เซวีน่ามหานครแห่งมนตรา ตอน ปริศนาทรายสีดำ

ตอนที่ 10 จุดอ่อน

ตอนที่ 10 จุดอ่อน

              

            “นอนไม่หลับเหรอเฟมีล”

            “อือ มอรีลก็เหมือนกันเหรอ” สองสาวพลิกตัวเข้าหากัน ดวงตาสีนิลสบกับดวงตาสีน้ำทะเล แล้วเฟมีลก็พูดขึ้นว่า

            “ทำไมยังไม่นอนล่ะ เดินทางมาไกลไม่ใช่เหรอ” มอรีลส่ายหน้าเบาๆ แล้วลุกขึ้นเอนหลังพิงกับหัวเตียง

            “แล้วเธอล่ะ ทำไมยังไม่นอน เป็นห่วงใครหรือเปล่า”

            “บ้าน่ะสิ ใครจะไปคิดถึงหมอนั่นกัน” สองสาวมองหน้ากันอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆพร้อมกัน

            “เธอนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ ยังปากแข็งเหมือนเดิม” เฟมีลไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำกล่าวหาของเพื่อน หญิงสาวลุกขึ้นแล้วก้าวไปที่หน้าต่างที่อยู่ไม่ห่างมากนัก ก่อนจะขึ้นไปนั่งชันเข่าตรงขอบหน้าต่างแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างเงียบงัน

            “เธอรู้สึกไหมว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันเปลี่ยนไป ไม่ว่าฉัน ไม่ว่าเธอต่างเปลี่ยนไปแล้วทั้งนั้น” มอรีลมองภาพหญิงสาวที่นั่งอาบแสงจันทร์ด้วยดวงตาที่อ่อนลง

            “ไม่ว่าใครก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งนั้น มันเป็นสัจธรรมของโลก ไม่ว่าเธอ ไม่ว่าฉัน ทุกคนต่างต้องเดินไปในทางของตนเป็นทางที่เราเลือก เป็นในสิ่งที่เราเป็น” เฟมีลฟังพลางหันไปมองเพื่อนที่เล็กแต่เพียงร่างกาย สำหรับเฟมีล มอรีลยิ่งใหญ่เสมอ เป็นหลายๆ สิ่งสำหรับเธอและยังเป็นคนที่เข้าใจเธอที่สุดอีกด้วย

            “แต่บางทีฉันก็สับสนนะ หลายครั้งที่ฉันฝันถึงคืนวันที่อยู่ที่เซเวน หลายครั้งฉันไม่รู้ว่าฉันมีหน้าที่อะไร กำลังทำอะไรอยู่และทำเพื่ออะไร ฉันกำลังเดินไปในทางที่ถูกที่ควรหรือเปล่า เธอไม่เคยคิดอย่างฉันบ้างเหรอ” มอรีลมองใบหน้าสับสนของเฟมีลด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เธอรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง เฟมีลเป็นคนพิเศษ เกิดและเติบโตในแบบที่เธอไม่อาจคาดคิดได้ว่า มันจะลำบากยากเข็ญเพียงใด หลายปีที่ผ่านมาการดำเนินชีวิตก็แตกต่างไปจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ควรจะเป็น

            หญิงสาวตรงหน้าผู้นี้ต้องต่อสู้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะกับชีวิตที่ลำเค็ญในวัยเด็กหรือหน้าที่ที่ไม่ได้เลือกเอง เฟมีลไม่เคยถูกปกป้องแต่ต้องเป็นคนปกป้อง ไม่เคยมีชีวิตที่ราบเรียบเพราะต้องแบกรับภาระหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่น่าจะอยู่บนบ่าเล็กๆ นั่นได้ ไม่เคยมีเวลาคิดค้นหาความฝันของตัวเองว่าคืออะไร เพราะมีแต่สิ่งที่มีแต่เฟมีลเท่านั้นต้องเป็นผู้กระทำดังนั้นเฟมีลจึงไม่มีโอกาสได้เลือกเลยว่าจะเดินไปในทางไหน เพราะสถานการณ์ทุกอย่างบีบคั้นให้เธอต้องเดินไปในทางนั้นเท่านั้น

           ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่า ทุกวินาทีชีวิตของผู้หญิงคนนี้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนที่ไม่อาจมีชีวิตปกติได้อีกแล้ว จึงไม่แปลกที่เฟมีลจะสับสน เฟมีลกำลังเรียนรู้ในเรื่องที่สมควรจะได้รู้ การค้นหาตนเองและเส้นทางที่มีแต่ตัวเธอเองเท่านั้นที่จะเป็นคนก้าวเดินต่อไป

“มันเป็นคำถามที่เราต้องถามตัวเองด้วยกันทุกคนแหละเฟมีล เธอเองไม่พอใจชีวิตตอนนี้งั้นเหรอ” เฟมีลส่ายหน้า

            “ไม่นะ ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้น ฉันมีความสุขดี ความจริงต้องเรียกว่าชีวิตในช่วงนี้ของฉันดีกว่าที่ผ่านมาด้วยซ้ำ แต่...”

