เซวีน่ามหานครแห่งมนตรา ตอน ปริศนาทรายสีดำ

ตอนที่ 2 ข่าวจากสภากลาง

 

ตอนที่ 2 ข่าวจากสภากลาง

 

 

          “สวัสดีค่ะ คุณตาคุณยาย คิดถึงจังเลย” เฟมีลเดินเข้าสู่อ้อมกอดของไอริณเหมือนเด็กน้อยดังเช่นทุกครั้ง หญิงชรากอดหลานสาวแน่นก่อนจะปล่อยให้คนเป็นตากอดหลานสาวคนเดียวบ้าง คนที่อยู่ในห้องรับแขกของหอพักต่างมองภาพนั้นอย่างอดยิ้มตามไม่ได้ ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นศาสตราจารย์จอมเวทอย่างใกล้ชิดและยิ่งยากถ้าจะได้พบศาสตราจารย์ไอริณที่ถูกล่าวขานว่าเป็นหญิงเหล็กแห่งวงการการศึกษา

 

            “เฟรม หลานตัวผอมลงอีกแล้ว” ฟาร์มีเอ่ยขึ้นหลังจากทั้งสามนั่งลง เฟมีลยิ้มรับคำทักนั้นอย่างไม่เถียง เพราะเธอผอมลงจริงๆ คงเป็นเพราะใกล้จะจบแล้วงานทุกอย่างเลยค่อนข้างรุมเร้า

            “คุณตาไม่รู้เหรอคะ เดี๋ยวนี้เขาต้องผอมถึงจะสวย” สองตายายมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะออกมา

 

            “ยายว่าถ้าหลานสวยขึ้นกว่าที่เป็นอยู่คงต้องมีคนลำบากขึ้นแน่” ใบหน้านวลของหลานสาวเป็นสีชมพูระเรื่อ โดยที่ไม่ต้องตอบว่าใครกันคือคนที่จะลำบาก

 

            “เอ้านี่ แม่เราเขาฝากเสื้อผ้ามาให้ เห็นว่าหลานอาจต้องใช้” เฟมีลรับกระเป๋าใบใหญ่แล้วเปิดออก ภายในมีแต่เสื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บอย่างดี แน่นอนว่าต้องเป็นฝีมือของเฟรล่าแม่ของเธอทั้งหมด

 

            “คุณแม่เขาคงคิดว่าหนูเปลี่ยนชุดวันละสามรอบแน่ๆ แค่นี้หนูก็ไม่รู้จะเก็บเสื้อผ้าเอาไว้ไหนแล้วค่ะ” ไอริณยิ้มรับคำบ่นกรายๆ นั้นอย่างนิ่งสงบก่อนจะปรายตาไปทางสามีให้เริ่มเรื่องที่จะมาพูดกับหลานวันนี้เสียที

 

            “หลานรู้ใช่ไหมว่าวันนี้ตากับยายมาทำไม” เฟมีลเงยหน้าจากกระเป๋าพร้อมกับใช้มือปิดมันลง ดวงตาสีนิลฉายแววจริงจัง ทำให้คนสูงอายุทั้งสองฉุกคิดขึ้นมาทันใดว่า หลานสาวของพวกเขาได้กลายเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้ว โตทั้งร่างกายและจิตใจ โตอย่างผู้ที่รู้ว่าตนมีหน้าที่อะไรและควรจะต้องทำอะไรในเวลานั้นๆ

 

            “ก็พอรู้มาบ้างค่ะ ทางนี้ก็ต้องเตรียมการเหมือนกัน” ฟาร์มีพยักหน้ารับแล้วพูดต่อว่า

            “ความจริงก็คงไม่ต้องมีมาตรการอะไรมากหรอก ข้อตกลงครั้งนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ มันก็มีกลิ่นแปลกๆ อยู่เล็กน้อย” เฟมีลไม่ได้เอ่ยขัดการอธิบายของผู้เป็นตาเมื่อเห็นท่านเงียบไป หญิงสาวยังคงนิ่งเพื่อรอฟังการขยายความของคำว่า ‘กลิ่นแปลกๆ’ แต่คนที่อธิบายเพิ่มคือยายของเธอ

            “เมื่อหลายเดือนก่อน ยายไปเยี่ยมกราเตราที่โน่น บรรยากาศของที่นั่นมีอะไรผิดปกติ…”

