///***The Conspiracy of Nara Story***\\\ ตอนสมดุล (ตอนพิเศษ)


..................................................................



แม้จะเคยผ่านประสบการณ์อันแปลกประหลาดสุดคาดเดามามากเท่าไหร่   แซก นาราก็ไม่ค่อยชอบสถานการณ์แบบที่เธอเผชิญอยู่แบบตอนนี้ที่สุด

สายตาดุจเหยี่ยวที่คอยใช้จ้องมาของผู้ร่วมรับประทานอาหารบนโต๊ะเพียงหนึ่งเดียวทำให้เธอรู้สึกโดนจับผิดอยู่ตลอดเวลา   มันไม่ใช่สายตากะลิ้มกะเหลี่ยของผู้ชายที่ใช้มองหญิงสาวแต่ให้ความรู้สึกไม่ต่างกันนักตรงที่เขาคอยสำรวจเธออย่างไม่ปกปิด

มันช่างน่าอึดอัด...

การทำงานอยู่เบื้องหน้าในวงการบันเทิงทำให้ชาชินกับการถูกมองอยู่หลายรูปแบบ   เมื่อถือได้ว่าตนเองกำลังจะหลุดพ้นช่วงเวลาแบบนั้น  เธอก็ไม่อยากจะคุ้นชินมันเหมือนเดิม   ถ้าไม่ติดว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือลูกค้ารายใหญ่มากที่สุดในล้านปีแสงนี้จะพุ่งมาชนดาวเคราะห์น้อยและตัวเธอเองก็ทนเก็บความสงสัยของการว่าจ้างงานชิ้นนี้ไว้ไม่ได้  เธออาจจะไม่รักษาอาการไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างฉากหน้าไว้ได้แน่นอน

ตลอดมื้ออาหารรายการต่างๆที่รังสรรค์ตามลำดับจนเกือบครบทุกเมนู   กลับมีเพียงเสียงสื่อสารจากภาชนะระหว่างคนทั้งสองท่ามกลางความเงียบของห้องอาหารส่วนตัวแห่งอาณาจักรโรงแรมหรูหราที่เจ้ามือมื้อนี้เป็นเจ้าของอยู่   มีแต่ชายหนุ่มที่มองมาและเธอที่ตั้งใจทานอย่างสุภาพโดยพยายามไม่สบตาเขาเกินความจำเป็น 

เธอปฏิเสธอาหารมื้อส่วนตัวนี้มาสามครั้งแล้วเพราะการต้องร่วมรับประทานอาหารกับผู้มีตำแหน่งใหญ่โตทั้งที่ไม่เคยพบหน้าค่าตามาก่อนมันย่อมไม่ใช่แค่การทานข้าวปกติแน่ๆ   ครั้งนี้เธอพลาดเอง  แล้วก็ทำการก่นด่าตนเองอยู่หลายรอบภายในใจจนยอมรับได้หลังจากคิดตกว่าคงหลีกไม่พ้น   เธอรู้สึกได้ว่าเขาต้องการพูดอะไรกับเธอตั้งแต่ตอนที่พบกันแล้ว

คือต้องการจะพูดอะไรก็พูดสักทีเถอะ!’ แซก นาราตะโกนภายในใจอย่างเหลืออด

คุณออกแบบวังให้รีน่า   น้องสาวของผมไปถึงไหนแล้วคุณอินดิรัตน์?” น้ำเสียงทุ้มกังวานอย่างผู้มีอำนาจของชายหนุ่มด้วยสำเนียงชัดเจนและถูกหลักไวยากรณ์เอ่ยทำลายความเงียบในที่สุด   เขากล่าวถึงงานอีกอาชีพหนึ่งที่เธอรับทำนอกวงการบันเทิง   เหมือนเขาจะจับกระแสความคิดของเธอได้จึงเอ่ยออกมาแทบจะทันที