            “เธอก็ยังรู้สึกว่ามันขาดอะไรไป” เฟมีลชะงักคำพูดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ มอรีลระบายยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า

            “ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เธอเลือกเรียนเป็นจอมเวทรัตติกาลสาขาอัญมณี หรือตอนที่เลือกเรียนต่อที่สถาบันสปีเย่ เธอเคยคิดบ้างไหมว่าทำไมเธอถึงได้เลือก เธอเลือกเพราะอะไร”

            “ฉันเลือก...ฉันเลือกเพราะ...” เฟมีลหยุดคำพูดไว้แค่นั้น เพราะเมื่อมานึกๆ ทบทวนดูแล้ว เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงได้เลือก ตอนนั้นเธอคิดเพียงว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและเหมาะกับเธอที่สุด แต่เธอกลับตอบมอรีลออกไปไม่ได้ว่าเป็นเพราะอย่างนั้น เพราะในส่วนลึกของจิตใจเธอเองก็ยังปฏิเสธเหตุผลนั้น มันน่าจะมีเหตุผลที่เข้าท่ากว่านี้ แต่เธอคิดไม่ออก คิดไม่ตกจริงๆ

            “มอรีล...เธอว่าฉันแปลกไหม เป็นงานที่ตัวเองทำอยู่แท้ๆ ยังไม่รู้เลยว่าเลือกทำมันเพราะอะไร ฉันอิจฉารีเนล อิจฉาเธอ อิจฉาทุกคนที่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร แล้วมุ่งมั่นไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล ฉันคิดอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่ตอนเป็นนักเวทฝึกหัด ทำไมฉันถึงไม่มีความฝันเหมือนทุกคนล่ะ แม้แต่ตอนนี้บางครั้งฉันรู้สึกเหมือนฉันกำลังทำตามหน้าที่เท่านั้น บางส่วนของจิตใจเหมือนค่อยๆ จางหายไป โดยที่ฉันไม่รู้ตัว ฉัน....ไม่รู้ว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร” ใบหน้าเจ็บปวดของเพื่อนทำให้มอรีลต้องหลับตาลง

            เฟมีลมาไกลทีเดียว อาจเป็นเพราะช่วงหลังๆนี้ เพื่อนของเธออยู่กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาคิดเรื่องของตัวเองมากขึ้น จึงได้สังเกตพบความเปลี่ยนแปลงของจิตใจตัวเองได้ง่าย อีกอย่างนี่คงจะถึงเวลาของเฟมีลบ้างแล้ว เวลาที่เด็กสาวที่มาจากโลกอื่นต้องตื่นขึ้นเป็นหญิงสาวชาวเซวีเรี่ยนอย่างเต็มตัวทั้งร่างกายและจิตใจ

            “เธอรักลีโอไหม” เป็นครั้งแรกในการสนทนาที่ใบหน้าว่างเปล่าของเฟมีลเปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวาขึ้น ถึงเพื่อนของเธอจะไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แค่สีหน้าที่เปลี่ยนไปก็เพียงพอที่จะรู้ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร

            “เฟมีล การเรียนรู้ที่ยาวนานที่สุดและไม่มีวันจบสิ้นคือการเรียนรู้ตนเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอต้องเรียนรู้สิ่งอื่นเพราะเธอเติบโตมาในโลกที่ไม่เหมือนกับฉัน รีเนลหรือคนอื่นๆ ดังนั้นจึงมีเรื่องราวมากมายที่เธอต้องรับรู้มากกว่าตัวเอง แต่ตอนนี้คงถึงเวลาที่เธอต้องเรียนรู้จิตใจของตัวเองได้แล้วว่า จริงๆ แล้วเธอต้องการอะไรกันแน่ เรียนรู้มันให้เหมือนกับเรื่องของหัวใจของตัวเองสิ ซื่อตรงและจริงใจกับตัวเองเหมือนอย่างที่เธอตัดสินใจร่วมชีวิตกับลีโอ แล้วไม่นานเธอจะได้คำตอบ ว่าเธอเกิดมาเพื่ออะไร” เฟมีล พยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก เหมือนเธอจะเข้าใจนะว่าที่มอรีลพูดหมายความว่าอะไร แต่เอาเข้าจริง เธอกลับไม่เข้าใจสักนิด