            “ทำไมคะ ทางเซกันทำอะไรท่านเตรา” ไอริณส่ายหน้าพร้อมกับพูดขึ้นว่า

            “เปล่า เขาก็ร่วมงานกันดี งานที่นั้นคืบหน้าไปได้ด้วยดี แต่ยายสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งในหมู่ของเหล่าซีเนร่าชั้นสูงของซีเนสตร้า โดยปกติผู้มีอำนาจที่นั่นก็ไม่ค่อยพอใจกับข้อตกลงในครั้งนั้นของเราอยู่แล้ว เพราะเตราเป็นเหมือนผู้มีอภิสิทธิ์มากกว่าข้อแลกเปลี่ยน พวกเขาคงรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบ”

            “แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้นี่คะ คุณยาย ความจริงจะมาหาว่าเราเอาเปรียบก็คงไม่ได้ เพราะเราทั้งสองฝ่ายก็ได้ในสิ่งที่เราพอใจแล้ว ถ้าจะมองกันจริงๆ แล้ว ทางโน้นไม่เห็นจะต้องเสียอะไร ก็แค่แบ่งปันวิทยาการที่พัฒนา แต่ไม่ได้สูญเสียอะไรสักนิด” เฟมีลพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ

 

            “ก็คงจะจริงถ้าเรามองในมุมมองของเรา แต่ในมุมมองของเขา เขาคิดว่า เขาน่าจะได้มากกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละนะ มันเป็นแค่ข่าววงในที่ยายได้รู้มาเท่านั้น แต่ข่าวลืออีกอย่างที่หน่วยข่าวกรองได้มาก็คือ การมาของเหล่าซีเนร่าในครั้งนี้น่าจะมีเงื่อนงำ” เฟมีลสบตาฟาร์มีและไอริณนิ่งเหมือนต้องการข้อมูลที่มากกว่านี้มาประกอบการตัดสินใจบางอย่าง

 

            “เขาต้องการอะไรเหรอคะ พวกเขาก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่า เขาจะเอาอะไรจากที่นี่ไม่ได้” ฟาร์มีถอนหายใจเบาๆ พร้อมกับพูดตอบว่า

 

            “นั่นสินะ พวกเขาน่าจะรู้ แต่ความคาดหวังของคนส่วนใหญ่คงอยากจะลบคำว่า ‘ไม่มีทาง’ แล้วเปลี่ยนเป็น ‘อาจจะมีทาง’ ก็ได้” เฟมีลมองใบหน้าเป็นกังวลของคุณตากับคุณยายอย่างเข้าใจ กังวลไว้ก่อนดีกว่ามากุมขมับปวดหัวที่หลัง คิดไว้ก่อนก็ดีกว่าปวดหัวคิดฉุกเฉินในยามเมื่อเกิดปัญหา ข้อมูลบางอย่างถูกส่งมาจากต้นสังกัด มันเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกังวลตอนนี้

 

            “งั้นเราคงต้องจับตาดูพวกเขาด้วยละมังคะคุณตาคุณยาย หนูเองพึ่งได้รับคำสั่งใหม่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นคำสั่งเดียวกับ...” ตาแมวหรือเปล่า เฟมีลต่อกับตัวเองในใจ

            “กับใครหรือจ้ะ” ไอริณถาม เฟมีลได้แต่ส่ายหน้าแล้วพูดว่า

 

            “ไม่มีอะไรค่ะ ช่วงนี้เหนื่อยจังเลยค่ะคุณยาย เมื่อวานพึ่งกลับมาจากวินดิ์สโลว์แล้วต้องกลับมาเขียนรายงานอีก...” สองตายายฟังเรื่องเล่าของหลานสาวอยู่ไม่นานก็ขอตัวกลับ เพราะต้องออกเดินทางไปประชุมต่อที่โซนในวันรุ่งขึ้น เฟมีลเองหลังจากส่งคุณตากับคุณยายแล้วก็เดินออกจากหอพัก ไปยังห้องนั่งเล่นรวมของเหล่านักหาข่าวฝึกหัด

            ห้องนี้มีขนาดเท่าห้องบอลลูนขนาดใหญ่ ผนังโดยรอบประดับไปด้วยภาพของนักหาข่าวระดับตำนาน เพดานเป็นกระจกที่มีภาพการเคลื่อนไหวของตัวอักษรนับหมื่นนับพัน ตัวอักษรพวกนี้คือข่าวในแต่ละวันที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์เซวีเดลี่ เพื่อให้นักหาข่าวฝึกหัดที่เข้ามาพักได้อ่าน ห้องทั้งห้องถูกจัดแบ่งเป็นส่วนๆ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณนั่งดื่มชาและทานของว่าง โซฟาตัวใหญ่ไว้นั่งคุยและส่วนที่จัดเพื่อเอาไว้เล่นกับสัตว์เลี้ยง รวมไปถึงเคาน์เตอร์เครื่องดื่มที่มีทั้งของมึนเมาและไม่มึนเมา เฟมีลเดินตรงไปยังส่วนโซฟาตัวใหญ่ทางขวามือ ที่นั่นนั่งอยู่ด้วยชายหนุ่มสองคนที่เธอรู้จักดี จาเร็ต อามานและพาตัน เรนเดียร์

