เซวีน่ามหานครแห่งมนตรา ตอน ปริศนาทรายสีดำ

ตอนที่ 6 ลูกชายคนโต

ตอนที่ 6  ลูกชายคนโต

 

          ตั้งแต่จำความได้...พี่เป็นคนที่ยอดเยี่ยมเสมอในสายตาของเขา พี่เป็นลูกคนโตที่น่าภาคภูมิใจ เป็นจอมเวทอัจฉริยะในบรรดาเด็กอัจฉริยะ เป็นพี่ชายที่หาข้อที่ติไม่ได้ แต่พี่จะมีแววตาที่เศร้าสร้อยเสมอ แม้เด็กในตระกูลฟรานเชสก้าจะไม่ได้ถูกพ่อแม่คาดหวังว่าเกิดมาต้องเหนือกว่าเด็กคนอื่นๆ หรือต้องประสบความสำเร็จในทุกด้าน แต่คนรอบข้างก็มักจะคาดหวังกับเราเช่นนั้นเสมอ

            เขาถูกส่งตัวมาอยู่กับท่านตาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ในตัวเขามีรอยยิ้มศิลา แต่พี่ไม่ใช่ พี่เกิดและโตในปราการรัตติกาลและทั้งๆ ที่พี่เป็นเด็กธาตุบริสุทธิ์แท้ๆ แต่พี่กลับไม่เคยมีการปะทุพลังเลย ตัวเขาเองยังแปลกใจเสมอว่าพี่อยู่ในปราการรัตติกาลเพียงคนเดียวได้อย่างไร แต่เขาไม่เคยกล้าถาม เพราะรู้ว่าพี่คงไม่ตอบ เมื่อเขาอายุสิบขวบได้กลับมาอยู่ที่ปราการ และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราสองคนพี่น้องได้อยู่ในที่แห่งนั้นในเวลาเดียวกัน

            “...ลีโอ พี่จะไปอยู่ที่โซน” นั่นเป็นคำพูดที่แสนธรรมดาในคืนหนึ่งกลางสวนดอกไม้ของปราการ

            “ครับ?” เขารับคำอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ไทเมอร์เอียงหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ เหมือนทุกที ก่อนจะพูดต่อว่า

            “น้องต้องดูแลที่นี่ให้ดี ดูแลพ่อกับแม่ จำเอาไว้ น้องคือว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐดาโรก้า...” เหมือนสายลมจะพัดผ่านพวกเขาสองคนพี่น้องไปวูบหนึ่ง แล้วพี่ก็เดินจากไป ตอนนั้นเขาไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของพี่มากนัก แต่ไม่นานเขาก็ได้รู้สาเหตุที่ทำให้พี่ต้องออกไปจากปราการ...

            “ลีโอ...ลีโอ” ชายหนุ่มดึงสติกลับมาจากอดีต ก่อนจะหันหน้าไปเผชิญกับบุคคลที่เขาพึ่งนึกถึง เมื่อสิบปีก่อนผมของพี่ไม่ยาวอย่างนี้ พี่ตัวเล็กและมีใบหน้าที่เศร้าสร้อยกว่านี้

            “ครับพี่”

            “เราสองคนไม่ได้นั่งรถลากด้วยกันมานานแล้ว” ลีโอนึกขำในใจว่า นานแล้วเหมือนกันที่เขากับพี่ไม่ได้คุยกันฉันพี่น้อง เพราะปกติเวลาจะคุยกันทีไรต้องมีเรื่องเกิดขึ้นก่อนทุกที

            “ครับ” ไทเมอร์หันหน้าออกไปมองภาพเมืองดาเรก้าอย่างเลื่อนลอย มือข้างหนึ่งลูบไล้ที่หน้าปัดของจี้นาฬิกาทองอย่างแผ่วเบา ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ลีโออึดอัด แต่อาการแปลกๆ ของพี่ชายเขาต่างหากที่ทำให้เขาอึดอัด แม้เขาจะอยากถามอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่หอนาฬิกาและคุณนาริก้าหายไปไหน แต่เขากลับไม่กล้าถาม