            “แล้วตอนนี้ฉันควรจะทำไงดี” มอรีล อดหัวเราะออกมาไม่ได้ พูดมาตั้งนานแต่เฟมีลก็ยังหัวช้าเหมือนเดิม บางทีคนที่เก่งรอบด้านอย่างหญิงสาวตรงหน้าอาจจะมีจุดอ่อนที่คาดไม่ถึงก็ได้

            “ค่อยๆ คิดก็ได้จ้ะ ยังมีเวลาอีกเยอะ จริงไหม? เอาล่ะ ชักจะง่วงขึ้นมาแล้วสิ เจอกันพรุ่งนี้เช้าแล้วกันนะ ราตรีสวัสดิ์” เฟมีลยังไม่ทันจะเรียกเพื่อนให้อยู่คุยกันก่อน มอรีลก็ล้มตัวลงนอนเสียแล้ว เฟมีลจึงได้แต่เงยหน้าเอียงๆพิงกระจกแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างครุ่นคิด

 

            เรียนรู้จิตใจตัวเองงั้นเหรอ...

 

            เฟมีลรู้สึกอึดอัดเหมือนกำลังถูกบีบคั้นรอบด้าน ไม่ว่าเธอจะพยายามใช้พลังต่อสู้เท่าไรก็ไม่อาจหลุดพ้นจากสภาพดิ้นรนนั้นเสียที เธอรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำเพราะความกลัว เธอรู้สึกถึงเหงื่ออันเย็นเฉียบที่ไหลผ่านขมับลงมาถึงแก้ม เสียงลมหายใจเหนื่อยหอบที่เกิดจากการวิ่งหนีพลังลึกลับบางอย่าง ก่อนที่พลังนั้นจะดูดกลืนเธอหายไปในความมืด...

 

            เฮือก! เฟมีลผงกหน้าขึ้นจากวงแขนซึ่งโอบเข่าเอาไว้แน่น ดวงตาสีนิลเบิกกว้างก่อนจะหรี่ลงแล้วค่อยๆ กวาดสายตาไปทั่วห้อง มือบางยกทาบหน้าอกพบว่าหัวใจยังเต้นระรัวอยู่เลย นี่เธอฝันไปเหรอ ตายล่ะหลับไปทั้งที่ยังนั่งอยู่อย่างนี้เลยหรือไง แย่จริง กี่โมงแล้วเนี่ย

            “ตีสอง เราหลับไปหลายชั่วโมงเหมือนกัน” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองก่อนจะมองไปยังเตียง มอรีลกำลังหลับสบาย สงสัยก่อนนอนคงคิดมากไปหน่อย เลยทำให้ฝันร้าย

            ถึงแม้จะบอกตัวเองอย่างนั้น แต่เมื่อหญิงสาวล้มตัวลงนอนก็ได้แต่พลิกตัวไปมาอยู่ดี ไม่รู้เพราะความฝันนั่นหรือเปล่า ทำให้เธอข่มตาหลับไม่ได้ มือสองข้างยังมีเหงื่อซึมอยู่ รู้สึกใจมันกลวงๆ โหวงๆ อย่างไรชอบกล แถมยังมีความรู้สึกกระสับกระส่ายจนไม่อาจนอนนิ่งๆ ได้ เฟมีลผุดลุกขึ้นแล้วค่อยๆ เดินไปที่ประตูก่อนจะเปิดออกอย่างแผ่วเบา

            แกร็ก เสียงดังที่ลูกบิดประตู ทำให้คนนอนตื่นง่ายลืมตาขึ้น ใครจะเข้ามาในห้องนอนเขาในเวลานี้นะ ลีโอคิดพลางลืมตา กลิ่นกายประจำตัวของอีกฝ่ายทำให้เขารู้ว่า คนที่เข้ามาคือใคร ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างสงสัย เกิดอะไรขึ้นนะ

