เซวีน่ามหานครแห่งมนตรา ตอน ปริศนาทรายสีดำ

ตอนที่ 1 คำสั่งลับ

เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา

 

ภาค : ปริศนาทรายสีดำ

 

เซวีเดลี่

[1] ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม ซ.ศ. 3047

 

คอลัมน์ : ย่ำเท้าทั่วแดน

 

เรื่องและภาพ : ยักษ์ใหญ่กลางสายลม

 

          คุณรู้จักเซวีน่าดีแค่ไหน? เป็นเรื่องง่ายที่เราจะตอบว่าเรารู้จักอาณาจักรที่เราอยู่มาตั้งแต่เกิดในระดับดีถึงดีมาก แต่ระยะหลังมานี่ผมชักเริ่มรู้สึกว่าผมไม่ค่อยรู้จักเซวีน่าดีนัก

            ตลอดเวลาของการเป็นนักหาข่าวให้กับเซวีเดลี่ ทำให้ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่ร้อยคนของประชากรชาวเซวีเรี่ยนที่ได้ไปเยือนสถานที่สำคัญๆ ของเซวีน่าเกือบทั้งหมด แต่แทนที่ประสบการณ์เหล่านั้นจะทำให้ผมรู้จักเซวีน่ามากขึ้น เรื่องกลับไม่เป็นอย่างนั้น ยิ่งผมรับรู้เรื่องราวของเซวีน่ามากขึ้นเท่าไร ผมก็ยิ่งรู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อให้เกิดอาณาจักรแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปริศนาทั้งนั้น

            เหตุที่ผมต้องตั้งคำถามนี้ในการพูดคุยประสาชาวเซวีเรี่ยนในสัปดาห์นี้ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนผมได้ไปเยือนดาเรก้าอีกครั้งและเป็นอีกครั้งกับความงามของหอนาฬิกาไซเอน...

            ทุกคนที่เคยไปเยือนดาเรก้าคงคิดเหมือนผมว่า หอนาฬิกาไซเอนเป็นสิ่งก่อสร้างที่น่าพิศวงที่สุด เข็มนาฬิกาและตัวเลขโบราณซึ่งสร้างจากทรายสีดำเนื้อละเอียดไม่เคยทำให้พวกเราผิดหวัง หอนาฬิกาไซเอนไม่เคยหยุดเดิน ไม่เคยเดินช้าหรือเร็วกว่าที่มันควรจะเป็น ชาวเซวีเรี่ยนของเราเทียบเวลาจากหอนาฬิกานี้มาช้านาน นานจนเราลืมไปหรือเปล่าว่า อะไรทำให้นาฬิกาเรือนนี้เดินอยู่ได้ ใครเป็นผู้ควบคุมมัน

            อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่า บุคคลที่อยู่คู่หอนาฬิกาไซเอนมาตลอดคือ ผู้ดำรงตำแหน่งไซเอนนั่นเองและผมถือเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้เป็นลูกศิษย์ของไซเอนคนปัจุบัน ท่านผู้อ่านทุกท่านคงเดาได้ว่าผมเคยถามอะไรท่านในชั้นเรียนเมื่อนานมาแล้ว แต่คำตอบที่ผมได้รับมีเพียง รอยยิ้มเล็กน้อย(ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นเท่าไร) กับคำพูดประโยคเดียว

           

ทุกการเคลื่อนไหวของเข็มนาฬิกามีความลับซ่อนอยู่...

 

          ท่านผู้อ่านเห็นว่าอย่างไรกับคำพูดประโยคนี้ สำหรับผมนั่นคือสิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น จากบันทึกต่างๆ ที่ผมไปค้นคว้าเพื่อไขความกระจ่างให้กับตนเองและท่านผู้อ่านบางท่านซึ่งก็คงอยากรู้เหมือนผม พบว่า...

            หอนาฬิกาไซเอน ถูกสร้างขึ้นโดยตระกูลฟรานเชสก้าอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่สิ่งที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการทั่วไปคือ สาเหตุที่ตระกูลฟรานเชสก้าสร้างนาฬิกานี้ขึ้นมา นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า หอนาฬิกานี้สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของดาเรก้าซึ่งเป็นรัฐที่ใช้เชื่อมต่อเซวีน่ากับมิติอื่นๆ นักวิชาการอีกกลุ่มกลับเชื่อว่าหอนาฬิกาไซเอนสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมฟรองก้า สมาคมช่างทำนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ดูเหมือนว่าความเชื่อของชาวดาเรก้าจะแตกต่างจากนักวิชาการโดยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

            พวกเขาเชื่อว่า หอนาฬิกานี้สร้างขึ้นเพื่อหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งลือกันว่า ฟรานเชสก้าติดค้างอะไรบางอย่างกับเธอ เป็นการติดค้างแบบไหนก็ไม่ทราบได้ แต่เธอคนนั้นก็ได้หอนาฬิกาอันยิ่งใหญ่เป็นการตอบแทนก็แล้วกันและยังมีเรื่องเล่าต่อจากการสร้างหอนาฬิกาเกี่ยวกับหญิงสาวคนนี้อีกว่า หญิงสาวผู้นี้นี่แหละที่ทำให้มีกฏอันทรมาณหัวใจสาวน้อยสาวใหญ่มาหลายพันปีว่า ผู้ดำรงตำแหน่งไซเอนจะไม่สามารถกล่าวคำสร้างพันธสัญญาหัวใจกับหญิงใดตราบเท่าลมหายใจของเขายังมีอยู่

