นว่าเรียนด้วยกันมาตลอด ฝ่ายชายน่ะเห็นว่าตามใจกันสุดๆ ก็นั่นแหละนะ ถ้าเพื่อผู้หญิงที่สวยขนาดนั้น...”

            “อะแฮ่ม” เสียงกระแอมเตือนพร้อมทั้งดวงตาที่ฉายแววว่าอย่านอกเรื่องได้ไหม ทำให้บาร์นหยุดทำตาปอยแล้วพูดต่อว่า

            “แต่อย่างที่บอกจะคิดว่าเธอคนนั้นเป็นจุดอ่อนก็ไม่ได้ เพราะเธอไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่นายบอกจริงๆ ลูกสาวของนักดนตรีเวทอันดับหนึ่งของเซวีน่า แม่เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของศาสตราจารย์จอมเวทและศาตราจารย์ไอริณ หญิงเหล็กแห่งวงการการศึกษา แถมยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลไดเอนแพนไทร์ ซึ่งเป็นตระกูลที่กุมอำนาจสิ่งตีพิมพ์เกือบทุกชนิดในเซวีน่า ด้านความสามารถก็เป็นที่ยอมรับจากบุคคลสำคัญทั่วโลก หลักฐานเด่นชัดคือ เธอเป็นคนเพียงคนเดียวที่ได้รับจดหมายเชิญชั้นสูงสุดจากหน่วยการศึกษาพิเศษแห่งรัฐดาโรก้าให้เข้าเรียนต่อโดยไม่ต้องสอบ...”

            “จดหมายเชิญ หรือว่าที่นี่เขาไม่ได้เข้าเรียนโดยการทดสอบกัน มีเด็กเส้นกับเขาด้วย”

            “นายอย่ามาลองภูมิฉันหน่อยเลยโยรา นายเองก็น่าจะสืบเรื่องนี้มาบ้างแล้วนี่ แต่เอาเถอะ ถ้าไม่รู้จริงๆ ฉันบอกก็ได้ จดหมายที่ว่ามันไม่ได้ออกกันง่ายๆ นะ เพราะต้องมีคนใหญ่โตระดับเจ้าผู้ครองรัฐหรือศาสตราจารย์จอมเวทรับรองด้วย นายคิดดูนะแค่ให้มีคนรับรองแค่คนเดียวยังยากแต่...จดหมายเชิญของเฟมีลล่า ไดเอนแพนไทร์ เป็นจดหมายที่ออกโดยมีการรับรองจากเจ้าผู้ครองรัฐทั้งเจ็ดและศาสตราจารย์จอมเวททั้งสองเชียวนะ คิดดูสิว่ามันจะยิ่งใหญ่แค่ไหน” โยราเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ดูเหมือนเพื่อนของเขาจะได้รับข้อมูลมากกว่าที่เขาคิด เพราะข้อมูลที่เขาได้รับมาแค่รู้ว่าจดหมายเชิญที่ออกให้ส่วนใหญ่ขั้นพื้นฐานคือการรับรองจากเจ้าผู้ครองรัฐอย่างน้อย 1 รัฐ แต่นี่กลับได้รับการรับรองจากทั้งหมดเชียวนะ แต่ว่ามันมีเรื่องแปลกอยู่เรื่อง

            “ทำไมถึงสอง?”

            “ห๊ะ?” บาร์นที่กำลังยกช้อนตักอาหารเข้าปากชะงักกับคำถามที่ไม่ชัดเจนของอีกฝ่าย

            “ฉันหมายถึง ทำไมถึงเป็นศาสตราจารย์จอมเวท 2 คน”

            “แล้วทำไมสองคนไม่ได้ ที่นี่เขามีศาสตราจารย์จอมเวทกี่คนล่ะ” โยรามองบาร์นอย่างเหลือเชื่อ ขนาดได้ข้อมูลมาขนาดนี้ แล้วทำไมเรื่องง่ายๆ อย่างนี้ถึงไม่รู้ได้

            “ที่นี่เขามีศาสตราขจารย์จอมเวทแค่คนเดียวนะบาร์น ข่าวของนายนี่ถูกต้องหรือเปล่า”

            “ฉันก็ต้องกรองมาแล้วสิ ของนายผิดหรือเปล่า” คราวนี้เป็นฝ่ายโยราที่ของขึ้นบ้าง เขาน่ะเหรอ ได้ข้อมูลมาผิด คนตรงหน้าเขาต่างหากที่น่าจะผิดมากกว่าเขา

            “ฉันว่าเราคงต้องหาข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มแล้วล่ะ เอาเถอะตอนนี้เรากลับมาเรื่องเดิมกันดีกว่า ข้อมูลของนายเกี่ยวกับเธอคนนั้นมีแค่นี้เหรอ"

            “ถ้าคร่าวๆ ก็ประมาณนี้แหละ ต่อมาเป็นคนที่เราพึ่งเห็นกันไม่กี่วันนี้ จาเร็ต อามาน ลูกชายเพียงคนเดียวของอับราฮัม อามาน หัวหหน้าหน่วยข่าวกรองที่นี่ เป็นนักหาข่าวที่อายุน้อยที่สุด มีความสามารถพิเศษในการรวบรวมข่าวสารเป็นพิเศษ แต่เท่าที่ดู หมอนี่น่าจะเน้นไปทางจารกรรมข้อมูลมากกว่า ประวัติอื่นๆ ก็หมือนคนทั่วไปไม่มีอะไรพิเศษนอกจากเรื่องความสามารถบางอย่างที่ยังไม่แน่ฃัด อย่างที่ว่าเป็นลูกหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ฉันไม่รู้ว่าข้อมูลที่ฉันได้มาถูกดัดแปลงเอาเฉพาะส่วนที่เขาอยากจะให้รู้หรือเปล่า”

