เซวีน่ามหานครแห่งมนตรา ตอน ปริศนาทรายสีดำ

ตอนที่ 3 โยราเน่ เอ็ดกราด

 

ตอนที่ 3 โยราเน่ เอ็ดกราด

 

 

          ท่ามกลางขุนเขาอันยิ่งใหญ่ของดีเนโซล ปราการซินเทลล่าศูนย์รวมทุกศาสตร์ในแผ่นดินยังคงตั้งตระหง่านอย่างสง่างามดังเช่นเดิม เฟมีลมองจากรถลากและคิดเหมือนทุกครั้งที่มองปราการดินอันยิ่งใหญ่จากมุมสูง ใหญ่ชะมัด...

          “อเรย์ ดูเหมือนนายกำลังมีความสุขอยู่หรือเปล่า” เฟมีลแซวสัตว์พาหนะประจำตัว

            “แน่นอนครับ ก็เฟมีลไม่ค่อยมาที่นี่นี่นา”

            “เจ้านายเธอจะมาได้ไงเล่า อเรย์ ก็รู้กันอยู่ว่า เขาน่ะใช้ศิลาเวทได้แย่แค่ไหน” เฟมีลหันไปตีแขนรีเนลทันที ก่อนจะพูดแก้ตัวให้กับตัวเองว่า

            “ฉันไม่ได้แย่ขนาดนั้นเสียหน่อย อย่างน้อยการใช้ศิลาเวทของฉันก็ผ่านเกณฑ์ทดสอบมาตรฐานล่ะน่า ไม่เชื่อไปถามมาสเตอร์ราสเอลได้เลย”

            “จ้าๆ แม่คนเก่ง คราวนี้อยู่ต่อหน้าแขกบ้านแขกเมืองอย่าทำให้ขายหน้าก็แล้วกัน”

            “เชอะ” เฟมีลร้องพลางสะบัดหน้าหนี ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ รีเนลชอบล้อเรื่องนี้อยู่เรื่อย เพราะศิลาเวทไม่ใช่เหรอทำให้เธอต้องขอร้องให้ตานั่นช่วยสอนให้มาตั้งแต่เป็นวอร์เจสเทิร์น แต่มันก็เป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว โดยส่วนใหญ่ถ้ามาที่นี่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเรื่องการใช้พลังกันหรอก เพราะที่นี่คือ...แผ่นดินแห่งปัญญานะ

            “ยินดีต้อนรับสู่ปราการซินเทลล่าครับ ท่านเฟมีล” มิลิเน่ ดิชชอพ พ่อบ้านใหญ่แห่งปราการซินเทลล่ายืนรอ เฟมีลและรีเนลอยู่ตรงจุดจอดรถลาก เฟมีลยิ้มรับการโค้งคำนับอย่างงดงามของพ่อบ้านคนเก่งและพูดขึ้นว่า

            “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ คุณมิลิเน่ สบายดีไหมคะ” มิลิเน่ยิ้มรับคำทักทายอย่างเป็นกันเองของเฟมีล พร้อมกับผายมือเชิญทั้งคู่ให้เดินตามเขาไป ส่วนผู้ช่วยพ่อบ้านอีกสองคนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังของเขาทำหน้าที่จัดการกับสัมภาระทั้งหมด

            “พวกผู้ชายจะตามมาที่หลังค่ะ มีปัญหานิดหน่อยที่สภากลาง” พอพูดถึงปัญหารีเนลอดปล่อยคิกออกมาไม่ได้ แล้วตามประสาคนช่างเล่าเจ้าแม่กรมข่าวก็พูดขึ้นว่า

            “ความจริงต้องเรียกว่า เป็นปัญหาพ่อลูกค่ะ คุณมิลิเน่”

            “พ่อลูกเหรอครับ?” ชายฃราถามอย่างสนใจ

            “ค่ะ เรื่องของพ่อลูก เพราะว่านายจาร์ไม่ค่อยจะยอมอยู่บ้าน พ่อเขาเลยต้องขอกักตัวไว้สักวันสองวันน่ะค่ะ นายพาตันเลยต้องอยู่ด้วยตามเคย โทนี่เลยอาศัยจังหวะนี้เข้าไปหาข้อมูลในบ้านลับของหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองด้วย” มิลิเน่ฟังเสียงหญิงสาวเล่าไปก็หัวเราะออกมาเบาๆ

            “จริงเหรอครับ เท่าที่ผมทราบ อับราฮัม อามาน ไม่น่าจะเป็นคนติดลูกขนาดนั้นนี่นา”

            “นั่นน่ะสิคะ” เสียงหัวเราะของทั้งสามดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของทางเดินเข้าสู่ที่พัก จนทำให้คนที่ยืนรออยู่ปลายทางต้องขมวดคิ้วอย่างสงสัย