            นอกจากปริศนาสาเหตุการสร้างหอนาฬิกาที่กลายเป็นตำนานนี้แล้ว สิ่งที่น่าพิศวงไปกว่าที่มาของหอนาฬิกาคือ การเดินที่ไม่วี่แววว่าจะหมดแรงของเข็มนาฬิกา เป็นที่รู้กันดีในหมู่จอมเวทอย่างเราว่า กาลเวลาและของที่เป็นธรรมชาติของโลกทุกอย่างนั้นเราจะไม่สามารถใช้เวทกับมันได้[2] ดังนั้นนาฬิกาซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ของที่เป็นนามธรรมอย่างกาลเวลา

[3]   กลายเป็นรูปธรรมขึ้นมา จึงต้องใช้แรงของมนุษย์ขับเคลื่อนเท่านั้น แต่หอนาฬิกาไซเอนกลับไม่มีพนักงานไขลานนาฬิกามาตลอดกว่า 3000 ปี! อย่าว่าแต่พนักงานไขลานนาฬิกาเลย ห้องกลไกของหอนาฬิกาอยู่ที่ไหน ณ ปัจจุบันยังระบุตำแหน่งไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะผู้สร้างเก็บซ่อนห้องกลไกไว้อย่างดีหรือว่า...มันไม่มีมาตั้งแต่แรกก็ไม่ทราบ

            แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร วันนี้ผมก็ได้นำภาพอันสวยงามของหอนาฬิกาไซเอนมาให้ท่านผู้อ่านได้ยลกันถึงที่ หอนาฬิกานี้สร้างขึ้นเพราะอะไร ใครจะเป็นคนไขลานนาฬิกาให้เดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย หรือห้องกลไกจะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราชาวเซวีเรี่ยนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราขาดหอนาฬิกานี้ไม่ได้ ส่วนปริศนาต่างๆนั้น ยังคงต้องปล่อยให้มันเป็นปริศนาต่อไปเหมือนดังคำที่ท่านมาสเตอร์ที่รักของผมได้กล่าวเอาไว้ 

 

            ทุกการเคลื่อนไหวของเข็มนาฬิกามีความลับซ่อนอยู่...


 

 

ตอนที่ 1 คำสั่งลับ

 

          สวนพฤกษศาสตร์ทดลองใจกลางซีเนสตร้าร่มรื่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ต้นไม้คือสิ่งมีค่าที่สุดของเซกันในตอนนี้ นับตั้งแต่ปีที่แล้วที่กราเตรา เดอ กราฟ มาอยู่ที่นี่ พื้นที่สีเขียวของเซกันก็เพิ่มขึ้นถึงไม่มากอย่างรวดเร็ว แต่ปริมาณคนตายที่มีสาเหตุมาจากความอดอยากในปีที่ผ่านมาลดต่ำลงกว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด พลังของเธอคนนั้นทำให้ชาวเซกันทั้งหลายได้สำนึกว่า พวกเราคุ้มค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราแลกมา

            โยราเน่ เอ็ดกราดเดินทอดน่องเข้าไปสู่ใจกลางสวนพฤกษศาสตร์เหมือนดังเช่นทุกครั้งที่จบการประชุมของเหล่าหัวกะทิแห่งซีเนสตร้า ณ ที่แห่งนั้นซึ่งมีต้นไม้ใหญ่แผ่กางกิ่งก้านสาขาจนไม่น่าเชื่อว่ามันมีอายุยังไม่ถึง 1 ปี ใต้ต้นไม้นั้นมีกระท่อมที่สร้างด้วยไม้แท้ๆ ซึ่งหาได้ยากยิ่งในเซกันตั้งอยู่ หญิงสาวเจ้าของกระท่อมนั่งอยู่บนม้าโยกดังเช่นทุกวัน ในมือถือแผนที่เคลื่อนไหวขนาดเท่าสมุดเล่มเล็ก ดวงตาสีเขียวจดจ้องภาพตรงหน้าอย่างครุ่นคิด

            “สวัสดียามบ่ายครับ คุณเตรา” เสียงทักของชายหนุ่ม ทำให้กราเตราเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ

            “วันนี้หนีประชุมมา หรือว่าประชุมเสร็จแล้วคะ” โยราเน่หัวเราะออกมาเบาๆ สำหรับเขา กราเตรา เดอ กราฟ ช่างเหมือนหญิงสาวมากกว่าหญิงกลางคนอย่างที่เธอควรจะเป็น คงมีแต่ท่าทางและมุมมองของเธอเท่านั้นที่ทำให้เขายังนึกได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าอายุจะสี่สิบแล้ว

            “ไม่ครับ วันนี้ไม่ได้หนีมา...จริงๆ ต้องบอกว่าหนีไม่ได้มากกว่า” กราเตราหัวเราะออกมาเบาๆ กับสิ่งที่ชายหนุ่มพูด เก้าอี้ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ เคลื่อนมาตรงหน้าเธอเพื่อเป็นที่นั่งให้กับผู้มาเยือน พร้อมกับการเคลื่อนตัวของถาดชุดดื่มชาที่ลอยมาตรงหน้า เพื่อให้ชายหนุ่มจัดการรินชาให้กับตัวเอง

            “ถึงยังไงผมก็ยังไม่ชินกับพลังพิเศษของพวกคุณเสียที” กราเตราวางแผนที่เคลื่อนที่ไว้บนตักพร้อมกับตอบกลับว่า