 

            “มาเร็วกว่าที่นัดไว้ตั้งชั่วโมง คุยกับคุณตาคุณยายเสร็จแล้วเหรอ เฟมีล” จาเร็ตเอ่ยขณะที่กำลังนอนเอนตัวอ่านตัวอักษรที่เคลื่อนผ่านไปมาอย่างสนอกสนใจ

 

            “อืม นี่อยู่กันที่นี่ทั้งวันเลยเหรอ” เฟมีลทัก ขณะที่มองมือของพาตันส่งแก้วคอกเทลสีฟ้าใสให้จาเร็ต เฟมีลมองภาพนั้นจนชินชา เพราะพาตันมักจะคอยดูแลจาเร็ตอย่างนี้เสมอ ทั้งคู่ดูเป็นคู่หูที่ยอดเยี่ยมในเวลาทำงานและเป็นเพื่อนสนิทในเวลาปกติ

            “จะให้ทำอะไรได้ล่ะ แล้วเจอใครบ้างหรือยัง” จาเร็ตถามเรื่อยๆ จนเฟมีลงง เลยถามว่า

            “เจอใคร?” จาเร็ตลดสายตาลงจากเพดานพลางแลบลิ้นเลียน้ำคอกเทลที่มุมปาก ก่อนจะตอบพร้อมกับยกแก้วชี้ไปทางซอกคอ

 

            “เจ้าของรอยแดงนั่นไง” ไวเท่าความคิดมือบางตะปบมือไปที่ซอกคอ เรียกเสียงหัวเราะจากจาเร็ตจนคนอื่นหันมามอง พอเฟมีลหันไป พาตันชายหนุ่มสวมแว่นจึงตอบด้วยรอยยิ้มว่า

            “เธอโดนหลอกแล้ว” เฟมีลลดมือลงจากซอกคออย่างขัดใจแล้วพูดเสียงแค่นว่า

 

            “อย่าให้ถึงตาฉันบ้างนะจาร์” จาเร็ตยักไหล่แล้วเงยหน้าไปสนใจข่าวข้างบนต่อ เฟมีลเลยต้องหันไปคุยกับพาตันแทน

            “พวกนายเห็นลีโอด้วยเหรอ อ๊ะ ขอบใจจ้ะ” เฟมีลรับจานเค้กที่ส่งมาให้อย่างไม่เกี่ยงงอน

 

            “อ้อ เจอตอนที่เขาไปพบท่านผู้อำนวยการน่ะ” เฟมีลพยักหน้าหงึกเหมือนจะรับรู้แต่ก็ถามต่ออีกว่า

            “แล้วมาทำไม พวกนายรู้หรือเปล่า” ยังไม่ทันที่จาเร็ตจะลุกขึ้นตอบ เสียงเรียกของรีเนลจากเบื้องหลังก็ดังขึ้น

 

            “มาแล้วจ้า ฉันไม่ได้มาสายใช่ไหมเฟมีล” เฟมีลหันไปยิ้มให้เพื่อนทั้งๆ ที่ในปากยังมีเค้กอยู่ หางตาของเธอเห็นร่างสูงของโทนี่ที่ตอนนี้จัดการตัดผมยาวเฟื้อยออกไปเหลือเพียงแค่ประบ่าแถมสไลด์ตามใจแม่สาวช่างแต่งตัวคนข้างเธอนี่ซะด้วย ถ้ามองให้ดีโทนี่ก็เท่ดีหรอก มีรุ่นน้องชอบตั้งหลายคนแต่ติดตรงคู่แข่งของสาวๆ เหล่านั้นแข็งแกร่งเกินไปต่างหาก ดวงตาสีน้ำตาลนั่นถึงไม่เคยหันไปมองใคร (ยกเว้นเวลาอยากยั่วรีเนลเท่านั้น) 

 

            “ไม่สาย แถมมาก่อนเวลาด้วย เอาล่ะทีนี้ก็ครบองค์ประชุมเสียที เริ่มเลยไหมจาร์” จาเร็ตกระเด้งตัวขึ้นนั่ง ดวงตาสีน้ำตาลแดงฉายถึงดวงตาเอาจริงเอาจังเหมือนทุกครั้งที่เข้าสู่โหมดทำงาน