            “อ้าว ท่านลีโอ ไหนว่ามีเรียนวิชาการปกครองกับท่านโซลแลร์ไงครับ” ชายชราทักชายหนุ่มอย่างแปลกใจ

            “ท่านตาบอกว่ามีธุระด่วนน่ะ อ้อ ท่านตาฝากมาบอกให้คุณมิลิเน่ไปพบที่ห้องทำงานด้วยนะ” มิลิเน่มองใบหน้านิ่งของว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐหนุ่มอย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาจึงเอ่ยขอตัว

            “งั้นฝากท่านลีโอรับหน้าที่ต่อจากผมทีนะครับ”

เมื่อร่างพ่อบ้านใหญ่พ้นไปแล้ว รีเนลจึงกระโดดมาเท้าเอวด้านหน้าลีโอ ก่อนจะแซวด้วยน้ำเสียงรู้ทันว่า

            “แน่ พ่อหนุ่มน้อย แอบหนีเรียนมาล่ะสิ ทำมาเป็นอ้าง” ลีโอส่ายหน้าไปมาพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย เพราะรู้ว่าถ้าต่อล้อต่อเถียงด้วยเขาคงเสียหน้าแม่สาวนักหาข่าวคนนี้แน่ เมื่อรีเนลเห็นว่ายั่วอีกฝ่ายไม่ได้ผลเลยเปลี่ยนเรื่อง

            “อบรมพิเศษครั้งนี้ ปราการซินเทลล่า ให้ใครเข้าร่วมบ้างเหรอ”

            “ส่วนใหญ่จะเป็นจอมเวทที่อยู่แผนกพัฒนาการเวทสิบกว่าคน พวกเธอ 5 คน ฉัน ไมล์ ราเชล อาคีร่า ชาลี นิก เซเลน่า เอ...อาจมีมากกว่านี้นะ เพราะการอบรมครั้งนี้มีตัวแทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมด้วย” ลีโอพูดพลางเปิดประตูสู่ห้องพักสำหรับแขกของปราการ

            “ว้าย ยัยเซด้วยเหรอ ทำไมไม่เห็นส่งข่าวมาบอกพวกเรามั่ง อย่างนี้เจอหน้าต้องลงโทษหน่อยแล้ว ใช่ไหมเฟมีล”

            “อื้อ เอ๊ะ แล้วสัมภาระของฉันอยู่ไหนล่ะเนี่ย” เฟมีลพูดขึ้นอย่างสงสัย

            “มันแน่อยู่แล้วย่ะ ของเธอจะมาอยู่ที่นี่ได้ไง รู้ๆ กันอยู่น่า จริงไหมลีโอ” เฟมีลเท้าเอวอย่างเคืองๆ ที่ดูเหมือนเพื่อนของเธอจะเสือกไสไล่ส่งเธอเหลือเกิน แต่ในเมื่อทำอะไรเพื่อนสนิทไม่ได้เลยต้องหันมาเล่นงานคนใกล้ตัวแทน

            “จะไม่น่าเกลียดหรือ ลีโอ ตอนนี้เราไม่ได้มาเยี่ยมคุณตาเหมือนทุกทีนะ เรามาทำงาน” ลีโอไม่ได้ตอบทันทีเขาเดินไปคว้ามือหญิงสาว ลากเธอออกจากห้องพลาง พูดไปพลางว่า

            “ไม่เห็นจะน่าเกลียดตรงไหน อย่าลืมสิว่าห้องพักส่วนนี้ คือส่วนของคนมีครอบครัวแล้วทั้งนั้น แล้วเดี๋ยวโทนี่ก็จะมาถึงแล้ว เธอจะอยู่ห้องนี้ได้ไง” พอเอ่ยชื่อเพื่อนอีกคน ทำให้คนจะเอาเรื่องเมื่อกี่เงียบไป ชายหนุ่มเลยถือโอกาสหันไปบอกรีเนลว่า

            “โทนี่บอกว่าจะมาถึงที่นี่ค่ำๆ หน่อย เวลาอาหารเย็นที่นี่เริ่มตอนหกโมงเย็น รู้อยู่แล้วใช่ไหม” รีเนล กระเด้งตัวจากเตียงนอน พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน แถมด้วยการโบกมือลาประชดเฟมีลเสียด้วย

            “งั้นเจอกันที่ห้องอาหารนะ” เฟมีลพูดพร้อมกับค้อนใส่เพื่อน ก่อนจะปิดประตูลง

 

            โยราเน่ เอ็ดกราดกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจ ในขณะที่เพื่อนร่วมงานของเขากำลังตรวจสอบทุกซอกทุกมุมของห้องพัก โยรามองบาร์นอย่างขำๆ เพราะชายคนนี้ทำเหมือนกับว่าพวกเรากำลังตกอยู่ในห้องลับที่มีอุปกรณ์สอดแนมครบครันและเป็นการยอมรับไม่ได้สำหรับหัวหน้าหน่วยจู่โจมคนเก่งแห่งซีเนสตร้าที่จะยอมให้ตนเองถูกสอดแนมโดยง่าย