            “พี่ได้ยินเสียงเธอตั้งแต่วันที่น้องอายุครบขวบ เริ่มสัมผัสถึงการมีอยู่ของบางสิ่งบางอย่างในอีกปีต่อมา สองปีต่อมาเริ่มมองเห็นเธอชัดเจน ทุกครั้งที่เห็น ใบหน้าของเธอมักเปื้อนไปด้วยน้ำตา...” ตลอดเวลาที่พูด ไทม์ไม่ได้หันมามองใบหน้าของน้องชาย แต่ลีโอรู้ดีว่าพี่ของเขาคงไม่ต้องการสบตากับใครหรอก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาดวงตาที่พี่ของเขาเฝ้ามอง คือดวงตาของภูตินาฬิกาตนนั้น

            “น้องเคยเห็นน้ำตาของเฟมีลไหม” โดยไม่ทันตั้งตัวเมื่อดวงตาสีนิลของพี่ชายหันมาสบตา ลีโอจึงได้แต่อึ้งกับคำถามที่ได้รับ เขาทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน น้ำตาน่ะเหรอ เขาเห็นมาไม่รู้กี่ครั้งและทุกครั้งจะเป็นช่วงเวลาที่เขาไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้ นอกจากเฝ้ามองดูและกอดเธอเอาไว้ เขาทำได้เพียงแค่นั้น

            “มันเจ็บปวด...แต่ก็สวยงาม หยดน้ำตาของหญิงสาวที่ทั้งสวยงามและเศร้าสร้อย ถึงแม้เราจะไม่อยากเห็นแต่เราก็จำต้องเห็น” ลีโอเงยหน้าขึ้นมองชายตรงหน้าเหมือนกับเขาไม่เคยรู้จักคนๆ นี้มาก่อน เขาไม่เหมือนพี่ไทม์ที่เคยรู้จัก พี่อาจจะกำลังสับสนหรือจะพูดให้ถูกคือ เสียศูนย์ เขาพึ่งเคยเห็นพี่อ่อนแอเป็นครั้งแรก บางทีนี่อาจเป็นภาพสะท้อนในอีกมุมมองหนึ่งของไทเมอร์ ฟรานเชสก้า ลีโอเหม่อมองพี่ชายด้วยสายตาที่อ่อนลง หากเป็นเขา...หากคนที่โดนทำร้ายคือเฟมีล เชื่อว่าเขาคงไม่แค่นั่งเฉยอย่างนี้

            ทั้งสองนั่งเงียบงันอยู่จนรถลากออกจากเขตที่พักอาศัย แสงจากภายในรถเริ่มสว่างกว่าภายนอกจนไม่สามารถมองเห็นอะไรที่ด้านนอกได้อีก ไทเมอร์หลับตาลงเล็กน้อย ก่อนจะลืมขึ้นด้วยประกายตาที่ลีโอไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตานิ่งสงบแต่แฝงกลิ่นอายของความโกรธเกรี้ยวเอาไว้

            “นาริบอกว่า มีวัตถุวิ่งเข้าชนเข็มนาฬิกาอย่างแรง พี่คิดว่า เจ้าวัตถุนั่นน่าจะไม่ใช่ของที่ทำขึ้นในเซวีน่า”

            “ของจากเซกัน? แต่จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อคนของเซกันทั้งสองคนอยู่ที่ดีเนโซลทั้งคู่” ไทม์ส่ายหน้า แต่น้ำเสียงยังคงความมั่นใจว่า

            “ต้องไม่ใช่ของที่ทำจากเซวีน่า เพราะถ้าใช่มันจะไม่มีวันเข้าใกล้เข็มนาฬิกาได้ แต่ที่พี่สงสัยคือ เจ้าของชิ้นนั้นมันเคลื่อนไหวได้ยังไงหากไม่มีคนควบคุม” ยังไม่ทันที่ลีโอจะตอบกลับ รถลากได้วิ่งเข้าสู่อาณาเขตของปราการรัตติกาล ไม่นานนักก็วิ่งไปหยุดที่หน้าประตูทางเข้า

ผู้รับผิดชอบที่เปิดประตูรถถึงกับอึ้ง เมื่อเห็นบุคคลที่ก้าวลงมาจากรถลาก

            “ไม่ได้เจอกันนานนะ ฟีเฟียส” ชายชราเจ้าของดวงตาสีเทาอ้าปากค้างไปกับใบหน้านิ่งสงบ ก่อนจะโค้งตัวอย่างรวดเร็วแล้วตอบกลับว่า