            “ฉันเองก็ไม่คุ้นกับวิทยาการเวทของพวกคุณเหมือนกัน แต่ทุกอย่างก็ต้องมีการเรียนรู้ใช่ไหมคะ” โยราเน่หัวเราะรับคำพร้อมกับลิ้มรสชาที่หาที่ไหนไม่ได้ในเซกันก่อนจะพูดขึ้นว่า

            “กำลังวางแผนสร้างพื้นที่สีเขียวที่ไหนอยู่เหรอครับ”

            “อ้อ กำลังคิดว่าจะขึ้นเหนือไปอีกสักหน่อยน่ะค่ะ เพราะว่าที่นั่นมีธารน้ำแข็งอยู่ ถ้าเราสามารถทำให้ที่นั่นอบอุ่นขึ้นอีกสักนิดก็น่าจะปลูกต้นไม้ได้ แถมจะเจริญได้ดีด้วย อีกอย่างน้ำจากทางเหนือจะช่วยให้เราขยายพื้นที่สีเขียวได้ไกลออกไปอีกโดยไม่ต้องเหนื่อยมากด้วย ดูนี่สิ...ตรงนี้ มีพื้นดินที่มีสภาพเหมาะสมมาก” โยราเน่มองตามนิ้วที่กำลังลากวาดเป็นกรอบบนแผนที่

            “ผมว่าก็ดีนะครับ อย่างนี้เราต้องขอความร่วมมือจากหน่วยพัฒนาแสงอาทิตย์ด้วยหรือเปล่าครับ”

            “ใช่ค่ะ นี่ก็ฝากเรื่องไปแล้วล่ะ กำลังรอคำตอบอยู่ เอาชาอีกไหมคะ” โยราเน่ส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

            “กลับไปบ้านคราวที่แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ” รอยยิ้มและดวงตาซึ่งฉายแววอ่อนโยนเหมือนทุกครั้งที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ปรากฏขึ้น ทำให้คนมองต้องยิ้มตาม

            “ก็ดี ตอนนี้ชาร์เพรย์เขากำลังเป็นจอมเวทฝึกหัดที่ฟอริโซ่ เห็นว่าจะเอาดีทางด้านคิดค้นพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ ตอนกลับไปนี่เรือนกระจกที่บ้านมีแต่ต้นไม้แปลกๆ เต็มไปหมดเลย”

            “อย่างนี้ว่าที่ลูกชายคนใหม่ก็คงลำบากแย่สิครับ อยู่คนละที่” กราเตราหัวเราะออกมาเบาๆ กับคำแซวของเพื่อนต่างวัย

            “เขาก็ดีนะ ไมล์เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว แถมมีงานเยอะแต่ก็เห็นว่าไปเจอกันบ่อย เออ มัวแต่คุยเรื่องลูกเลยไม่ได้ถามเลยว่า โยรามีธุระอะไรหรือเปล่า” โยราวางถ้วยชาลงบนถาดเงินแล้วตอบว่า

            “ผมจะมาบอกว่า ผมกับบาร์นคงต้องไปอยู่ที่เซวีน่าซักพักน่ะครับ” กราเตราเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจแต่ไม่ถามอะไรออกมา เพราะรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าคงจะเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาเอง

            “คือ...ทางสภากลางของเซวีน่ากับสภาซีเนสตร้ามีข้อตกลงเพิ่มเติมน่ะครับ ก็...เกี่ยวกับเรื่องที่เราได้รับความช่วยเหลือจากคุณด้วย ทางเรารู้สึกว่าเราเอาเปรียบเซวีน่ามากเกินไป ทางเราเลยจะเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาวิทยาการเวทของเซวีน่าน่ะครับ โดยมีผมช่วยเรื่องของการให้ความรู้และพัฒนา ส่วนบาร์นจะเป็นคนดูแลเรื่องการฝึกฝน” สีหน้าและแววตาที่ค่อนไปทางกังวลมากกว่าดีใจของชายหนุ่มทำให้กราเตราอดเอ่ยขึ้นไม่ได้ว่า

            “แล้วเป็นยังไง โยราเองก็ต้องการที่จะศึกษาเซวีน่าให้มากกว่านี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ไปอยู่ที่นั่นจะได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่หนังสือไม่ได้เขียนไว้ หรือว่า...มีเรื่องที่ต้องทำนอกจากนี้” ดวงตาสองคู่สบจ้องกันอยู่ชั่วขณะ สุดท้ายชายหนุ่มก็เป็นคนทำลายความเงียบเสียเอง

            “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมคงกลัวว่าจะเป็นอาจารย์ที่ไม่ดีพอเท่านั้น เอ่อ วันนี้ขอตัวดีกว่าครับ ก่อนไปผมจะแวะมาหาอีกรอบเผื่อคุณเตราจะฝากของให้คนทางนู้นบ้าง ลาล่ะครับ” ดวงตาสีเขียวเข้มมองร่างชายหนุ่มที่กำลังก้าวเดินห่างจากตนไป แต่ฝีเท้าของชายหนุ่มต้องชะงักเมื่อได้ยินเธอเอ่ยขึ้นว่า

            “ไม่ว่าเซกันจะคาดหวังอะไรกับการไปของพวกเธอในครั้งนี้ แต่เธอจงอย่าลืมเอาบทเรียนจากการไปเซวีน่าในครั้งที่แล้วมาคิดด้วย” โยราหันกลับมาหากราเตรา ใบหน้าหวานเหมือนหญิงสาวนั้นดูจริงจังและหนักใจ