            “เหรอ แต่เท่าที่ฉันได้มา เขาก็แค่เป็นคนที่อยู่ใต้บารมีพ่อเท่านั้นนี่” บาร์นเหลือบตามองคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจ เพราะสำหรับตัวเขา คนที่ธรรมดาไม่โดดเด่นนี่แหละน่ากลัวที่สุด เพราะเราอาจถูกข้อมูลที่ธรรมดานั้นหลอกเราได้ แต่สำหรับอีกฝ่ายคงไม่สนใจหรอก เพราะโยราไม่ค่อยได้ออกภาคสนามบ่อยอย่างเขานี่

            “คำพูดนี้ ไม่น่าจะออกมาจากปากนายเลยนะ โยราเน่ เอ็ดกราด บางทีคนๆ นี้อาจจะสืบรู้เรื่องบางอย่างที่ทำให้เราลำบากก็ได้” โยรายักไหล่เหมือนไม่สนใจ บาร์นเองก็เหนื่อยที่จะชวนทะเลาะ เพราะในความคิดลึกๆ เขายังเชื่อในความสามารถของโยรา คนที่มีความสามารถที่หาได้ยากยิ่งของเซกัน...พลังในการมองเห็นสิ่งที่แท้จริง

            “เอาน่า แล้วคนที่อยู่กับนายลีโอนั่นบ่อยๆ ล่ะ ฉันว่าคนนั้นน่าสนใจกว่าเยอะเลย” บาร์นม้วนเส้นสปาเก็ตตี้เข้าปากเคี้ยวพลาง พูดพลางว่า

            “คนนั้นคือ ไมล์เอล เดอ คูลนิ่ง อย่างที่เรารู้ตระกูลนี้เป็นสายเลือดของเทพีโรเซร่า นอกจากนี้ตระกูลเดอ คูลนิ่งยังมีความสัมพันธ์กับฟรานเชสก้าด้วย คือเด็กชายที่เกิดในแต่ละช่วงอายุของคนในตระกูลนี้ หากเกิดในปีเดียวกับว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐดาโรก้าจะถูกส่งตัวมาอยู่กับสายเลือดฟรานเชสก้าทันทีอาจจะตั้งแต่จำความได้เลยมั้ง”

            “เพราะอะไร นายรู้หรือเปล่า” น้ำเสียงกระตือรือร้นของโยรา ทำให้บาร์นยกมือห้ามไม่ให้เขาพูดต่อ ชายหนุ่มรู้ว่านี่คือนิสัยเสียอีกอย่างของโยรา ช่างซักช่างถามจนน่ารำคาญ

            “เรื่องนั้นยังไม่แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ คือสายเลือดของฟรานเชสก้า จะแสดงพลังที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อมีคนของเดอ คูล นิ่งอยู่ด้วยเท่านั้น นอกจากประวัติครอบครัวที่น่าสนใจแล้ว ไมล์เอล เองก็เป็นผู้มีความสามารถคนหนึ่ง แต่ติดที่ไม่ค่อยแสดงความสามารถเท่าไรเลยทำให้เขากลายเป็นคนไม่เด่นดังเท่าที่ควร”

            “คนอื่นล่ะ มีอีกไหม” บาร์น รอจนเคี้ยวอาหารคำสุดท้ายหมดแล้วจึงตอบว่า

            “คนอื่นก็มีนะ มีผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมสีชมพูกับผู้ชายตัวโตๆ...ให้ตาย ผู้หญิงคนนั้นสวยชะมัด” เสียงครางด้วยความไม่อยากจะเชื่อของบาร์น ทำให้โยราต้องหันกลับไปมอง หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองอร่าม นั่งหันหน้าเข้าหาบาร์นนั้นทำให้เขาอึ้งไปเหมือนกัน แต่คนที่เธอคนนั้นนั่งด้วยก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

            “เขานั่งอยู่กับคนที่เรากำลังพูดถึงอยู่เลย สงสัยจะพวกเดียวกัน เช็ดน้ำลายได้แล้วน่าบาร์น คนสวยอย่างนี้ไม่เหลือให้นายหรอกน่า" แต่ดูเหมือนเสียงเตือนของโยราจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปแล้ว เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาจนถึงเมื่อกี้ได้เดินไปหาสาวๆ กลุ่มนั้นแล้ว

            หน้าหม้อไม่เปลี่ยน...แต่ช่างเถอะ เขาเองก็พอมีข้อมูลเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ไม่น้อย แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คงจะเป็น... ลีโอ-เฟมีลล่า ฟรานเชสก้า ดูเหมือนสองคนนี้จะเข้ามายุ่งเรื่องของพวกเขาอยู่เรื่อย ศึกษากันไว้หน่อยคงไม่เสียหาย


[1] แว่นตาแคลคูเล เป็นนวัตกรรมใหม่จากแผนกพัฒนาการเวท เป็นอุปกรณ์พิเศษสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสายตาที่ไม่เพียงจะแก้ไขปัญหาด้านสายตาเท่านั้น ยังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการจดบันทึก วิเคราะห์ รวมไปถึงประมวลผลข้อมูลที่ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

Post Comment

Statistic

Date posted: 10 years ago.
Date modified: 9 years ago.
Overall Viewed: 107,806 times
Monthly Viewed: 46 times
Rated: 356 times
Favorited: 89 times
Commented: 709 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.