            “เช่นกันครับท่านไทม์ นานเหลือเกินจริงๆ” ไทม์พยักหน้าเพียงเล็กน้อย แล้วจึงเคลื่อนตัวหลบให้ลีโอก้าวลงมา ก่อนจะเดินตามหลังลีโอห่างออกไปประมาณ 1 ก้าว ณ ที่แห่งนี้ ลีโอ ฟรานเชสก้าคือว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐผู้มีอำนาจสิทธิรองจากเจ้าผู้ครองรัฐ แม้เขาจะมีศักดิ์เป็นพี่ก็ไม่มีข้อยกเว้น ผู้นำแห่งรัฐย่อมต้องได้รับเกียรติ์นั้นเสมอ

            ชายชราที่ทำหน้าที่ดูแลการเข้าออกปราการรัตติกาลมาหลายทศวรรษมองภาพพี่น้องแปลกประหลาดอย่างใจลอย จนเมื่อเด็กฝึกงานสะกิดถามขึ้นจึงได้ออกจากภวังค์       “ใครน่ะตา ท่าทางดุชะมัด”

            “ท่านไทม์ ท่านพี่ของท่านลีโอไง ไซเอน ไทม์ แกไม่รู้จักหรือไง” เด็กฝึกงานเบิกตาขึ้น ก่อนจะหันไปมองร่างสูงที่กำลังจะลับหายไปกับความมืดของทางเดิน

 

            “ห๊ะ! แล้วทำไม คนเป็นพี่ถึงไม่ได้เป็นว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐล่ะตา ฉันว่ามันแปลกๆ เน๊าะ” ตาเฒ่าฟีเฟียส ถอนหายใจแล้วเดินกลับไปนั่งที่หน้าประตูแล้วพูดว่า

            “ข้าก็ว่าอย่างงั้น แต่แกไม่ต้องสนใจหรอก ไป ไปนอนซะ เดี๋ยวต้องมาเปลี่ยนเวรกับกะดึกอีกไม่ใช่เหรอ”

 

            “คร้าบ~~” เด็กหนุ่มวิ่งหายไป ทิ้งให้ชายชราเหม่อมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวอย่างครุ่นคิด อะไรก็ตามที่ทำให้ท่านผู้นั้นกลับมาที่นี่ต้องมีสำคัญมาก มากพอจนทำให้เด็กหนุ่มในตอนนั้นผิดคำพูดได้ ฟีเฟียสยังจำภาพนั้นได้ดี ภาพของเด็กชายอายุไม่ถึง 12 ขวบดีเดินผ่านเขาไป เขายังจำได้ดี เด็กที่เคยมีแต่ดวงตาเศร้าสร้อยคนนั้นมีแววตาที่เปลี่ยนไปเหมือนกับเขาพบสิ่งที่เขาต้องทำและวันนี้อะไรบางอย่างนำชายหนุ่มที่มีแววตาเดียวกันนั้นกลับมา

            “เฮ่อ...ต้องมีเรื่องยุ่งๆ ตามมาเป็นพรวนแน่”

            “ผมก็คิดอย่างนั้นครับ คุณตาฟีเฟียส” ตาเฒ่าสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกว่าคนที่พูดนั้นเป็นใคร ตายล่ะไม่ทันสังเกตเลยว่าคนสนิทของท่านลีโอจะเป็นคนขับรถลากด้วยตัวเอง

            “ตาเองก็คิดอย่างผมใช่ไหม ในสถานการณ์แบบนั้นใครจะไปอยากนั่งอยู่ระหว่างสองพี่น้องนั่น” ไมล์พูดด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะคลี่คลายอารมณ์ตึงเครียดทุกอย่างได้ ฟีเฟียส มองชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองเดินทอดน่องตามคนทั้งสองไปอย่างเชื่องช้า ชายชราได้แต่เพียงส่ายหน้าแล้วพูดกับตัวเองว่า

            “แล้วจะมีสักครั้งไหมที่พ่อหนุ่มขี้เล่นคนนั้นจะจริงจังขึ้นมาได้...เฮ่อ สงสัยว่าเราคงแก่ไปแล้วจริงๆ”

 

            เหตุการณ์ไม่ได้ต่างจากที่ตาเฒ่าฟีเฟียสคาดการณ์ไว้เท่าไร เพราะนับตั้งแต่แสงแรกของวันฉายขึ้นบนขอบฟ้า รถลากจากทุกตระกูลที่เกี่ยวข้องกับฟรานเซสก้า ต่างทยอยกันวิ่งเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ทุกคนดูมีสีหน้าเคร่งเครียดกับอะไรบางอย่าง บ้างก็ถกกันถึงเรื่องการกลับมาของไทเมอร์ ฟรานเชสก้ากันอย่างเมามัน

            “เขากลับมาทำไม....”