            ร่างบางชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่น่าจะนอนหลับสบายกลับลุกขึ้นแล้วมองตรงมาที่เธอ ดวงตาสีนิลที่คอยมองมาทุกเวลาที่เธอต้องการ กำลังตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น สองมือที่เต็มไปด้วยเหงื่อกำชายเสื้อนอนแน่นก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าสู่อ้อมกอดที่เปิดกว้างออก

            “ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ” หญิงสาวพยักหน้ากับไหล่ของชายหนุ่ม ก่อนจะกอดอีกฝ่ายแน่น มือหนาลูบผมยาวสยายเบาๆ อย่างปลอบประโลม

            “ง่วงไหม” หญิงสาวส่ายหน้า

            “งั้นเต้นรำกัน” หญิงสาวดันตัวเองออกจากอ้อมกอด ก่อนจะเอียงหน้าอย่างแปลกใจ ลีโอยกมือขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายก่อนจะรั้งให้หญิงสาวลุกขึ้น ไม่นานเสียงไวโอลินที่ถูกสีด้วยพลังของลีโอก็ดังขึ้น วงแขนกว้างโอบเอวบางไว้ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนไปตามจังหวะเพลง หญิงสาวแนบใบหน้ากับไหล่กว้าง ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดโปร่งใจอย่างประหลาดก่อนจะหลับตาลงอย่างสบายใจ ลีโอก้มลงมองใบหน้าที่ผ่อนคลายนั่นอย่างเบาใจ

            “รู้หรือยังว่าพรุ่งนี้แผนกพัฒนาการเวทเขาจะเรียกคนที่เข้าร่วมการสำรวจค้นหาวัตถุดิบไปรับรู้ถึงข้อควรปฏิบัติ”

            “อือ”

            “มอรีลจะไปด้วยใช่ไหม”

            “อือ”

            “แล้วเซอร์รัสล่ะ”

            “คงไม่ไป...” เฟมีลตอบทั้งที่หลับตา ดูเหมือนร่างกายของเธอตอนนี้กำลังเคลื่อนไหวไปได้เพราะแรงจากชายหนุ่มเท่านั้น

            “ทำไมช่วงนี้ฝันร้ายบ่อยจัง...มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า” ไม่มีเสียงตอบจากหญิงสาวในอ้อมกอด เมื่อเขาก้มลงดูพบว่าเธอหลับไปเสียแล้ว ลีโอจึงอุ้มร่างบางขึ้นแล้วเดินไปที่เตียงก่อนจะวางร่างบางอย่างแผ่วเบา นิ้วเรียวไล้ไปตามผิวแก้มอย่างอ่อนโยน

            “เหมือนเด็กจริงๆ ต้องมีเพลงกล่อมก่อนนอน” ด้วยเหตุนี้เสียงไวโอลินจึงดังกังวาลจนเกือบถึงเช้า

 

อีกฟากของหอพัก

            “ใครนะ เล่นไวโอลินเพราะเชียว” บาร์นเอ่ยขึ้นขณะที่ฝึกออกกำลังดั่งเช่นทุกวัน ส่วนโยราที่กำลังอ่านหนังสือซึ่งยืมมาจากห้องสมุดของปราการอย่างตั้งใจก็เงยหน้าเงี่ยงหูฟัง

            “จริงด้วย ไม่ว่ามิติไหนดนตรีเป็นสิ่งไม่ตายจริงๆ” บาร์น วิดพื้นจนครบตามกำหนดแล้ว จึงลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูที่พาดไว้ที่คอขึ้นเช็ดเหงื่อ

            “นายจะอ่านหนังสือให้หมดห้องสมุดเขาเลยหรือไง”

            “แล้วนายจะฝึกให้กล้ามมันโตกว่านี้อีกหรือไง” โยราตอบพลางเปิดกระดาษหน้าต่อไปอย่างสนใจ

            “เจ้าพื้นที่สีเทาของที่นี่มันน่ากลัวขนาดที่ต้องมีการประชุมเพื่อตกลงเรื่องข้อควรปฏิบัติเลยเหรอ” โยราวางที่คั่นในมือลงในหน้าที่เขากำลังอ่านค้างอยู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบว่า

            “พื้นที่สีเทา คือบริเวณต้องห้ามของแต่ละรัฐ ไม่มีรายละเอียดทางด้านภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ เป็นดินแดนอันตรายที่ไม่ได้อยู่ในกฏเกณฑ์ใดๆ ที่เราเคยรู้จัก แล้วนายคิดว่า มันควรมีไหม ไอ้ข้อควรปฏิบัติอย่างที่นายว่า” บาร์นยักไหล่พร้อมกับเดินไปที่เหยือกน้ำก่อนจะรินน้ำใส่แก้ว