            “มีข่าวใหม่หรือจาร์” โทนี่ถามขึ้น

            “ยิ่งกว่าข่าวใหม่ พวกเราได้รับหน้าที่ใหม่…อย่าทำหน้าระรื่นอย่างนั้นน่ารีเนล รู้หรอกน่าว่าอยากทำอะไรที่มันตื่นเต้น คืองี้ รู้กันแล้วใช่ไหมเรื่องที่เซกันจะส่งซีเนร่ามาที่เซวีน่า”

            “อื้อ รู้แล้ว” เฟมีลตอบ รีเนลเองก็พยักหน้ารับว่ารู้เหมือนกัน

            “ผู้อำนวยการบอกว่าอยากให้พวกเราเป็นผู้เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้พร้อมกับหน่วยพัฒนาวิทยาการที่ซินเทลล่า”

            “ว้าว! “รีเนลร้องพลางใช้ศอกสะกิดสีข้างเฟมีลจนเจ้าตัวต้องหันมาค้อนใส่เพื่อน

 

            “มันคงไม่ใช่แค่นั้นมั้ง จาร์ เรื่องแค่นี้ความจริงให้พวกรุ่นน้องเราไปก็ได้” โทนี่พูดพลางส่งแก้วน้ำหวานให้คนถูกค้อน จาเร็ตพยักหน้าด้วยรอยยิ้มชอบใจแล้วเล่าต่อว่า

 

            “ข่าววงในจากสภากลางบอกว่า การมาครั้งนี้ของเหล่าซีเนร่าน่าจะมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง แต่จะเป็นอะไรยังไม่รู้ได้ พวกเขาถึงได้ส่งพวกเราไปไง อีกอย่างงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่การอบรมแบบธรรมดาอย่างที่โทนี่บอกจริงๆ เพราะเราต้องเดินทางไปหลายที่ เพื่อหาวัตถุดิบที่เหมาะสมกับวิทยาการใหม่ที่เราจะเรียนรู้ งานนี้เลยต้องอาศัยฝีมือของเธอไง เฟมีล” เฟมีลพยักหน้าเหมือนจะรู้อยู่แล้ว

            เพราะจอมเวทรัตติกาลที่ทำงานให้สภากลางมีไม่มาก ดังนั้น หลังจากที่เธอจบ บ่อยครั้งที่เฟมีลต้องออกปฏิบัติการในอีกฐานะที่ไม่ใช่นักหาข่าวตามปกติ และเป็นเรื่องปกติที่สายงานของเธอจะได้รับข้อมูลค่อนข้างรวดเร็ว ถ้าจะช้ากว่าก็คงมีแต่หน่วยข่าวกรองที่จาร์และพาตันฝึกงานอยู่เท่านั้น

            “หมายความว่า ให้เราไปคุ้มกัน เอ่อ ฉันว่าไม่น่าใช่ เอาใหม่ งานนี้เป็นเหมือนงานเฝ้าระวังหรือเปล่า” รีเนลออกความเห็นซึ่งทุกคนที่ฟังก็เห็นด้วย

            “ความจริงก็ไม่มีอะไรมากหรอก โดยส่วนใหญ่ก็เป็นประโยชน์ต่อพวกเราด้วย อีกอย่างงานนี้คนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดน่าจะเป็นพวกนายต่างหาก สองนักเขียนคอลัมน์ผู้โด่งดัง” จาเร็ตเอ่ยพลางยกแก้วเหมือนเป็นการฉลองชัยให้โทนี่กับรีเนล ที่มีผลงานเข้าตาบรรณาธิการของเซวีเดลี่ฉบับสุดสัปดาห์จนได้เขียนลงคอลัมน์ย่ำเท้าทั่วแดนสลับกันคนละสัปดาห์ ตอนนี้มีคนติดตามอ่านคอลัมน์นี้มากมาย แต่ตัวจริงของนามปากกา ‘ยักษ์ใหญ่กลางสายลม’และ‘หิมะสีทับทิม’ สองคู่กัดเจ้าของคอลัมน์ยังคงเป็นปริศนาให้ผู้อ่านรอลุ้นว่าเมื่อไรทั้งคู่จะออกมาปรากฎตัวเสียที

 

            “แน่สิ คราวนี้จะได้มีอะไรมาเล่าให้คนอ่านเยอะเลย จริงไหมตายักษ์” โทนี่ไม่ตอบแต่ก็พยักหน้ารับเพื่อเอาใจอีกฝ่าย เฟมีลเองก็กำลังคิดถึงข้อความในจดหมายแจ้งเหมือนกัน