อินทิรัตน์  เพคะกระหม่อม”  เธอแก้นามสกุลที่ถูกต้องของเธอให้เจ้านายเชื้อพระวงศ์ต่างชาติอย่างไม่เคอะเขินหรือประหม่าหรือไม่ได้ไม่พอใจที่เขาออกเสียงนามสกุลของเธอผิด   “ตอนนี้เรากำลังคุยถึงคอนเซ็ปและหม่อมฉันกำลังจะนำเสนอพระองค์หญิงในแบบเบื้องต้นเท่านั้นเพคะ

ฝ่าพระบาท  ทรงถนัดเรียกหม่อมฉันเหมือนพระองค์หญิงเรียกได้นะเพคะ   จะเป็น  แซก หรือ นารา แล้วแต่ทรงถนัดคำพูดอย่างเป็นกันเองแต่ลำดับฐานะสร้างระยะห่างไว้   บอกได้ว่าเธอไม่มีอาการเกร็งจะสนทนากับเขาเช่นคนทั่วไปมักเป็นเมื่อพบเขาเป็นครั้งแรก

ตาคมเข้มของผู้ที่มียศสูงสุดในห้องมองท่าทีสบายๆของผู้เป็นแขก   ก่อนที่เธอจะจบมื้ออาหารด้วยการนำของหวานคำสุดท้ายเข้าปากหยักสวยได้รูป   ก่อนเช็ดปาก   รวบช้อน   แล้วมองตอบสายตาของเขาอย่างไม่กลัวเกรง

สำหรับเขาดวงตากลมโตหวาน  นับว่าหาได้ยากในชาติพันธุ์มองโกลอยด์ของเธอ  แววตาไม่ได้แฝงเล่ห์   ท้าทายหรือหมิ่นเขาเลยแม้แต่น้อย   มันกลับน่าดึงดูดขณะที่สะท้อนเพียงเงาของเขาจากปลายโต๊ะอีกฝั่งเพียงแค่นั้น   เหมือนน้ำที่ปรับเปลี่ยนไปตามภาชนะ

รีน่าให้คุณเรียกเธอว่าอะไร?”  เขาเอ่ยถามหลังจากเว้นช่วงไปพักใหญ่

พระชันษาของพระองค์หญิงนั้นเท่ากับหม่อมฉัน   พระองค์มีรับสั่งให้แทนองค์เองด้วยชื่อ   และงดคำราชาศัพท์เบื้องหน้าทั้งหมดเพคะ

ผมกับรีน่าเป็นคนไม่ชอบพิธีรีตองอะไรมากมาย   เราเป็นเพียงเชื้อพระวงศ์ปลายแถว   คำราชาศัพท์เหล่านั้นผมยังใช้ไม่ได้คล่องเท่าคุณเลยและมันรังแต่จะทำให้การสนทนาของเราน่าอึดอัด   คุณเลิกใช้มันและเรียกผมว่า ฮาซีมก็พอ

รู้สึกเป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า”  นาราตอบอย่างยิ้มๆ  

หากเธอไม่ได้ศึกษาข้อมูลของราชวงศ์ของสองพี่น้องที่เอ่ยถึงมาก่อนว่าประโยคที่ฮาซีมพูดมาออกจะเกินจริงไปซะหน่อย   ถึงเขาจะไม่ได้เป็นเจ้าครองเมืองแต่ระดับตำแหน่งว่าที่หัวหน้าตระกูลที่ชายหนุ่มถือครองอยู่นับว่าเกินระดับเจ้าเมืองที่ปกครองเมืองหลวงอยู่ด้วยซ้ำ   “แต่หม่อมฉันเกรงว่าจะไม่เหมาะ   หม่อมฉันมีฐานะเป็นพระสหายของพระองค์หญิง...