            “นายน่าจะลองนั่งลงจิบชารสเลิศนี้นะ ฉันว่ามันใช้ได้ทีเดียว” บาร์นปรายตาไปมามองคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างไม่พอใจ ในที่สุดก็ยอมกระแทกตัวลงนั่งที่เก้าอี้รับแขกอีกตัวแต่โดยดี

            “ดูนายสบายใจจังนะ”

            “จะให้ไม่สบายได้ไง ที่นี่เขาต้อนรับเราดีจะตาย แถมที่ดีเนโซลนี้อากาศก็ดี ต้นไม้ก็เยอะ นายทำไมไม่คิดว่าเรามาพักผ่อนกันบ้าง” โยราพูดพร้อมกับชี้ออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ ภาพอย่างนี้ไม่มีทางหาได้ในเซกัน แต่ที่นี่กลับเป็นเรื่องปกติจนเจนตา

            “แต่ว่าเรามาที่นี่เพื่อ...”

            “ฉันรู้หรอกน่า แล้วนายจะทำไง ตรงดิ่งตามแผนเลยหรือไง นายเองก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทำไมช่วงนี้นายดูเร่งรีบเสียจริงไม่เหมือน บาร์น มิชชาร์พที่ฉันรู้จักเลย” บาร์นพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ อย่างขัดใจ

            “ทำไม ฉันเป็นไง”

            “ก็ไม่เป็นไงหรอก แค่เคลื่อนไหวเกินความจำเป็น คิดมากและงี่เง่ายิ่งกว่าเดิมอีกนิดหน่อย”

            “ไอ้บ้า ที่พูดนี่วิจารณ์หรือหลอกด่ากันแน่” โยรายักไหล่อย่างไม่สนใจ

            “บาร์น มีอะไรบางอย่างรบกวนใจนายหรือไง” โยราถามเสียงนิ่ง เสียงแก้วชากระทบกับจานรองทำให้สองหนุ่มสบตากันโดยบังเอิญ ดวงตาสีน้ำตาลแดงมองตรงนิ่งลึกเข้าไปในดวงตาสีเขียวเข้ม

            “นาย...คำพูดของนายเมื่อตอนนั้นหมายความว่าไง” โยราเริ่มหัวเราะเบาๆ จนกลายเป็นเต็มที่นานหลายนาที ก่อนจะพยายามรักษามารยาทอันดี เพราะอีกฝ่ายกำลังอดกลั้นไม่ลงไม้ลงมือกับเขาเสียก่อน

            “อย่าบอกนะว่า นายคิดเรื่องนี้มาตลอด นายนี่คิดเล็กคิดน้อยเกินคาดนะ หึ หึ”

            “นายหยุดหัวเราะด้วยน้ำเสียงอย่างนั้นได้ไหม เจ้าคนน่ารังเกียจ” โยราหัวเราะต่อเนื่องไปอีกเหมือนจะยั่วให้อีกฝ่ายโกรธยิ่งขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าคนถูกยั่วง่ายจะลุกหนีจึงหยุด

            “นายสงสัยว่าฉันได้อะไรจากที่นี่ หรือสงสัยว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ล่ะ โห่ ไม่ต้องมาทำตาขวางอย่างนั้นเลยน่า นายนี่ไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย” บาร์นยังคงยืนจ้องมองเพื่อนร่วมงานด้วยสายตานิ่งโดยไม่พูดอะไร

            “ฉัน...คิดมาตลอดว่าทำไม เซวีน่าถึงได้อยู่อย่างสงบได้ ในเมื่อมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถก่อสงครามขนาดย่อมได้เลย โอเค เรื่องเมื่อสองปีก่อนทำให้เราเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้บ้าง แต่มันไม่ทั้งหมด...” พอโยราเริ่มพูด บาร์นจึงนั่งลงฟังอย่างตั้งใจ

            “นายไม่คิดบ้างเหรอว่า เซวีน่ากับเซกันสามารถหยิบยืมพลังจากธรรมชาติได้เหมือนๆ กัน”

            “ห๊ะ?” เสียงบาร์นร้องขัด แต่โยราหันกลับสบดวงตาสีเขียวเข้มของเพื่อนสนิทอย่างจริงจังก่อนจะพูดเน้นว่า

            “พวกเรากับพวกเขาเหมือนกันจริง แตกต่างกันแค่ตอนนี้ที่เซกันมีคนที่มีพลังนั่นน้อยกว่าที่นี่เท่านั้น”