            “นั่นคือคำเตือนจากชาวเซวีเรี่ยนเหรอครับ” กราเตราส่ายหน้าเบาๆ แล้วตอบกลับว่า

            “เปล่า นั่นคือคำแนะนำ ส่วนคำเตือนหากเธออยากได้ ฉันก็คงเตือนได้แค่เพียงว่า เรื่องทุกเรื่องในเซวีน่า หากชาวเซวีเรี่ยนไม่อยากให้รู้ ต่อให้ใช้พลังทั้งหมดของเซกันก็เข้าไปไม่ถึงคำตอบหรอก” โยราก้มหัวรับคำเตือนเพียงเล็กน้อยก่อนจะหันกายเดินจากไป กราเตรามองแผ่นหลังนั้นจนลับตาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิมว่า

            “คงไม่ต้องซ่อนตัวอีกแล้วหรอกมั้ง บาร์น” เจ้าของร่างสูงใหญ่กระโดดลงจากต้นไม้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกระท่อมนักก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวผู้เป็นเหมือนบุตรีแห่งป่าผู้นี้

            “ขอโทษ ที่เสียมารยาทครับคุณเตรา ผมคงมาไม่ถูกเวลาเท่าไหร่” กราเตรายิ้มรับรอยยิ้มสดใสของเขาพร้อมกับตอบกลับว่า

            “มาลาเหมือนพ่อหนุ่มคนนั้นหรือเปล่า” บาร์นยักไหล่เหมือนทุกครั้งที่เขาไม่อาจหาคำตอบจากคำถามใดๆ ได้แล้วเปลี่ยนเรื่องว่า

            “ผมแค่จะมาบอกว่า ถ้าผมกับโยราไปที่เซวีน่า มาตรการการคุ้มกันของคุณจะอ่อนลง ต้องขอโทษล่วงหน้าด้วยครับ” กราเตราพยักหน้าเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความจริงเธอได้บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า เธอไม่ต้องการการคุ้มกันใดๆ เพราะตราบใดที่ที่นี่ยังมีต้นไม้และเธอไม่อนุญาตจะไม่มีใครสามารถเข้าถึงตัวเธอได้

            เธอมาที่นี่ในฐานะคนช่วยเหลือก็จริง แต่เธอไม่ได้อ่อนต่อโลกถึงขนาดคิดว่าคนที่นี่จะยอมรับเธอได้ทุกคน ชาวเซกันโดยเฉพาะคนใหญ่คนโตในซีเนสตร้าหลายคนคงเห็นว่าเธอเป็นแค่เครื่องมือปลูกต้นไม้ด้วยซ้ำ ดังนั้น กีรอส ฟายาร์ค บาร์นและโยรา จึงตกลงกันว่าจะเป็นหน่วยคุ้มครองให้เธออย่างลับๆ

            “ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้หน่วยจู่โจมทั่วทั้งซีเนสตร้าบุกเข้ามาพร้อมๆ กัน พวกเขาก็ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก” บาร์นหัวเราะเบาๆ

            “คุณกำลังดูถูกผู้ใต้บังคับบัญชาของกีรอสอยู่นะครับ ระวังเขาจะไม่พอใจน้า” กราเตราส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย

            “แต่ผมว่า ระวังไว้หน่อยก็ดีนะครับ กันไว้ดีกว่าแก้ เผื่อมีอะไรผิดพลาด” บาร์นพูดเตือนกราเตราอยู่สองสามประโยคก่อนจะลากลับ กราเตราทรุดตัวลงนั่งบนม้าโยกอีกครั้งพร้อมกับหลับตา ไม่มีใครรู้หรอกว่าภายในสวนพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไรนับตั้งแต่กราเตรา เดอ กราฟมาเยือนและไม่มีใครรู้หรอกว่า ภายใต้พลังของผู้ควบคุมป่า...ในอาณาเขตของเธอ ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะหายใจ

 

 

สถาบันสปีเย่ เจนไนล์ วินดิ์โคลโล

หอพักนักหาข่าวฝึกหัด

 

          “...ตลอดเวลาของการเป็นนักหาข่าวให้กับเซวีเดลี่...เหรอ แหม..เขียนอะไรได้น่าหมั่นไส้มากๆ ตายักษ์เอ้ย” เสียงแดกดันของหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทับทิม ทำให้เฟมีลที่กำลังเขียนอะไรบางอย่างในสมุดรายงานเงยหน้าขึ้น

            “เธอกำลังอ่านอะไรอยู่น่ะรีเนล” รีเนลเงยหน้าจากเซวีเดลี่ฉบับสุดสัปดาห์แล้วตอบว่า

            “ก็อ่านคอลัมน์ของคนหลงตัวเองน่ะสิ นี่ อ่านสิ หมั่นไส้ชะมัด” รีเนลพูดพลางถือหนังสือพิมพ์มากางให้เฟมีลอ่าน ดวงตาสีนิลจ้องมองภาพหอนาฬิกาไซเอน ที่ถ่ายภาพออกมาในมุมมองที่ต่างไปจากที่เคย รวมไปถึงภาพความเป็นไปของดาเรก้าอย่างชื่นชมในใจ โทนี่มีฝีมือในการจับภาพดีมาแต่ไหนแต่ไร ภาพพวกนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักจับภาพที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่งในเซวีน่า

            “อ่านตรงนี้สิ” เฟมีลเบนสายตามาที่ย่อหน้าที่เพื่อนสนิทชี้ ก่อนจะนิ่งไปชั่วขณะ

            “ไม่เห็นมีอะไร โทนี่ก็เขียนดีนี่” รีเนลยกมือกอดอก หน้ามุ่ยๆ ของเพื่อนทำให้เฟมีลพูดดักคอขึ้นว่า

            “ตัวเองก็คิดว่ามันดีใช่ไหมล่ะ แต่...”