คุณก็เป็นสหายของผมเช่นกัน”  ชายหนุ่มรีบสวนเธอขึ้นมานิ่มๆ   ท่าทางระวังตัวแจ   ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะขึ้นมา

เธอเงียบไปเพียงลมหายใจเดียว   ราวกับมันคือระยะถอนหายใจภายในใจ

เป็นพระกรุณาอย่างยิ่งเพคะ!

เขาจ้องเด็กดื้อที่ยังใช้ราชาศัพท์กับเขา   ทำทีเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้นทั้งที่เขายื่นโอกาสและเธอถือดีที่ไม่ยอมรับมิตรไมตรีที่เขาเพิ่งยื่นให้   ไม่มีความเคลื่อนไหวบ่งบอกความรู้สึกอารมณ์นิ่งๆของสายตาที่สบตอบกลับมา   มันยากที่เขาจะอ่านอะไรก็ตามภายในนั้น

ครั้งนี้ ผมจะยอมให้   ถือว่าเราเพิ่งจะพบกันอย่างจริงจัง   ครั้งหน้าผมหวังจะได้ยินชื่อของผมและการพูดคุยอย่างเป็นกันเองจากคุณ   คุณนารานูร”  เขาจบบทสนทนาด้วยชื่อที่เขาเลือกจะใช้เรียกเธอ   ทั้งชื่อจริงภาษาตามบ้านเกิดของเธอและภาษาตามบ้านเกิดของเขาที่เธอถูกตั้งไว้ตั้งแต่เกิดซึ่งมีความหมายที่เหมือนกันทั้งสองคำ

เขาทันพอจะมองเห็นสายตาหยันของเธอในเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะทอประกายเล็กน้อย   เหมือนเธอเองเริ่มจะอ่านออกแล้วว่าบทสนทนาตามมารยาทนี้กำลังจะจบลง

ฮาซีมอดปฏิเสธไม่ลงที่ช่วงเวลาสั้นๆนี้นาราได้ปลุกความปรารถนาที่อยากจะเข้าใจความคิดของเธอในตัวเขาเหลือเกิน

ผมจะทำให้มั่นใจว่าการพบกันของเราในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายอย่างที่คุณหวัง   นารานูร

คุณสมบัติข้อแรกที่ทุกคนล้วนพูดถึงเธอเป็นเสียงเดียวกันคือ เสน่ห์ ที่ทุกคนสัมผัสได้

น่าแปลกที่เธอมีพื้นเพมาจากเด็กหญิงธรรมดา   ฐานะปานกลาง   ไร้เส้นสายใดจากประเทศที่กำลังพัฒนามาตลอดชั่วอายุคนเท่านั้น   คงไม่มีใครคิดว่าเธอจะเป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่นจนประสบความสำเร็จและทรงอิทธิพลระดับโลกในหลายๆด้านตั้งแต่อายุยังน้อย  เธออาจจะเป็นหนึ่งในยีนที่แหวกออกมาจากบรรพบุรุษทั้งหมด   แซก นารา ก็ไม่ได้ดูเป็นสาวอัจฉริยะ   อันที่จริงเธอดูเป็นคนธรรมดา   จนเขาได้มีโอกาสได้เฝ้าดูเธออย่างนี้

แม้จะจัดได้ว่าเป็นคนหน้าตาดี   แต่อาจจะดูเฉยไปเสียหน่อยสำหรับผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์แถวหน้าของเอเชีย   ถึงกระนั้นดูอะไรๆที่ประดับไปบนหน้าจะเข้ากับเธอไปหมดทุกอย่าง   แม้แต่ผิวขาวเหลืองเนียนละเอียดนั่นที่ปกติเขาไม่มีรสนิยมชอบผู้หญิงผิวแบบนี้เท่าไหร่นัก   หลายๆคนที่เขาเคยพบดูจะสวยกว่าเธอไปซะทุกคนด้วยซ้ำ

