เซวีน่ามหานครแห่งมนตรา ตอน ปริศนาทรายสีดำ

ตอนที่ 8 ลงไม้ลงมือ

ตอนที่ 8 ลงไม้ลงมือ

 

            ลีโอค่อยๆ ปิดประตูห้องอย่างแผ่วเบา เพราะกลัวจะรบกวนเวลานอนของร่างบางบนเตียง ใบหน้ายามหลับไหลของหญิงสาวไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากครั้งแรกนัก ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมออกแขวนไว้ก่อนจะเดินไปทรุดนั่งลงที่ขอบเตียง แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทำให้ผิวขาวเนียนยิ่งดูขาวนวลกว่าปกติ

            “ถ้ามองมากกว่านี้จะเก็บค่าเข้าชมแล้ว” เสียงหวานของคนที่คิดว่ากำลังหลับดังขึ้นจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเตียง ในขณะเดียวกัน ร่างบางของหญิงสาวบนเตียงก็สลายกลายเป็นเปลวเพลิงลอยขึ้น แล้วทั้งห้องก็สว่างวาบขึ้น ใบหน้าบูดบึ้งของเจ้าของเสียงทำให้ลีโอต้องเสไปมองแจกันดอกไม้ด้านข้างแทน

            “ใช้มายาอัคคีได้สมบูรณ์แบบแล้วนี่” เฟมีลเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด ตาบ้านี่หายไปไหนโดยไม่บอกกล่าวมาสามวัน พอมาถึงกลับมาถามเธอด้วยเรื่องไร้สาระอย่างนี้มันน่า...

            “แล้วเรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรกับนาย” ลีโอไม่ตอบ เขาลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบผ้าขนหูและชุดนอนออกมา

            “อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องนะ ไปไหนมา” ชายหนุ่มยังคงเงียบ แล้วทำท่าจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำแต่ต้องชะงัก แล้วหันมามองคนหน้าหงิกที่นั่งกอดอกเหมือนกำลังพยายามไม่ให้สองมือนั่นลงไม้ลงมือกับเขา

            “คิดว่าเงียบแล้วฉันจะไม่รู้เหรอว่า นายไปทำอะไรมา” ชายหนุ่มยักไหล่แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

            “นี่...นายแมวบ้า แมวขนฟู แมว...” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง ดวงตาสีนิลของเฟมีลก็เปล่งประกายทองแดง...ชักจะโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้วนะ แมวใบ้บ้า!

 

 

10 นาทีต่อมา...      

            แส้เพลิงพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของลีโออย่างรวดเร็วจนเจ้าตัวเบี่ยงหน้าหลบแทบไม่ทัน ผลก็คือ รอยไหม้ที่ปลายผมตามด้วยการต่อสู้กันพัลวัน ระหว่างคู่รักหวานแหววอย่างอัคคาว่า

            “อยากจะเล่นอะไรก่อนนอนหรือไงเฟมีล” เฟมีลตวัดแส้เพลิงในมือตามการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มอย่างโมโห ตอนแรกกะจะแค่ฟาดไปเล่นๆ แต่พอเห็นท่าทางเย็นใจในการหลบแส้เพลิงของเธอแล้วก็อดเอาจริงขึ้นมาไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า เธอสู้กับเขากี่ครั้งก็แพ้ประจำตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว แต่ท่าทางเย็นใจของหมอนี่ทำให้เธอของขึ้นทุกทีสิน่า

            “ที่เห็นอยู่นี่เขาเรียกเล่นหรือไง ตาแมวบ้า พูดไม่รู้เรื่อง หายตัวไปตั้งหลายวัน ไม่คิดจะอธิบายอะไรบ้างหรือไง!” เพล้ง เสียงแจกันอันใหญ่แตกกระจายตามด้วย...เพล้ง กระจกอีกหนึ่งบาน