            “ลูกชายคนโตคนนั้นกลับมางั้นเหรอ มีเรื่องอะไร ไหนว่าจะไม่มาเหยียบที่นี่แล้วไง...”

            “มีข่าวลับ...เกิดเรื่องที่หอนาฬิกาน่ะสิ...”

            “ท่านเจ้าจะว่าอย่างไร เดี๋ยวก็เกิดเรื่องอีกหรอก...”

            ความตึงเครียดมากมายถาโถมเข้าปกคลุมอาณาเขตของฟรานเชสก้า จนทำให้สีดำของหินทรายดำดูยิ่งเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม แต่ยิ่งมีคนเดินเข้าไปในปราการมากเท่าไร ความเงียบก็ยิ่งแพร่กระจายไปทุกอณูของพื้นที่ ลึกเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ของปราการ คณะกรรมการปกครองของดาโรก้าก็อยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน พวกเขากำลังเผชิญกับคลื่นความโกรธจากดวงตาของลูกชายคนโตของเจ้าผู้ครองรัฐ ทุกคนทำได้แค่เพียงมองตากันและพูดในใจกันไปคนละเรื่องละราว

 

            “จะมีใครบอกผมได้ไหมว่า ใครจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น” ความกดดันปกคลุมห้องประชุมทันทีที่เจ้าของตำแหน่งไซเอนลุกขึ้นพร้อมกับกวาดสายตาไปทั่ว น่าแปลก! ที่ไม่มีผู้อาวุโสคนไหนกล้าสบตาชายหนุ่มที่อายุยังไม่ 25 ปี คนนี้สักคน

            “สิบกว่าปีก่อน ใครกันที่เป็นคนเสนอให้วางมาตรการป้องกันโดยไม่ต้องใช้พลังของผม พวกท่านไม่ใช่หรือที่ออกปากรับคำกันแข็งขันว่ามาตราการนั้นดีเพียงพอแล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น หากผมไม่ได้สร้างมนตราป้องกันไว้อีกชั้นหนึ่งละก็ มีหรือที่จะเสียหายเพียงแค่เข็มนาฬิกา”

            “นั่นก็แสดงว่า ท่านไซเอนไม่ได้ทำตามข้อตกลงของเราไว้แต่แรกน่ะสิ ท่านผิดคำสัญญาก่อนตั้งแต่แรก” ไทม์หันไปสบตา เมทรอส คาร์ไมเคิล ด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะพูดเสียงเรียบว่า

            “ดูเหมือนว่าท่านเมทรอส จะเข้าใจอะไรผิดประเด็นไปหน่อยหรือเปล่า ณ ตอนนั้นผมสัญญาว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับงานของดาโรก้าในฐานะของไทเมอร์ ฟรานเชสก้า ไม่ทราบว่าผมพูดตอนไหนหรือว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับหอนาฬิกา อย่าลืมสิท่าน ผม...คือ...ไซเอน” น้ำเสียงเน้นย้ำทีละคำของไทม์เหมือนแรงอัดอากาศอัดให้ภายในห้องยิ่งน่าอึดอัดมากกว่าเดิม

            “พอแค่นั้นเถอะไทม์นั่งลงก่อน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาบอกว่าใครทำผิดหรือว่าใครบกพร่องในหน้าที่ ตอนนี้เป็นเวลาที่เราต้องหาทางแก้ไขปัญหา สภาพหอนาฬิกาตอนนี้เป็นยังไง” ไทม์ทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะตอบคำถามของดาโก้ด้วยน้ำเสียงอ่อนลงว่า