            “เราจะออกเดินทางวันไหนล่ะ ต้องไปรับพวกนั้นที่ดาเรก้าหรือเปล่า” เฟมีลถามขึ้น

 

            “คิดว่านะ ลีโอก็ไปที่ดาเรก้าแล้วนี่ เห็นว่าฝ่ายนั้นเขาจะขอพักผ่อนที่ดาเรก้าก่อนจะเดินทางมาที่ปราการซินเทลล่า พวกเราอาจจะต้องเดินทางวันพรุ่งนี้ เพราะต้องไปรายงานตัวที่สภากกลางก่อนแล้วค่อยไปเจอพวกนั้นที่ดีเนโซล”     

            “อะไรนะ ทำไมเร็วอย่างนั้น ฉันยังไม่ได้เขียนรายงานการปฏิบัติงานครั้งที่แล้วเลย โอย ตายๆ” พอรีเนลเริ่มคร่ำครวญบรรยากาศการประชุมก็เปลี่ยนเป็นผ่อนคลายทันที

 

            ไกลออกไปอีกมิติ เซกันยามค่ำคืนทำให้คนนอนมองดูเกล็ดหิมะโปรยปรายอย่างช้าๆ รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดทั้งปวง แต่เมื่อใครบางคนล้มตัวลงนอนข้างๆ อารมณ์ผ่อนคลายก็หายไปทันที

 

            “หลบจากการประชุมทุกครั้งแล้วนายจะรู้ได้ไงว่าเขาวางแผนกันยังไง” บาร์นเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด เพราะคนข้างๆ คอยแต่จะหลบการประชุมอยู่เรื่อย แล้วคนที่ทำอย่างนั้นแล้วไม่มีใครกล้าว่าก็คงจะมีแต่ โยราเน่ เอ็ดกราด ซีเนร่าอัจฉริยะคนนี้เท่านั้นล่ะมั้ง

 

            “นายก็ฟังไปสิ ฉันขี้เกียจฟังตาแก่พวกนั้นถกเถียงในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” บาร์นถอนหายใจ เพราะเขาก็คิดเหมือนโยรา พวกเขาที่ได้สัมผัสพลังอันยิ่งใหญ่ของเซวีน่าเท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่า การกระทำที่พวกคนใหญ่คนโตแห่งซีเนส ตร้าคิดนั้นไร้ประโยชน์ พวกนั้นน่าจะยอมรับตั้งแต่ได้เผชิญหน้ากับ ไซเอน ไทม์คนนั้นแล้วว่า ในจักรวาลนี้มีคนที่เราไม่ควรยุ่งอยู่ด้วย

 

            “แต่พวกเราก็ต้องลองทำดูไม่ใช่เหรอ” โยราพ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจแล้วตอบว่า

“มีสิ่งมากมายที่เราไปเอาจากที่นั่นได้โดยที่เขาไม่ว่า แต่ตาแก่พวกนั้นกลับอยากได้ในสิ่งที่เราไม่มีวันเอามาได้ ฉันจะไม่ยอมเสี่ยงในงานที่ไม่มีโอกาสเลยหรอกนะ”

 

            “แต่มันอาจจะได้ก็ได้” โยราหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเหตุให้บาร์นต้องหัวเสีย เพราะการหัวเราะแบบนั้น ทำให้เขาดูเหมือนเป็นคนโง่เง่า

 

            “นายถูกกล่อมจนได้นะบาร์น แต่เอาเถอะ เราเล่นตามเกมของตาแก่พวกนั้นไปก่อนก็ได้ แต่ถ้ามันไม่ได้เรื่อง งานนี้ฉันจะใช้แผนของฉันบ้าง” โยราพูดพร้อมกระเด้งตัวลุกขึ้นบิดซ้ายขวาอย่างกระฉับกระเฉง

            “นายจะทำอะไร?” รอยยิ้มมีเลศนัยของโยราปรากฏขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยพร้อมกับหันหลังเดินจากไปว่า

            “การไปเยือนเซวีน่าครั้งที่แล้ว มันไม่เพียงแต่ทำให้เราได้คุณเตรามาหรอกน่า ไปล่ะ”

ท่ามกลางแสงวิบวับของเกล็ดหิมะต้องแสงสะท้อน บาร์นยืนคิดทบทวนอดีตและอนาคตของผู้ร่วมงาน

            “...แล้วนายได้อะไรกลับมา โยราเน่ เอ็ดกราด”

Post Comment

Statistic

Date posted: 10 years ago.
Date modified: 9 years ago.
Overall Viewed: 107,798 times
Monthly Viewed: 38 times
Rated: 356 times
Favorited: 89 times
Commented: 709 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.