            “หมั่นไส้!” สองเสียงประสานกันตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างชอบใจของเฟมีล ทำให้รีเนลยืนหน้ามุ่ยเข้าไปอีก

 

            “เธอหัวเราะอะไร ไม่เห็นมีอะไรน่าขำสักนิด” เฟมีลยกมือขึ้นปิดปากและพยายามหยุดหัวเราะอย่างสุดความสามารถ

 

            “ก็...หัวเราะพวกเธอสองคนน่ะสิ เมื่อวันก่อนนายโทนี่ก็เป็นแบบนี้ตอนอ่านคอลัมน์ของเธอ ไม่ไหว จนเป็นแฟนกันขนาดนี้แล้วยังจะเขม่นกันไม่เลิก” รีเนลคว้าหนังสือพิมพ์มาไว้ในมือ ก่อนจะจัดการเจ้าหนังสือพิมพ์ที่น่าสงสารนั้นให้เข้าไปอยู่ในกระเป๋าของเธอ จากนั้นก็รีบเดินเข้าห้องน้ำไปแต่งตัว เฟมีลยิ้มให้กับประตูห้องน้ำ แล้วหันมาสนใจงานของเธอ ต่อมาอีกไม่นานคนในห้องน้ำก็เดินออกมาพร้อมชุดแต่งกายที่เปรี้ยวจี๊ดตามแบบฉบับของว่าที่นักหาข่าวหญิงที่เก่งที่สุดเท่าที่สปีเย่เคยมีมา

            รีเนลมองเพื่อนสนิทของเธออย่างชื่นชม เฟมีลในภาพของหญิงสาวอายุ 21 ย่าง 22 เป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่สวยสะพรั่งมากกว่าครั้งที่เธอพบกันครั้งแรก ผมยาวตรงสีดำขลับถูกดัดให้เป็นลอน ทำสีแดงเพลิงแซมไว้ประปรายตามสไตล์ ผิวขาวละเอียดมากขึ้น เพราะสองสามปีมานี้อยู่แต่ในที่ที่น้อยครั้งจะได้รับแสงอาทิตย์ ยิ่งสวมเสื้อกันหนาวสีฟ้าอ่อนยิ่งขับผิวให้นวลผ่องยิ่งขึ้น

 

            “มองฉันนานๆ เดี๋ยวไปเดทกับโทนี่ไม่ทันเอาน้า” คนถูกมองพูดไปยิ้มไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง รีเนลพ่นลมหายใจอย่างขัดใจที่โดนจับได้ว่าเธอแอบมอง นี่ก็อีกคนนอกจากรูปสมบัติที่หาใครเทียบยากแล้ว (นอกจากเซเลน่า) เฟมีลยังมีความสามารถพร้อมในทุกๆ ด้านอย่างเหลือเชื่อ ยิ่งตอนนี้เฟมีลอยู่ในฐานะจอมเวทรัตติกาลสาขาอัญมณียิ่งเป็นการการันตีได้ว่า ความสามารถของหญิงสาวตรงหน้ายอดเยี่ยมแค่ไหน

            “เธอจะไม่ไปด้วยจริงๆ เหรอ” รีเนลถามอีกครั้ง ขณะที่กำลังเปิดประตูห้อง

 

            “ไม่ล่ะ เดี๋ยวช่วงบ่ายคุณตาคุณยายจะมาเยี่ยมจ้ะ” เฟมีลพูดพลางหันตัวไปทางประตู

 

            “เหรอ คราวนี้หนุ่มน้อยฟิลจะมาด้วยหรือเปล่า” ท่าทางสยองของรีเนล ทำให้เฟมีลอดปล่อยเสียงหัวเราะคิก คิก ออกมาไม่ได้ เพราะครั้งล่าสุดที่ฟิลเลอร์น้องชายของเธอมาที่นี่ ห้องทดลองสมรรถภาพเด็กก่อนวัยของสปีเย่แทบแตก เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะน้องของเธอซนยิ่งกว่าดาร์กี้สักสิบตัวได้มั้ง แถมยิ่งมีเจ้าบาซิลคอยให้ท้ายด้วยแล้ว ถึงไหนถึงกัน กว่าจะจับให้กลับไปได้แทบแย่

 

            “เปล่าจ้ะ คราวนี้คุณตากับคุณยายมากันแค่สองคน ที่ถามนี่อยากให้ฟิลมาด้วยเหรอ” รีเนลส่ายหน้าจนเฟมีลต้องหัวเราะออกมาดังๆ ถ้าเจ้าตัวเล็กนั่นอยู่เฉยๆ รีเนลก็ชอบอยู่หรอก แต่...เวลาที่เด็กคนนั้นร้องหาพี่สาวนี่สิน่ากลัว คราวที่แล้วเฟมีลหายหน้าไปแค่สองชั่วโมง คนรับดูแลแทนอย่างเธอยังรับมือยาก ไม่เอาด้วยหรอกถ้าจะต้องให้เจอเด็กแสนแสบนั่นอีก