            “คิดจะทำลายห้องนอนให้ราบก่อนหรือไง” ลีโอที่คอยหลบแส้เพลิงพูดพลางหยิบชุดน้ำชาขึ้น ก่อนที่แส้เพลิงจะทำลายมันเป็นอย่างที่สาม จากนั้นก็วางลงแล้วตรงไปที่โต๊ะไม้ที่กำลังจะไหม้ในอนาคตหากสัมผัสกับอาวุธของหญิงสาว

            “ถ้าไม่อยากจะให้มันราบตั้งแต่แรก นายก็บอกมาสิว่าไปไหนมา” ลีโอกระโดดลอยตัวขึ้น ก่อนจะตีลังกากลับหลังเพื่อหลบแส้ที่สองที่หญิงสาวฟาดมาอย่างไม่คิดจะให้เขาหลบ...นี่กำลังเริ่มเอาจริงหรือเปล่านะ รู้สึกว่าแส้จะเพิ่มเป็นสองสายแล้วด้วย

 

            “หึงเหรอ เฮ้ย!” คราวนี้ไม่ใช่แค่แส้ ลูกบอลเพลิงขนาดย่อมลอยตรงมาที่เขาด้วย บาเรียสีดำโปร่งถูกกางขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสลายไปกลายเป็นแส้สีดำวิ่งตรงเข้ารัดแส้เพลิงของเฟมีล

            “ใคร ใครจะไปหึงแมวขนฟูอย่างนาย เพราะอยากจะรู้ว่านายจะยอมพูดหรือเปล่าต่างหาก อ๊ะ” ลีโอกระชากแส้สีดำในมือเป็นผลทำให้เฟมีลถูกดึงเข้าหา หญิงสาวจึงรีบสลายแส้เพลิงแล้วดีดตัวออกไปยืนหอบอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง

            “ชอบให้พูดโกหกหรือไง” ลีโอถามพลางใช้พลังตรงเข้าปิดช่องกระจกที่แตกพร้อมกับเดินตรงเข้าไปหาเฟมีล หญิงสาวเองก็สะบัดมือรวบเอาเศษกระเบื้องแจกันที่แตกกระจายให้เคลื่อนไปอยู่ในถังขยะ

            “ไม่”

            “อืม นั่นน่ะสิ” ชายหนุ่มพูดพลางเดินตรงเข้าหา แต่หญิงสาวกลับเดินถอยหลังหนีพร้อมกับสวนกลับไปว่า

            “แต่ไม่ใช่ ไม่พูดอะไรเลยนี่”

            “ที่ไม่พูดเพราะรู้ว่า เธอต้องรู้อยู่แล้ว จริงไหม” แผ่นหลังบางชนกับผนังห้องแล้วพอจะเลี่ยงหลบสองแขนของชายหนุ่มก็ยกขึ้นกันทั้งซ้ายขวา เธอจึงทำได้แต่เชิดหน้าขึ้นแล้วตอบกลับว่า

            “ใช่ แล้วจะทำไม มันเป็นหน้าที่ของคนที่ไปไหนโดยไม่บอกไม่กล่าวต้องเป็นคนบอกสิ” ลีโอหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางไม่ยอมแพ้ของอีกฝ่าย เฟมีลน่ะไม่ใช่ผู้หญิงปกติ เธอไม่เคยถามเขาสักครั้งว่าเขาจะไปไหน แต่เธอจะรู้เสมอว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาเลยไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องบอกเธอก่อนว่า เขาจะไปไหนเพราะไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องรู้อยู่ดี

            “อย่ามาเถียงด้วยสายตานะ อยากจะมีเรื่องอีกรอบหรือไง” ลีโอยกมือกางออกอย่างยอมแพ้

            “คร้าบ คร้าบ เอาเป็นว่าจำเลยยอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา หายหงุดหงิดหรือยัง แต่ถ้ายังไม่ ลองทำแจกันแตกอีกสักใบหรือว่าจะทะลวงกระจกอีกสักบานก็ได้” เฟมีลยกมือขึ้นกอดอก แล้วเดินกลับไปนั่งจุ้มปุ๊กที่เตียงพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ ว่า