            “แล้วชาวเซวีเรี่ยนเขาจะเหลือไว้ทำไม ในเมื่อมีพลังมากมายก่ายกองขนาดนั้น จะทำแผนที่ทั้งทีทำไมไม่ทำให้หมดทั้งโลกไม่ทราบกั๊กเอาไว้ทำไม”

            “มันก็ต้องมีเหตุผลสิ แต่เขาจะยอมบอกเราหรือเปล่าเท่านั้นแหละ” บาร์นยกแก้วน้ำขึ้นจิบทีละน้อย

            “อ่านอะไรอยู่” โยราเงยหน้าขึ้นจากหนังสืออีกครั้ง

            “ประวัติตระกูลฟรานเชสก้า”

            “นายไปได้มาได้ยังไง” โยรายักไหล่แล้วตอบว่า

            “ห้องสมุดที่นี่มีหนังสือทุกอย่างที่นายต้องการนั่นแหละ ทำไมอยากอ่านด้วยหรือไง” บาร์นรีบส่ายหน้าเพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า เขาไม่ชอบอะไรที่มีตัวอักษรเยอะๆ

            “แล้วนายจะอ่านประวัติของตระกูลนี้ไปทำไม หรือว่าเพราะจะเข้าไปในพื้นที่ของเขาเลยต้องศึกษาเอาไว้ก่อน”

            “เป็นความตั้งใจแรกน่ะนะ แต่มีเรื่องที่อยากให้หายสงสัยด้วย มาดูนี่สิ” บาร์นวางแก้วน้ำลงแล้วเดินตรงไปนั่งตรงหน้าโยรา ก่อนจะก้มลงมองหน้ากระดาษที่โยราชี้

 

            “ในนี้บอกเล่าถึงชื่อคนๆ หนึ่ง คนที่นี่เรียกเขาว่า ‘นักเดินทางแห่งรัตติกาล’ คนๆ นี้เป็นต้นตระกูล ฟรานเชสก้าและเป็นมนุษย์คนแรกที่สามารถใช้พลังในการเคลื่อนย้ายมิติได้ ที่สำคัญถ้าในหนังสือเขียนเป็นความจริง ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะนะ คือ คนๆ นี้มีความสามารถควบคุมเวลาได้”

            “เหลือเชื่อ หมายความว่า พวกฟรานเชสก้าได้พลังจากคนๆ นี้ ทำให้ควบคุมเวลาได้งั้นสิ แต่มันน่าแปลกนะ ปกติไม่มีพลังอะไรควบคุมเวลาได้นี่นา” โยรายิ้มขึ้นก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เหนือกว่าว่า

            “ได้หรือไม่ได้เราก็เคยเห็นอาณาจักรแห่งกาลเวลามาด้วยกันแล้วใช่ไหมล่ะ ตอนนั้นฉันยังสงสัยอยู่เลยว่า คนที่นี่เขาทำได้ยังไง คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของที่นี่ แต่พอศึกษาดีๆ ขนาดหนังสือการเรียนรู้พลังเวทของที่นี่ยังกล่าวไว้เลยว่า ไม่สามารถใช้เวทกับกาลเวลาและพลังธรรมชาติได้...”

            “...ซึ่งหมายความว่า คนตระกูลนี้ต้องมีอะไรที่คนทั่วไปไม่มี สนใจขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ บาร์น” บาร์นยกมือขึ้นลูบคางอย่างครุ่นคิด

            “ใช่...น่าสนใจมาก แล้วนายคาดหวังว่าจะได้อะไรจากการไปครั้งนี้ล่ะ อยากเจอนักเดินทางแห่งรัตติกาลหรือไง” บาร์นพูดพลางหัวเราะออกมาอย่างขำๆ พร้อมกับเดินเข้าห้องน้ำไป ปล่อยให้โยราจ้องมองหนังสือในมือด้วยสายตามุ่งมาด

            “ถ้าได้พบคุณก็ดีน่ะสิ...นักเดินทางแห่งรัตติกาล”

Post Comment

Statistic

Date posted: 10 years ago.
Date modified: 9 years ago.
Overall Viewed: 107,798 times
Monthly Viewed: 38 times
Rated: 356 times
Favorited: 89 times
Commented: 709 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.