            “โดยรวมไม่เป็นอะไรมากครับ ที่เสียหายหนักที่สุด คือเข็มนาฬิกาทั้งสองอัน ขณะนี้ผมได้สร้างเข็มจำลองขึ้นใช้ชั่วคราวแล้ว แต่ต้องหาเข็มนาฬิกาใหม่มาเปลี่ยนให้เร็วที่สุด”

            “หาเข็มนาฬิกา พูดง่ายแต่ทำยากนาท่านไซเอน ท่านก็รู้อยู่นี่นาว่ามันสร้างจากอะไร” ชายชราเจ้าของจมูกใหญ่โตสีแดงซึ่งนั่งถัดจากดาโก้ไปสองเก้าอี้ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักใจ

            “ไม่เป็นไร งั้นลองปล่อยให้เวลาของเซวีน่าปั่นป่วนไปสักสิบปี จะเป็นไรไปใช่ไหมท่านทาร์ต” โดนคนอายุน้อยกว่าหลายสิบปีตอกหน้ากลับอย่างนี้ ทาร์ต โกเมด้า ผู้ดูแลทรัพยาการธรรมชาติของดาโรก้าถึงกับอึ้ง ตามด้วยผิวหน้าแดงระเรื่อเพราะความโกรธ แต่ที่ไม่พูดอะไรออกมาเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้ที่เขาจะเอ่ยว่าอะไรได้โดยง่าย

            ศักดิ์และสิทธิ์ในตำแหน่งไซเอน ถึงไม่ยิ่งใหญ่เท่าเจ้าผู้ครองรัฐ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขายำเกรงไม่น้อย ในโลกนี้หากอยากจะมีเรื่องผิดใจกับใครสักคนก็ทำได้ แต่จงอย่าผิดใจกับผู้ควบคุมเวลาเพราะ ณ ห้วงเวลาที่ถูกหยุดไว้เราก็ไม่ต่างจากเป้าที่ยืนนิ่งไม่มีโอกาสจะต่อสู้หรือหลบหลีกจากอาวุธที่พุ่งเข้ามา แม้คุณจะมีพลังมหาศาลสักเพียงใด หากคุณไม่สามารถใช้ออกมาได้พลังที่มีมากมายนั้นก็หาประโยชน์อันใดมิได้เลย

            “แต่หากจะหาทรายสีดำเราต้องเข้าไปในพื้นที่สีเทาซึ่ง...มันเสี่ยงต่อคนของเรา เอ่อ ผมหมายถึง หากเราจะส่งใครเข้าไป เราต้องแน่ใจว่าเขาจะเอาวัตถุดิบนั่นกลับมาได้ ไม่ใช่ส่งเขาให้ไปตาย ท่านเองก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่าการจะเอาทรายสีดำออกมาได้ต้องผ่านอะไรบ้าง หรือว่าการค้นหาครั้งนี้ท่านจะลงมือเอง”

            “อืม ก็ถูกของท่านนาเรียนะ ไทม์ ถึงเราจะมีคนที่พร้อมจะเข้าไปในพื้นที่สีเทา แต่ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า พวกเขาจะนำมันออกมาได้” ไทม์ ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาเองรู้ดีว่าต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะไม่มีใครอยากจะเสียสละ แต่เราจะเสียสละโดยเปล่าประโยชน์ไปทำไม อีกอย่างเขาเองรู้อยู่แก่ใจดีว่า การจะเข้าไปเอาของสิ่งนั้นจะต้องเจอกับอะไร ยิ่งให้คนที่ไม่รู้เข้าไปจะยิ่งแย่กว่าเดิม น่าเสียดายที่ตอนนี้หอนาฬิกาขาดเขาไม่ได้เสียด้วย ไม่อย่างนั้นมีหรือที่จะต้องมานั่งประชุมเรื่องไร้สาระอย่างนี้

            “ผมไปเองก็ได้ครับท่านพ่อ” ลีโอเอ่ยขึ้นแต่ยังไม่ทันที่ดาโก้และไทม์จะพูด เสียงห้ามจากบรรดาคณะกรรมการปกครองก็ดังขึ้นพร้อมกันจนฟังไม่ได้ศัพท์ จนดาโก้ต้องกระแอมไปถึงสองครั้งเสียงถึงได้เงียบลง

            “พูดต่อสิลีโอ”