            “ความผิดนายทั้งหมดแหละ แค่พูดแค่เนี้ย ทำไม่ได้หรือไง” ลีโอหันหลังพิงผนัง จ้องมองใบหน้าแดงระเรื่อเพราะการออกกำลังโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อกี้ ความเคร่งเครียดที่มีมาตลอดสามวันหายวับไปไหนก็ไม่รู้ หญิงสาวตรงหน้ามีความสามารถพิเศษในการทำให้เขาปลอดโปร่งได้ทุกนาทีที่อยู่ด้วยกันเลยทีเดียว

            “มาสเตอร์เป็นไงบ้าง” ลีโอขมวดคิ้วเข้าหากัน เขารู้ว่าเธอต้องรู้เรื่องที่เขาหายตัวไปแน่ แต่...รู้ลึกขนาดไหนกันนะ

            “ในสายตาคนภายนอกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับฉัน พี่กำลังเสียศูนย์” เฟมีลพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่เธอนึกภาพไม่ออกหรอกว่า คนอย่างมาสเตอร์ไซเอนเวลาเสียศูนย์จะมีสภาพเป็นอย่างไร

            “คณะกรรมการปกครองจะแก้ตัวว่ายังไงล่ะ” คราวนี้ลีโอถึงกับพูดไม่ออก คนที่รู้ว่าหอนาฬิกาไซเอนมีคณะกรรมการปกครองดูแลอยู่มีแค่คนในตระกูลเท่านั้น แหล่งข่าวของเฟมีลเป็นใครกันแน่นะ แล้วข้อสงสัยของลีโอก็ได้รับการไขให้กระจ่าง เมื่อเฟมีลบอกออกมาว่าทำไมเขาถึงได้เงียบไป

            “นายลืมไปหรือเปล่าว่าฉันมีคู่หูที่เก่งกาจแค่ไหน” ลีโอยกกำปั้นขึ้นเคาะหน้าผากตัวเองเบาๆ บางทีเขาก็ลืมไปว่า คู่ชีวิตของเขาเป็นคนพิเศษแค่ไหน

            “ว่าไงล่ะ คราวนี้ก็เล่ามาให้หมดเลย ไม่อย่างนั้นวันนี้ไม่ต้องนอนกัน” ลีโอเกือบหลุดหัวเราะออกมาแล้ว ถ้าไม่ติดตาขวางๆ ของเฟมีล ยังไงเขาก็ไม่อยากออกกำลังกายก่อนนอนมากไปกว่านี้แล้วล่ะ ชายหนุ่มจึงเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “...ตอนนี้เราเลยต้องหาเข็มนาฬิกามาเปลี่ยนให้เร็วที่สุด” สิ้นคำสรุปของลีโอ เฟมีลจึงพูดต่อว่า

            “ต้องหาทรายสีดำสินะ แต่ตอนนี้ เราแทบหาทรายสีดำไม่ได้แล้วนี่ หรือว่า...” ลีโอพยักหน้ากับสิ่งที่เฟมีลกำลังคิดอยู่

            “แล้วใคร...” ดวงตาของเฟมีลมาหยุดที่ใบหน้าเคร่งครึมของลีโอ ก่อนจะเริ่มเห็นคำตอบอยู่ลางๆ

            “ฉันเอง” นั่นไง ผิดจากที่คิดไว้ที่ไหน แต่แทนที่เฟมีลจะโวยวายเหมือนอย่างที่ลีโอคิด หญิงสาวกลับหัวเราะออกมาดังๆ เหมือนกับสมใจกับเรื่องอะไรสักอย่าง

            “มีเรื่องอะไรที่ฉันยังไม่รู้หรือเปล่า...เฟมีล” คราวนี้เป็นฝ่ายเฟมีลที่ต้องกลืนน้ำลายอย่างลำบากใจแล้ว