            “ไม่เอาหรอกจ้ะ เอาไว้...อีกสัก 10 ปี กลายเป็นหนุ่มรูปงามแล้วค่อยมาพูดกันนะจ้ะคุณพี่ ไปล่ะแล้วเจอกันตอนเย็น”

 

            “จ้า แล้วอย่าลืมมาให้ทันประชุมตอนทุ่มหนึ่งด้วยน้า” รีเนลที่ก้าวออกไปจากห้องแล้ว โผล่หน้ากลับมาพูดว่า

            “เธอต้องไปบอกตายักษ์นั่นย่ะ เพราะคนที่ทำให้สายทุกทีเป็นหมอนั่น ไปดีกว่า สายมาสิบนาทีแล้ว”

            ห้องเงียบลงหลังจากเพื่อนร่วมห้องออกไป ไม่นานนักปากกาที่เขียนไม่ได้หยุดมาตั้งแต่เช้าก็หยุดลง หญิงสาวจัดเก็บสมุดรายงานลงในกระเป๋า จากนั้นก็เริ่มบิดตัวไปมา เมื่อคืนเธอพึ่งกลับจากปฏิบัติงาน แถมต้องเขียนรายงานให้เสร็จทันที ทำให้สี่สิบแปดชั่วโมงที่ผ่านมาเธอยังไม่ได้สัมผัสความนุ่มของหมอนเลยซักวินาทีเดียว ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงฟุบไปตั้งแต่สี่ทุ่มแล้วแน่ๆ แต่ตอนนี้ต่อให้อดนอนสักสามวันก็ยังทนไหว อย่างนี้เขาเรียกว่า เธอโตขึ้นหรือเปล่านะ เฟมีลคิดพลางถอดสร้อยข้อมือวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งจากนั้นก็เริ่มมวยผมขึ้น

 

            “อาบน้ำแล้วค่อยนอนดีกว่า” หญิงสาวเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เพื่อหยิบเสื้อคลุมกับผ้าเช็ดตัวก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่นานเสียงน้ำประสานกับเสียงฮัมเพลงของหญิงสาวก็ดังขึ้น

            หลังจากหายเข้าห้องน้ำไปเกือบครึ่งชั่วโมง หญิงสาวในชุดเสื้อคลุม บนหัวโพกด้วยผ้าสีขาวก็ก้าวออกมา ใบหน้าหวานคลายความเหน็ดเหนื่อยลงไปมากแล้ว แต่ดวงตากลมใสกลับปรือเหมือนคนง่วงนอนมากกว่าสดชื่น แต่สัมผัสที่ปราดเปรียวซึ่งถูกลับคมไว้อย่างสม่ำเสมอยังคงคมชัด...สัญชาตญาณบ่งบอกว่ามีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาในห้องของเธอ

            เฟมีลไม่ได้แสดงท่าทีตกใจกับสิ่งแปลกปลอมที่ตัวเองสัมผัสได้ หญิงสาวยังคงเดินเหมือนคนง่วงนอนไปที่หน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง ปลดผ้าคลุมหัวออกแล้วจัดการสร้างลมร้อนเป่าผมจนแห้ง จากนั้นสองมือก็จัดการทาครีมบำรุงผิว เพราะอากาศที่วินดิ์โคลโลหนาวตลอดปี ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งผลิตเครื่องสำอางบำรุงผิวคุณภาพดีที่สุดในโลก ในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่งเธอไม่เคยปฏิเสธเรื่องการดูแลตัวเองอยู่แล้ว

            เมื่อจัดการกับทรงผมและผิวพรรณเป็นที่เรียบร้อย เฟมีลจึงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า คราวนี้สิ่งที่เธอหยิบออกมาไม่ใช่ชุดนอนเนื้อหนาอย่างทุกวัน ดวงตาสีนิลจ้องมองสิ่งที่เธอหยิบออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง

            ความเงียบของห้องทำให้ใครก็ตามที่เข้ามาในห้องนี้เงี่ยหูฟังดีๆ จะรู้ว่า สิ่งแปลกปลอมที่ว่ากำลังเคลื่อนตัวทรุดลงนั่งที่เตียงและนั่งนิ่งงันอยู่อย่างนั้น ชั่วอึดใจ คนที่เดินออกจากห้องน้ำก็ทำให้คนที่เห็นภาพนั้นต้องหายใจสะดุด

            หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีดำแซมด้วยสีแดงเพลิงหยักเป็นลอนยาวถึงเอว สีผมของเธอตัดกับผิวขาวนวลที่แสดงตัวออกมาภายใต้ชุดนอนสายเดี่ยวยาวแค่เข่าสีชมพูอ่อน หญิงสาวเจ้าของห้องเดินตรงมาที่โต๊ะเครื่องแป้งพลางจ้องมองตัวเองในกระจก ชุดนอนชุดนี้รีเนลเป็นคนซื้อให้เมื่ออาทิตย์ก่อน มันก็สวยอยู่หรอก แต่เธอไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ใส่

 

            ดูสิ ! ผ้าบางแนบเนื้อเสียขนาดนี้ แถมเป็นสายเดี่ยว ขอบเป็นลูกไม้ตัดเว้าตามเนินอก สีชมพูที่รีเนลบอกว่า ถ้าเธอใส่มันจะเหมือนกลืนไปกับสีผิวของเธอจนแยกไม่ออกเลยทีเดียว ตอนแรกเธอไม่ค่อยเชื่อเท่าไร พอมองภาพในกระจกอย่างนี้แล้วมันกลมกลืนกันจริงๆ ด้วย แต่เอามาใส่ที่นี่มันหนาวชะมัด