            “แต่คนที่นี่เขามีพลังที่เรียกว่า พลังธาตุไม่ใช่เหรอ” บาร์นถามขึ้นอย่างสงสัย

            “แล้วนายคิดว่าพลังธาตุที่ว่าได้มาจากอะไร...พลังธาตุของเซวีน่า ได้มาจากสถานที่เกิดของเด็กแต่ละคน นั่นหมายความว่า นอกจากชาวเซวีเรี่ยนจะมีความสามารถหยิบยืมพลังจากธรรมชาติแล้ว พวกเขายังสามารถซึมซับพลังธรรมชาติจนสร้างเป็นพลังเฉพาะตัวขึ้น ถ้าจะอธิบายให้ง่าย ๆ มันหมายความว่า คนที่นี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มีชีวิต พวกเขาเป็นมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการข้ามขั้นกว่าพวกเราไงล่ะ” บาร์นยกมือขึ้นกอดอกอย่างครุ่นคิด

            “มนุษย์ที่มีวิวัฒนาการข้ามขั้นกว่าเรางั้นเหรอ?”

            “ใช่ พวกเขาถึงได้ใช้พลังได้มากกว่าเราไง” บาร์นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามต่อว่า

            “แล้วไง ตกลงว่าเซกันกับเซวีน่าเหมือนกัน แล้วไงต่อ”

            “แล้วไงต่อหรือ ฉันก็แค่คิดว่า ถ้าพวกเราเซกันสามารถมีวิวัฒนาการอย่างนั้นได้บ้าง นายไม่คิดเหรอว่า เซกันของพวกเราจะดีกว่านี้”

            “หึ พูดง่ายแต่ทำยาก” โยราลุกขึ้นแล้วเดินไปที่หน้าต่างกระจก

            “ใช่ เพราะวิวัฒนาการต้องใช้เวลาใช่ไหมล่ะ” บาร์นขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ โยราต้องการจะบอกอะไรกันแน่

            “เวลา คือปัญหาใหญ่ของเซกันไงล่ะบาร์น พวกเราใช้เวลาไปกับการทำลายโลกของเรา แต่เซวีน่าใช้เวลาในการปรับปรุงโลกของพวกเขา ผลลัพธ์ของโลกคู่ขนานก็คือ ปัจจุบันที่เราต้องมายืนอยู่ตรงนี้ไง”

            “นายพูดเหมือนกับ...” ก่อนที่บาร์นจะหลุดคำพูดออกมาชายหนุ่มก็เงียบไป การกระทำนั้นของบาร์นทำให้โยราต้องกลั้นหัวเราะเพราะเขารู้ว่า ที่อีกฝ่ายเงียบไปนั้นเพราะกลัวว่าในห้องนี้จะไม่ได้มีแค่เขาสองคน แล้วคำสั่งลับที่ทั้งคู่ได้รับมาคงจะไม่ลับอีกต่อไป

            “ถ้านายคิดว่า สิ่งที่ฉันคิดเหมือนเรื่องที่พวกเราต้องทำล่ะก็ เปล่าเลย จุดมุ่งหมายอาจใกล้เคียงแต่สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่เรื่องนั้น แต่เป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่านั้นต่างหาก”

            “สิ่งที่ยั่งยืนกว่านั้นเหรอ อะไรล่ะ” มุมปากของคนเจ้าความคิดแย้มยิ้มขึ้น มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้บาร์นไม่สบายใจนัก เพราะเจ้าหมอนี่ยิ้มอย่างนี้ทีไร ก็เป็นเขานี่แหละที่ต้องเหนื่อยแทนทุกที

 

 

ก็อก ก็อก ก็อก...   

          “เข้ามา” เสียงทรงอำนาจของชายชราดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เปิดออก

            “เรียกพบผมหรือขอรับ ท่านเจ้า” โซลแลร์ อิบเซนขยับปากกาบนกระดาษสีฟ้าใสก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่พร้อมกับพับกระดาษไปด้วย

            “อ้อ มาแล้วรึ”

            “ขอรับ มีอะไรจะให้ผมรับใช้ด่วนหรือขอรับ” มิลิเน่เดินมาหยุดยืนตรงหน้าชายชรา

            “อืม ช่วยจัดห้องพักใหญ่เพิ่มอีกห้องนะ คิดว่าสองสามวันนี้จะมีแขกมาอีก” มิลิเน่โค้งตัวรับคำสั่งก่อนจะขอตัวออกไปจัดการงานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนโซลแลร์ก็วางกระดาษสีฟ้าใสก่อนจะแตะมันแล้วพูดขึ้นว่า

            “สายลมจงพัดผ่าน”

Post Comment

Statistic

Date posted: 10 years ago.
Date modified: 9 years ago.
Overall Viewed: 107,798 times
Monthly Viewed: 38 times
Rated: 356 times
Favorited: 89 times
Commented: 709 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.