            “ว่าไง ใครกันที่บอกว่า ‘แต่ก็ไม่พูดอะไรเลย’ น่ะ” คราวนี้เป็นฝ่ายเฟมีลที่หน้าม่อยลง ก่อนจะเชิดหน้าตอบอย่างไม่เกรงกลัวว่า

            “มีคำสั่งให้ฉันร่วมทีม อ่ะ ห้ามบอกว่าไม่ให้ไปนะ เพราะนี่เป็นคำสั่งจากต้นสังกัดให้เข้าร่วมทีม อีกอย่างเพราะงานนี้ต้องเป็นความลับ...”

            “งานนี้เราเลยต้องไปกับคณะสำรวจหาวัตถุดิบของแผนกพัฒนาการเวทใช่ไหมล่ะ”

            “ช่ายและเพราะอย่างนั้นนายถึงได้กลับมาที่นี่ใช่ไหมล่ะ” เฟมีลต่อ ลีโอไม่ตอบ เขาดีดนิ้วหนึ่งทีแล้วไฟก็ดับลง เฟมีลกระเถิบไปซุกตัวนอนในที่ของตนพร้อมกับพูดขึ้นว่า

            “ง่วงชะมัด วันหลังหัดกลับให้หัวค่ำกว่านี่ไม่ได้เหรอ” ลีโอแอบยิ้มกับตัวเองพลางคิดว่า แล้วใครกันน้าที่นั่งรอเพื่อมาหาเรื่องเขาทุกครั้งที่เขาหายไปโดยไม่บอกกล่าว

            “รู้รายชื่อคนเข้าร่วมการสำรวจหรือเปล่า” ชายหนุ่มถาม

            “ไม่รู้ทุกคนหรอก แต่ที่แน่ๆ มีแขกจากเซกันทั้งสองคนด้วย” เฟมีลตอบด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ลีโอไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของอีกฝ่าย...คืนนี้มันดึกเกินไปจริงๆ นั่นแหละ

 

            “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงกระจกแตกล่ะ เธอสองคนได้ยินหรือเปล่า” รีเนลถามขึ้นขณะที่กำลังวางจานอาหารเช้าที่ตักมาลงบนโต๊ะ

            “อืม..ได้ยินแว่วๆ นะ สงสัยมาจากห้องข้างๆ มั้ง” เฟมีลตอบปัดพร้อมทั้งแอบหยิกลีโอที่ทำท่าทางเหมือนกลั้นหัวเราะ

            “เหรอ คงงั้น เออ เธอลงชื่อเข้าร่วมสำรวจหาวัตถุดิบที่ดาโรก้าด้วยเหรอเฟมีล” เฟมีลพยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

            “อือ เธอสองคนล่ะ” รีเนลมีสีหน้าเสียดาย ก่อนจะโบ้ยความผิดไปให้คนตัวใหญ่ซึ่งพึ่งทรุดตัวลงนั่ง

            “ไม่ได้ไปหรอก ก็ตานี่ไปรับปากกับบก. เข้าน่ะสิว่า สัปดาห์นี้จะไปเก็บภาพฟาร์มเลี้ยงทิงเจอร์เลยไปด้วยไม่ได้ น่าเสียดายจัง งานที่เหลือฝากจาร์กับพาตันไว้แล้วล่ะ ยังไงอย่าลืมเอาเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟังด้วยล่ะ” เฟมีลส่งยิ้มแป้นพร้อมกับตอบว่า

            “แน่อยู่แล้ว คราวนี้คงมีเรื่องมันๆ มาเล่าให้พวกเธอเยอะแยะแน่ๆ เซล่ะไปไหม” หญิงสาวเจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นจากอาหารของตัวเองแล้วตอบว่า

            “ไม่ล่ะจ้ะ หมดสัมมนาแล้วต้องไปบรรยายให้จอมเวทฝึกหัดที่ฟอรี่เลยไม่ได้ลงชื่อไว้” เฟมีลทำหน้าเสียดาย เพราะว่าไม่บ่อยนักที่เพื่อนๆ จะมารวมตัวกันเกือบครบ

            “เฮ่อ คราวนี้ขาดมอรีลไปคนเนอะ ไม่อย่างนั้นก็ครบกลุ่มเลย” รีเนลออกความเห็น

            “ใครกำลังเรียกฉันอยู่หรือเปล่าเอ่ย?” สามสาวมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะหันไปทางต้นเสียงและร้องขึ้นพร้อมกันว่า

            “มอรีล!”