 

            “ชอบชุดนี้หรือเปล่า แมวนักย่องเบา” สิ้นเสียงปนหัวเราะของหญิงสาว ความหนาวเย็นที่รู้สึกนั้นได้ถูกความอบอุ่นจากอ้อมกอดของใครบางคนโอบรัดเอาไว้ สัมผัสบางเบาที่หัวไหล่ ไล้เรื่อยไปตามซอกคอ ใบหู แก้มและจบที่ริมฝีปากชมพูอิ่ม นี่คือคำตอบของนักย่องเบาปริศนาที่ค่อยๆ เปิดเผยตัว เป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีดำสวมทับด้วยเสื้อโค้ทขนสัตว์สีน้ำตาล เส้นผมสีดำสนิทที่ตอนนี้ยาวปะบ่าถูกคาดด้วยหนังสัตว์เส้นหนา สัมผัสเนิ่นนานตามด้วยอ้อมกอดที่รัดแน่นขึ้นเหมือนจะแกล้ง ทำให้หญิงสาวอดหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจที่แกล้งคนตัวโตได้

            “คิดจะแกล้งกันเหรอ แม่ตัวยุ่ง” เสียงนุ่มเอ่ย ขณะที่คลายอ้อมกอด

 

            “แล้วได้ผลไหมล่ะ” คำตอบไม่ได้ออกมาเป็นคำพูด แต่เป็นแววตาที่ทำให้คนถามต้องบิดตัวหันหลังเปลี่ยนไปจ้องตัวเองในกระจกแทน แต่ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรต่อ ร่างบางก็ถูกยกลอยขึ้น

 

            “ว้าย จะทำอะไรน่ะ” ร่างบางถูกวางลงบนเตียงอย่างอ่อนโยน หญิงสาวรีบลุกขึ้นนั่งมองชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอมาได้เกือบสองปี เขาถอดเสื้อคลุมพาดไว้กับเก้าอี้ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงที่ขอบเตียง ดวงตาสีนิลคู่นั้นมองตรงมายังเธอเสมอ มันแฝงไว้ด้วยทั้งความรัก ความห่วงใย กังวลและเหนือสิ่งอื่นใด มันเป็นดวงตาที่อ่อนหวานเสมอยามเมื่อมองเธอ เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น มือหนาเอื้อมมาแตะแก้มอย่างแผ่วเบา ทั้งสองค่อยๆ โน้มตัวเข้าหากันและแนบชิดกันในที่สุด มือหนารั้งร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดก่อนจะถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดาย หญิงสาวซุกหน้าเข้ากับอ้อมกอดของเขาอย่างสบายใจ

 

            “คิดถึงมาก” เสียงนุ่มดังขึ้นข้างหูในขณะที่เขาดึงเธอลงนอนกอดใต้ผ้าห่มหนา คนโดนบอกคิดถึงไม่ได้เอ่ยอะไร เธอทำแค่ใช้สองแขนกอดเขาแน่นขึ้นและปล่อยให้ชายหนุ่มสูดเอาความหอมจากเส้นผมเงียบๆ

 

            “เหนื่อยมากสิ เห็นว่าไม่ได้นอนมาตั้งสองวัน” เฟมีลส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบแล้วถามขึ้นว่า

            “มาไกลถึงนี่ได้ คงไม่ได้แค่มาพูดเรื่องนี้ใช่ไหม”

            “แล้วมันแปลกเหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้น” เฟมีลถอยตัวเองออกจากอ้อมกอดนั้นเล็กน้อย แล้วตอบยืดยาวว่า

            “มันไม่แปลกหรอก ถ้าคนตรงหน้าชื่อ ไมล์เอล เดอ คูลนิ่งและหญิงสาวตรงหน้าเขาคือ ชาร์เพรย์ เชรี แต่บังเอิญฉันไม่ใช่น้องเชรีและนายก็ไม่ได้มีอารมณ์โรแมนติกอย่างไมล์ ดังนั้นตามข้อสันนิษฐานของฉัน นายต้องมาทำอะไรบางอย่างที่นี่และเมื่อทำอะไรบางอย่างนั้นเสร็จแล้วก็เลยมาหาฉันเป็นลำดับสุดท้ายใช่ไหมล่ะ”

 

            “ใช่หรือเปล่า ตาแมวขนฟู” ลีโอยิ้มกับคำเรียกของเธอ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยินเธอเรียกเขาอย่างนี้เท่าไร อาจเพราะเขาทั้งสองคนโตขึ้นล่ะมั้ง ดวงตาสีนิลจ้องมองร่างบางที่ไม่ได้สำนึกเลยว่าชุดนอนที่เธอแต่งเพื่อจะแกล้งเขานั้น ทำให้เขาลำบากใจและต้องข่มกลั้นความรู้สึกแค่ไหน นี่ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายทำงานมาเหนื่อยๆ ล่ะก็...