เขามองไปที่ตำแหน่งของเรือนผมที่ถูกผ้าปกปิดไว้อยู่ก่อนจะเปิดประเด็นพูดเรื่องถัดไป

คุณดูไม่เข้ากับการคลุมผมเลยนะคุณนารานูร”  เรือนผมหยักศกดำเงาที่มักถูกทำให้สวยงามและทันสมัยเสมออย่างที่เขาเคยเห็นในข่าวและอินเตอร์เน็ตทำให้อดไม่ได้ที่อยากจะชมของจริง

แต่ดิฉันคิดว่าการคลุมผมแบบนี้มันถูกต้องและเหมาะกับดิฉันมาก   อันที่จริงดิฉันควรสวมอย่างตั้งใจตามความเชื่อมานานแล้ว”  นาราตอบอย่างกระชับฉับไว

ฮาซีมออกจะแปลกใจที่การใช้ราชาศัพท์ของเธอได้หยุดลงแล้ว   โดยสำหรับนาราเธอหวังแค่จะลดความน่าสนใจในตัวเธอต่อเขาลง   เพราะยิ่งเธอต่อต้านเขาก็จะยิ่งอยากจะเอาชนะ   เธอต้องการจะพูดให้น้อย   การสนทนาจะได้สั้นลงและย่นเวลาที่เขาจะอ่านความคิดเธอได้มากขึ้น   สัญญาณบางอย่างในตัวเธอกำลังทำงานว่าเธอควรจะระวังตัวให้มาก

หรอ...?   ผมคงคุ้นกับภาพตอนคุณไม่คลุมมันมากกว่า”  ฮาซีมเหยียดยิ้ม

นารารู้ว่าเขาต้องการจิกกัดเธอเรื่องในวงการและสมัยก่อนที่เธอไม่เข้มงวดต่อสิ่งที่จะควรทำมากนัก   เธอจึงเลือกที่จะไม่ตอบโต้เขา

ฮาซีมยังคงจิกกัดเธอนิ่งๆด้วยคำถามถัดไป

อาชีพของคุณก็รุ่งโรจน์ดี   ทำไมถึงคิดจะเลิกทำซะละ?”  น้ำเสียงทุ้มวางอำนาจโดยธรรมชาติฟังดูเย้ยหยันอย่างมีเจตนาชอบกล  “มีคนมากมายยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตเพื่อที่จะได้มาซึ่งเศษเสี้ยวที่คุณมีหรือที่เป็นอยู่   หรือหนทางของสิ่งที่คุณเชื่ออยู่กำลังพาคุณออกมาจากความเจริญ?”   คราวนี้เขาสัมผัสได้ถึงอารมณ์จากสายตาบนดวงหน้าอันยิ้มแย้มตลอดเวลาของเธอ

ใช่คะ”  คำตอบสั้นหางเสียงปกติ   ไม่ได้เจืออารมณ์โกรธอย่างที่เขาหวัง

ดูคุณจะดีใจกับการไม่ต้องใช้ชีวิตหรูหรา   สะดวกสบายแบบเดิม?”

ใช่คะ”  คำตอบเดิมบนสีหน้าแบบเดิม   กลายเป็นเขาเองที่เริ่มหงุดหงิดเอง   เขาเรียนรู้ว่าในเกมส์แข่งขันทางอารมณ์ผู้ที่กุมชัยชนะคือผู้ที่ควบคุมตนและอดทนได้ดีกว่าผู้ที่ตกเป็นทาสของมัน

ฮาซีมมองเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวที่ไม่แฝงความครุกรุ่นเช่นสักครู่   เธอคงผ่านสนามแข่งมาบ่อย

คุณนารา   หากคุณมีความสามารถมันก็คืออำนาจที่คุณใช้ประโยชน์ได้!

สำหรับนาราประโยคชี้แนะของฮาซีมทำให้เธอเข้าใจจุดประสงค์หนึ่งของการถูกเชิญมาในครั้งนี้ได้ดี   คำถามภายในใจของเธอตอนนี้คือเขาประสงค์ดีหรือประสงค์ร้าย?