            สามสาวตรงเข้ากอดหญิงสาวร่างเล็ก ดูเหมือนจะเป็นจุดเด่นจนสองหนุ่มที่เดินเข้ามาในห้องอาหารต้องเหลียวไปมอง บาร์นถึงกับผิวปากออกมาอย่างถูกใจ

            “วันนี้ได้เห็นสาวสวยตั้งสี่คน ถือว่าเป็นวันดี ถือว่าเป็นวันดี” ผิดกับโยราที่มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ชายทั้งสองตรงเข้าหยิบจานก่อนจะตักอาหารเช้าจากซุ้มที่ทางปราการจัดอาหารไว้ให้

            “เป็นอะไร เงียบเชียว หรือว่าตะลึงกับความงามของสาวๆ ที่นี่”

            “อย่ามาพูดเล่นน่าบาร์น นายรู้หรือเปล่าว่าผู้หญิงคนตัวเล็กสุดนั่นเป็นใคร” บาร์นยกมือขึ้นเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ แล้วมันใครหว่า แต่มองดูอีกทีก็หน้าตาคุ้นๆ นา

            “มอรีล มารีล หรือตอนนี้เปลี่ยนเป็น มอรีล เอนเซล เป็นจอมเวทอัจฉริยะของฟอริโซ่” บาร์นยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะตักน่องโมลีใส่จานถึงสองน่อง

            “ทำใจเย็นไปเถอะ เธอคนนั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับปราการฟาเรนเซ่แถมยังเป็นภริยาของเจ้าผู้ครองรัฐคนปัจจุบันของวินด์โคลโล รายละเอียดลึกๆ ของเธอคนนี้ยังไม่แน่ชัด แต่นายคิดว่าคนที่ขึ้นมาอยู่สูงขนาดนี้ทั้งที่ไม่ได้อยู่ใน 7 ตระกูลใหญ่มันไม่น่าแปลกเหรอ ที่สำคัญนะบาร์น เราเคยเจอเธอมาแล้วเมื่อสองปีก่อน ศักดิ์ฐานะของเธอมันไม่ใช่แค่ผู้หญิงสาวธรรมดา” บาร์นชะงักการตักสลัดใส่จาน ก่อนจะหันกลับไปมองหญิงสาวร่างเล็กคนนั้นอีกครั้ง

            “หมายความว่า เธอคนนั้นเป็นคนที่ควรจะระวัง?” โยราส่ายหน้าอย่างไม่แน่ใจ

            “ไม่รู้ แต่อะไรบางอย่างในตัวฉันบอกว่า เธอคนนั้นอาจมีความสามารถที่คล้ายคลึงกับฉัน” ใบหน้ายิ้มระรื่นของบาร์นเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ความสามารถของโยราคือ การมองเห็นความจริง ถ้าเธอคนนั้นใช้พลังนั่นกับพวกเขาสองคนล่ะก็...โยราหันมายิ้มเครียดกับบาร์นแล้วพูดอย่างไม่อยากยอมรับว่า

            “หรือบางที พลังของเธอคนนั้นอาจจะเหนือกว่าฉันเสียอีก...”

Post Comment

Statistic

Date posted: 10 years ago.
Date modified: 9 years ago.
Overall Viewed: 107,798 times
Monthly Viewed: 38 times
Rated: 356 times
Favorited: 89 times
Commented: 709 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.