 

            “ถามก็ไม่ตอบ เอาเถอะ แต่ฉันว่าฉันน่าจะรู้นะว่านายมาทำอะไรที่นี่ ให้ฉันลองเดาไหม” ลีโอเลิกคิ้วประมาณว่า ถ้าอยากลองก็ลอง หญิงสาวเม้มปากหลับตาเหมือนคิดหนักก่อนจะลืมตาตอบเสียงใสว่า

            “นายมาเพราะเรื่องที่เซกันจะส่งผู้เชี่ยวชาญวิทยาการเวทมาที่นี่ใช่ไหมล่ะ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วแปลกใจ แต่ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธปล่อยให้หญิงสาวพูดต่อว่า

 

            “นอกจากนี้ การที่ว่าที่มาสเตอร์คนเก่งแห่งปราการซิลเทลล่ามาเดินเล่นแถวนี้ก็เพราะ...อุ๊บ” เสียงพูดของหญิงสาวถูกทำให้หายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากชมพูอิ่มถูกประกบด้วยริมฝีปากหนาอย่างดูดดื่มและเนิ่นนาน ตามด้วยการทาบทับของคนตัวโต สัมผัสอันแผ่วเบาลูบไล้เคลื่อนที่จากริมฝีปากไปตามแก้ม ใบหู ซอกคอและที่อื่นๆ จนหญิงสาวส่งเสียงครางเบาๆและกระซิบขึ้นข้างหูผู้รุกราน

            “นึกว่าจะใจแข็งได้นานกว่านี้ซะอีก…”

            สัมผัสอันแสนอ่อนหวานดำเนินไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แต่งงานกันมาเกือบสองปี แต่เป็นสองปีที่ทั้งสองไม่ค่อยได้อยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยาเท่าไหร่ ทั้งคู่ต่างมีหน้าที่ของตนและเป็นหน้าที่ที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้ เฟมีลเข้าเรียนต่อที่สปีเย่จะได้กลับบ้านแค่เดือนละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ลีโอเองก็ต้องไปศึกษาต่อที่ปราการซิลเทลล่า แต่อาจจะว่างมากกว่าหญิงสาวหน่อย ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเป็นเขาที่มาหาเธอ

 

            “เฟมีล” เสียงเรียกพร้อมกับนิ้วมือเกลี่ยเส้นผมให้พ้นไปจากใบหน้าที่ซุกอยู่ที่อกเขา

 

            “อืม” หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะหลับสนิทอีกครั้ง ลีโออดยิ้มไม่ได้ เธองดงามแค่ไหนเขารู้ดีที่สุด ลีโอขยับผ้าห่มคลุมร่างเขาทั้งคู่ให้มากขึ้น เขาต้องเดินทางแล้ว มันเป็นอย่างที่เธอบอกจริงๆ นั่นแหละ เขามาที่นี่เพื่อมีเหตุจำเป็นต้องมา และตอนนี้เขาก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ต่อ

            ชายหนุ่มขยับตัวออกห่างจากร่างบางอย่างเสียดายก่อนจะจัดการเอาหมอนข้างเข้าแทนที่ตัวเขา พลางหยิบเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำไป ไม่ถึงสิบห้านาที ร่างสูงก็กลับมาทรุดตัวลงที่ขอบเตียงอีกครั้งก่อนจะจรดริมฝีปากลงกับหน้าผากมน ดวงตาของคนที่เขาคิดว่าหลับลืมตาขึ้นช้าๆ

 

            “หลับต่อเถอะ” เฟมีลมองรอยยิ้มอ่อนๆ ของลีโอไม่วางตา มือบางยกขึ้นรั้งคอคนตัวโตให้เข้ามาใกล้ แล้วคนตัวเล็กก็ยื่นริมฝีปากขึ้นสัมผัสริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

 

            “โกหกคนไม่เก่งเหมือนเดิม” ลีโอยิ้มแต่ไม่ตอบรับคำดูถูกนั้น เขาดึงมือที่รั้งคอเขาออกแล้วจูบแรงๆ ที่หลังฝ่ามือก่อนจะลุกขึ้นแล้วค่อยๆ จางหายไปพร้อมรอยยิ้ม เฟมีลมองที่ว่างที่เมื่อไม่กี่วินาทีนี้ชายหนุ่มยังยืนอยู่ก่อนจะหลับตาอย่างสบายใจแล้วพูดกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจจะหลับจริงๆ ว่า

            “นึกว่าตัวเองได้คำสั่งลับคนเดียวหรือไง ตาแมวบ้า”



[1] หนังสือพิมพ์เซวีเดลี่ หนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในเซวีน่า ขายดีที่สุดและข่าวสารแม่นยำที่สุด

[2] ตามกฏบัญญัติพื้นฐานของการใช้เวท กาลเวลาและธรรมชาติของโลก เราไม่สามารถใช้เวทควบคุมได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถเร่งการเจริญเติบโตของผลิตผล แต่เราไม่สามารถสร้างเมล็ดพันธุ์พืชขึ้นมาเองได้ ผู้ที่มีอำนาจควบคุมดินฟ้าอากาศสามารถกำหนดสภาพอากาศได้ตามความพอใจก็แต่เฉพาะบางส่วนหรือบางช่วงเวลาเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมฤดูกาลได้

[3] สำหรับผู้มีชีวิตเป็นอมตะ อย่างเช่น ภูต ที่เวลาของเขาอยู่เหนือขอบเขตนั่นเพราะเขาเป็นสิ่งอยู่คู่โลกมาตั้งแต่แรก และสิ่งที่ได้รับสายเลือดนั้นหรือเกิดจากสายเลือดนั้น เช่น ลูกครึ่งภูตหรือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเกิดจากพิธีกรรมของคูมีร่า เดอ กราฟ ก็อยู่เหนือกฏนี้เช่นกัน

Post Comment

Statistic

Date posted: 10 years ago.
Date modified: 9 years ago.
Overall Viewed: 107,798 times
Monthly Viewed: 38 times
Rated: 356 times
Favorited: 89 times
Commented: 709 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.