คุณอัล-อับดุมะนาฟ ไม่เบื่อการใช้ชีวิตกับอำนาจบ้างหรือคะ?”  คำถามเรียบง่ายและน้ำเสียงของนาราแฝงความจริงจัง   ห่างไกลจากสิ่งที่ฮาซีมคิดว่าเธอจะตอบโต้เขาอยู่มาก   สำหรับเขาคำถามนี้ดูเป็นคำถามที่น่าขันมากที่สุดในชีวิต

อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าผมจะเบื่อการมีอำนาจหละ?”  สายตาของเขาเสมองไปรอบๆตัวเหมือนการเชื้อเชิญเธอให้มองความหรูหรามากมายที่รายล้อมอยู่เป็นเชิงถามกลับและเป็นการตอบปฏิเสธเธอ   ในขณะที่มือทั้งสองข้างเคลื่อนมาผสานกันบนโต๊ะเบื้องหน้าเขาเอง

การมีอำนาจสำหรับดิฉันคือการรักษาสมดุล”  ฮาซีมปล่อยให้นาราอธิบายในสิ่งที่เธอคิด   “เมื่อไหร่ที่สมดุลเสีย   ผลมันก็จะตกอยู่ที่ผู้มีอำนาจ

เวลาเราขึ้นขี่อาชา   ถ้าเรารักษาการให้น้ำหนักของเราได้   เราก็จะควบคุมมันได้   หากไม่ได้มันก็จะเป็นฝ่ายควบคุมเรา

ฮาซีมฟังความคิดเห็นของนาราอย่างตั้งใจ

จะหลุดจากมันได้ต่อเมื่อเราปราบมันสำเร็จหรือเราผลัดตกจากหลังของมัน

ท่าทีอธิบายอย่างสบายๆของนาราทำให้บทสนทนาเปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปจนเสียความตั้งใจของเขาในทีแรก

เธอหันไปส่งยิ้มและกล่าวคำขอบคุณเล็กน้อยแก่บริกรที่เข้ามารินน้ำให้ก่อนหันมาที่เขาเพื่อต่อบทสนทนา   “ดิฉันเคยแต่ขี่ม้า   บางครั้งก็เคยตกเพราะคุมมันไม่ได้   ตัวที่เคยคุมได้ก็ไม่ได้เสมอไป

อยู่กับอำนาจเหมือนเราขี่อยู่บนสิ่งที่พยศกว่าม้าโดยที่ตามเส้นทางมีแต่บ่ออสรพิษล้อมรอบ  เธอเว้นจังหวะ

ดิฉันลงจากหลังของสิ่งมีชีวิตนั้นมาตอนมันเชื่องและพื้นรอบๆตัวยังเป็นพื้นเรียบ   เพราะว่าดิฉันเหนื่อยจากการใช้พลังจากมัน

สาวน้อย...   หากเธอเริ่มขี่มันแล้ว   ไม่มีทางที่พาหนะที่เธอใช้ขึ้นขี่จะไม่แหวงมากัดเธอ   มันต้องการจะกินเธอเธอจึงได้อยู่บนหลังมัน   ถ้าสุดท้ายมันไม่ได้อย่างที่หวังไม่ว่าจะพ่นพิษหรือกระทืบให้ตายคาที่   มากน้อยแค่ไหนมันก็จะทำ   เพราะสำหรับมันแล้วเธอเป็นทั้งอาหารและพาหนะของมันเช่นกัน

ฮาซีมใช้สายตาคมกล้าของเขาส่งต่อความคิดกลับไปที่เธอ   ขณะในความเป็นจริงต่างฝ่ายต่างก็นิ่งเงียบและมองตอบกันไปมาข้ามโต๊ะรับประทานอาหาร