            “ผมคิดว่า คงไม่มีใครเถียงว่า คนที่น่าจะไปเอาทรายสีดำได้เร็วที่สุดคือผม และคงไม่มีใครปฎิเสธว่ามันเป็นหน้าที่ที่ผมควรเป็นคนรับผิดชอบ จริงไหมครับ” คณะกรรมการปกครองทั้งหมดต่างเงียบ ที่เงียบเพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ลีโอ ฟรานเชสก้า มีฝีมือแค่ไหนและเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อสิบกว่าปีก่อนคณะกรรมการปกครองเป็นผู้รับปากว่าจะใช้มาตราการป้องกันอย่างดีที่สุดในการคุ้มกันหอนาฬิกากับไทเมอร์ ฟรานเชสก้า เมื่อความเสียหายครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายคณะกรรมการปกครอง พวกเขาจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น แน่นอน ณ ขณะนี้ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะกรรมการปกครองก็คือ ว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐ อย่าง ลีโอ ฟรานเชสก้านั่นเอง

            “แต่มันเสี่ยงเกินไปนะคะ ท่านลีโอ ดิฉันว่าให้ดิฉันจัดหน่วยที่มีฝีมือเข้าไปเองดีกว่านะคะ” นาเรีย พานอร์ล่า เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวล

            ลีโอ ส่ายหน้าปฎิเสธ เขาหันไปสบตาพี่ชายร่วมสายเลือดดวงตาสีนิลที่เหมือนกับเขาไม่ผิดเพี้ยน เขารู้ว่าพี่เองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่ที่ไม่พูดเพราะพี่เองก็รู้ดีที่สุดว่าไม่มีใครเหมาะสมกับหน้าที่นี้มากกว่าเขา ไม่ว่าด้วยตำแหน่งหัวหน้าคณะกรรมการปกครอง หรือในฐานะน้องชาย เขาควรต้องไป

            “ในเมื่อเราทำผิดพลาด ท่านนาเรียพวกเราจะต้องรับผิดชอบ ผมในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการปกครองขอรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเอง” ดาโก้มองแววตาเด็ดเดี่ยวของลูกชายคนเล็ก ก่อนจะหันไปมองใบหน้านิ่งเฉยของลูกชายคนโต แล้วหลับตาลงอย่างครุ่นคิด

ลูกชายของเขาทั้งสองโตขึ้นแล้ว โตขึ้นจนเขาไม่ทันได้สังเกตหรือนี่ ทั้งสองต่างคนต่างรู้หน้าที่และเข้าใจกันและกันเป็นอย่างดี ไซเอน คือตำแหน่งอันทรงพลังซึ่งเป็นดั่งผู้ปกป้อง ไม่ให้อะไรเข้ามาทำร้ายพวกพ้อง และเจ้าผู้ครองรัฐคือตำแหน่งอันทรงอำนาจซึ่งเป็นดั่งผู้นำ คอยนำพาคนทั้งมวลไปสู่หนทางที่ถูกที่ควร ทั้งสองรับผิดชอบหน้าที่แตกต่างกัน แต่มีจุดหมายเพียงหนึ่งเดียวคือ การสร้างความสงบสุขให้กับรัฐและเซวีน่า

            “งั้นเหรอ...ลูกๆ โตขึ้นจนพ่ออดใจหายไม่ได้...” ดาโก้พึมพำกับตัวเอง ชายผู้เป็นดั่งเสาหลักแห่งดาโรก้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นสบกับดวงตาสองคู่ที่ถอดแบบออกมาจากเขา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า

            “หน้าที่ คือสิ่งที่ควรแบกรับ ข้อผิดพลาด คือสิ่งที่ต้องแก้ไข ผู้ผิดพลาดย่อมต้องแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเองได้ ลีโอ ลูกลองเลือกคนที่เหมาะสมไปกับลูกเถอะ ไทม์ ช่วงนี้คงต้องอาศัยแรงลูกสักพัก” สองชายหนุ่มมองหน้าผู้เป็นทั้งพ่อและเจ้าผู้ครองรัฐอย่างชื่นชม ก่อนจะตอบรับคำอย่างหนักแน่น

            “ครับ”

Post Comment

Statistic

Date posted: 10 years ago.
Date modified: 9 years ago.
Overall Viewed: 107,798 times
Monthly Viewed: 38 times
Rated: 356 times
Favorited: 89 times
Commented: 709 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.