คุณนารา   คุณดูไม่ใช่คนประเภทขาดความมั่นใจที่จะควบคุมอะไรๆเลยนะ”  ฮาซีมตอบกลับเธอในที่สุด

ใช่คะ   ดิฉันไม่ใช่คนที่ขาดความมั่นใจที่จะควบคุมอะไร   เพียงแต่...”   นาราเสมองออกไปนอกหน้าต่างที่อยู่ด้านข้างโต๊ะของเขาและเธออย่างเชื่องช้าก่อนกลับมาที่คู่สนทนาอีกหน   ท่าทางแบบนั้นทำให้ฮาซีมรู้สึกหลงเสน่ห์เธอขึ้นมาอีก   เขาเสมองตามสายตาของหญิงสาวก่อนอดไม่ได้ที่จะกลับมามองเธอต่อไป   “...สิ่งที่เราอยู่บนหลังมันนานๆมันก็ดุร้ายขึ้นเช่นกัน   ตอนนี้มันอาจจะไม่ให้เราลงจากมันแต่มันก็ไม่ได้อยากให้เราอยู่บนหลังของมันตลอดไปหรอกคะ

ลงตอนนี้หรือลงในวันข้างหน้า   เราก็เป็นเครื่องมือของมันตั้งแต่แรกอยู่แล้วเช่นกัน

ต่างกันที่ระยะเวลาและจำนวนความเสียหายที่เราไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนนั่นเอง”   นาราตั้งใจมองลึกเข้าไปในดวงตาของคู่สนทนา   จนฮาซีมรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เธอหมายความตามคำพูดอย่างจริงจัง   เธอต้องการส่งผ่านความคิดและยืนยันถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้กับอนาคตให้เขารับรู้ด้วย

บทสนทนาที่มีนัยยะไม่ได้บอกเนื้อในของเนื้อหาจากเรื่องราว   ทั้งเขาและเธอกลับเข้าใจถึงข้อมูลสื่อสารกันได้พอดี

ฮาซีมนั้นสามารถเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นอีกอย่าง   หากเขาอยากจะอ่านความคิดหญิงสาวตรงหน้าผ่านดวงตาของเธอได้ก็ต่อเมื่อเธอเป็นผู้เปิดประตูให้เองเท่านั้น   ตอนนี้เขาแทบจะจำรายละเอียดของดวงตาสีน้ำตาลเข้มกลมสวยสองชั้นคู่นี้ได้ดีแม้ในขณะที่เขาหลับตาลงก็ตาม

และในที่สุดเราก็ได้พบกันสักที   คุณรัศมีแห่งแสง   ฮาซีมเหยียดยิ้มเล็กน้อยกับความคิดภายในใจของเขา


........................................................................................................................................................................

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นพาร์ทหนึ่งของเรื่องยาวที่จะนำมาลงต่อๆไปนะคะ  
เนื้อเรื่องเล่าถึงใจความสำคัญมากๆตอนหนึ่งที่ซ่อนเอาไว้ของเนื้อเรื่องทั้งหมด   แต่ไม่ได้สปอยนะคะ   สามารถอ่านตัดจบได้(รึป่าว???)   อันนี้ไรท์เตอร์ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันอ่ะ...อิอิ
เขียนเองเออเองก็ทำให้ไม่รู้ว่ารีดเดอร์จะเข้าใจไปกับเราด้วยมั้ย?  ////w\\\\
ยังไงก็ขอฝากติชมผลงาน เรื่องแรก ครั้งแรก การลงครั้งแรกและการลงในครั้งต่อๆไปด้วยนะคะ
หากมีคำผิดหรือพลาดอะไรยังไงก็ขอโทษที่อาจทำให้เสียอรรถรสบ้างนะ ^^

Post Comment

Comment

Statistic

Date posted: 3 years ago.
Date modified: 3 years ago.
Overall Viewed: 702 times
Monthly Viewed: 17 times
Rated: 0 times
Favorited: 0 times
Commented: 0 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.